เกาหลีใต้เร่งติดตามตัวนักท่องเที่ยวชาวไทยทั้งหมด 23 คน

  สำนักข่าว ยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 6 ก.พ.66 อ้างการรายงานของ กระทรวงยุติธรรมเกาหลีใต้ว่า เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเกาหลีใต้เร่งติดตามนักท่องเที่ยวชาวไทยทั้งหมด 23 คน ที่ขาดการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ หลังจากเดินทางเข้าเกาหลีใต้ผ่านท่าอากาศยานนานาชาติมูอัน จ.ช็อลลาใต้ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ห้วง 30 ม.ค.66 – 6 ก.พ.66 แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยกลุ่มแรกจำนวน 13 คน ที่เดินทางเข้าเกาหลีใต้ด้วยเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (เที่ยวบินดังกล่าวมีผู้โดยสารชาวไทยทั้งหมด 174 คน) เมื่อ 30 ม.ค.66 และไม่มีรายงานการเดินทางออกจากประเทศตามเที่ยวบินที่กำหนดเมื่อ 5 ก.พ.66 ส่วนกลุ่มที่ 2 มีจำนวน 10 คน เดินทางถึงท่าอากาศยานเมื่อช่วงเช้าของ 6 ก.พ.66 และขาดการติดต่อกับ เจ้าหน้าที่ สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลเชิงลบต่อเป้าหมายการดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางด้วยเที่ยวบินเช่าเหมาลำ ซึ่งส่วนราชการท้องถิ่นของ จ.ช็อลลาใต้ตั้งเป้าหมายรับนักท่องเที่ยวชาวไทยประมาณ 2,400 คน ภายใน มี.ค.66 Credit Pic : Reuters

ซัมซุงในสหรัฐฯ ยอมรับว่าข้อมูลของลูกค้ารั่วไหลจากการถูกเจาะระบบ

บริษัทซัมซุง (Samsung) สาขาสหรัฐฯ ได้ยืนยันว่ามีข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าของบริษัทรั่วไหล โดยเว็บไซต์ซัมซุงได้ออกแถลงการณ์ว่า ตรวจพบการเจาะระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของบริษัทซัมซุงในสหรัฐฯ เมื่อปลาย ก.ค. 65 และเมื่อ 7 ส.ค.65 สามารถยืนยันได้ว่ามีข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าได้รับผลกระทบจากการเจาะระบบดังกล่าว

เกาหลีใต้กับสหรัฐฯ ลงนามแผนปฏิบัติการทางทหารเพื่อรับมือภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ

สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 31 มี.ค.65 อ้างเสนาธิการทหารร่วมของเกาหลีใต้ (Joint Chiefs of Staff-JCS) ว่า พล.อ.Won In-choul ประธาน JCS เกาหลีใต้กับ พล.อ. Mark Milley ประธาน JCS ของสหรัฐฯ ร่วมลงนามในแผน Strategic Planning Directive (SPD) ระหว่างการหารือที่ฮาวาย สหรัฐฯ เมื่อ 30 มี.ค.65 โดยการลงนามดังกล่าวจะพัฒนาแผนการรบเต็มรูปแบบ (OPLANs) ระหว่างเกาหลีใต้กับสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันใช้ OPLAN 5015 ซึ่งเป็นแผนการรบเต็มรูปแบบกับเกาหลีเหนือ ภายหลังแผนเดิมกำหนดเมื่อปี 2553 ไม่อาจรับมือการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์รุ่นใหม่ของเกาหลีเหนือ โดยเพิ่มแผนฝึกซ้อมรบเสมือนจริง รวมถึงสถานการณ์ที่เกาหลีเหนืออาจโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธรุ่นใหม่

ว่าที่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้หารือทางโทรศัพท์กับผู้นำเวียดนาม

สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 23 มี.ค.65 ว่า นายยุน ซ็อก-ย็อล ว่าที่ประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ หารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีเหวียน ซวน ฟุก ของเวียดนาม โดยผู้นำเวียดนามแสดงความยินดีต่อว่าที่ผู้นำเกาหลีใต้ในชัยชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ และเชิญว่าที่ผู้นำเกาหลีใต้เยือนเวียดนาม นอกจากนี้ ทั้งสองเห็นพ้องจะพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้กับเวียดนาม และส่งเสริมความร่วมมือในการเจรจาปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ รวมถึงพัฒนาเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ทั้งนี้ ประธานาธิบดีเหวียน ซวน ฟุก เป็นผู้นำประเทศคนที่ 6 ที่หารือทางโทรศัพท์กับว่าที่ผู้นำเกาหลีใต้ ภายหลังผู้นำสหรัฐฯ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และอินเดีย กระชับความสัมพันธ์กับว่าที่ผู้นำเกาหลีใต้ผ่านการหารือทางโทรศัพท์

การย้ายทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้อาจก่อให้เกิดช่องโหว่ด้านการรักษาความปลอดภัย

สำนักข่าวยอนฮับรายงานเมื่อ 21 ม.ค.65 ว่า ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้แสดงความกังวลเกี่ยวกับแผนการย้ายทำเนียบประธานาธิบดีของนายยุน ซ็อก-ย็อล ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของเกาหลีใต้ เนื่องจากอาจก่อให้เกิดช่องโหว่ด้านการรักษาความปลอดภัยในห้วงที่สถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น โดยนายพัก ซู-ฮย็อน เลขาธิการอาวุธโสด้านการสื่อสารสาธารณะประจำทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ระบุว่าการย้ายกระทรวงกลาโหม เสนาธิการทหารร่วม และทำเนียบประธานาธิบดี ก่อนจะถึงวันดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการของนายยุน ซ็อก-ย็อล ใน 10 พ.ค.65 เป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผล ทั้งนี้ นายยุน ซ็อก-ย็อล ประกาศจะย้ายสำนักงานประธานาธิบดีจากทำเนียบประธานาธิบดี (ช็องวาแด) ไปยังอาคารกระทรวงกลาโหม ในเขตยงซัน กลางกรุงโซล เนื่องจากเห็นว่าช็องวาแดเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจของจักรพรรดิ และต้องการใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น

แฮกเกอร์ ขโมยข้อมูล Samsung และเผยแพร่ข้อมูลเพื่อยืนยันความสำเร็จ

กลุ่มแฮกเกอร์ Lapsus$ ประกาศอ้างว่าได้ขโมยข้อมูลสำคัญ ข้อมูลรหัสต้นฉบับของโปรแกรม (Source Code) จำนวน 190 GB จากบริษัท Samsung Electronics ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ และเผยแพร่ผ่านแอปพลิเคชัน Telegram และ Torrent เพื่อให้ผู้ใช้จำนวนมากสามารถดาวน์โหลดได้ ทั้งนี้กลุ่มแฮกเกอร์ได้โพสต์รูปภาพตัวอย่างข้อมูล SourceCode ที่มีลักษณะของโปรแกรมภาษา C หรือ C+ เพื่อยืนยันความสำเร็จของการโจมตี

เกาหลีใต้เรียกร้องให้เกาหลีเหนือทำตามข้อตกลงการปลดอาวุธนิวเคลียร์

สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 8 มี.ค.65 ว่า กระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้เรียกร้องให้เกาหลีเหนือดำเนินการตามข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อปลดอาวุธนิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลี นอกจากนี้ ทางการเกาหลีใต้ร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศ อาทิ สหรัฐฯ และทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency-IAEA) อย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวการพัฒนานิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ ก่อนหน้านี้ นาย Rafael Grossi ผู้อำนวยการ IAEA ระบุเมื่อ 7 มี.ค.65 ว่าพบข้อมูล เกาหลีเหนือดำเนินกิจกรรมที่เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาด 5 เมกะวัตต์ ที่ศูนย์นิวเคลียร์ย็องบย็อน (Yongbyon complex) ทางตอนเหนือของกรุงเปียงยาง และก่อสร้างโรงเรือนใกล้อาคารหมุนเหวี่ยงแยกยูเรเนียม   ขณะที่ ศ.ดร.Jeffrey Lewis ผู้อำนวยการโครงการการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ในเอเชียตะวันออก สถาบันนานาชาติศึกษา Middlebury มหาวิทยาลัย Montery ของสหรัฐฯ ระบุว่า เกาหลีเหนืออยู่ระหว่างก่อสร้างอาคารบนฐานทดลองนิวเคลียร์พุงกเยรี (Punggye-ri) ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวครั้งแรกในพื้นที่ดังกล่าว หลังเกาหลีเหนือรื้อถอนฐานฯ เมื่อ พ.ค.61 โดยมีความเป็นไปได้ว่า เกาหลีเหนืออาจรื้อฟื้นการทดลองนิวเคลียร์

ผู้นำเกาหลีใต้เรียกร้องให้เคารพอำนาจอธิปไตยของยูเครนและแก้ไขสถานการณ์อย่างสันติ

สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 22 ก.พ.65 ว่า ประธานาธิบดีมุน แจ-อิน ของเกาหลีใต้ ระบุในที่ประชุมสภาความมั่นคง (National Security Council-NSC)ของเกาหลีใต้ เรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศร่วมแก้ไขสถานการณ์ในยูเครนอย่างสันติ พร้อมเคารพอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน นอกจากนี้ ผู้นำเกาหลีใต้กังวลว่า สถานการณ์ในยูเครนอาจยืดเยื้อ และการขู่คว่ำบาตรรัสเซียของสหรัฐฯ และประเทศตะวันตก อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเกาหลีใต้ เฉพาะอย่างยิ่งต่อภาคพลังงาน ภาคนำเข้าวัตถุดิบสำคัญและธัญพืช และตลาดการเงินระหว่างประเทศ แม้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างเกาหลีใต้กับยูเครนอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งผู้นำเกาหลีใต้สั่งการให้รับมือวิกฤติในยูเครน โดยเตรียมมาตรการคุ้มครองเศรษฐกิจเกาหลีใต้อย่างเร่งด่วน และการรับรองความปลอดภัยของชาวเกาหลีใต้ในยูเครนจำนวน 63 คน (ไม่รวมเจ้าหน้าที่การทูตและผู้พำนักในไครเมีย)