สหราชอาณาจักรเจรจาลดภาษีสหรัฐฯ สำเร็จ จับตาสหรัฐฯ เจรจากับจีน ใน 15 พ.ค.68

  ผู้นำสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ เมื่อ 9 พฤษภาคม 2568 ประกาศว่าทำข้อตกลงร่วมกันเรื่องการค้า โดยเฉพาะประเด็นอัตราภาษีนำเข้า โดยสินค้าจากสหราชอาณาจักรจะเผชิญภาษีร้อยละ 10 ขณะที่อะลูมิเนียมและเหล็กบางประเภท ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกจากที่สำคัญของสหราชอาณาจักรไปสหรัฐฯ จะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าด้วย ข้อตกลงดังกล่าวเป็นความสำเร็จของสหราชอาณาจักรที่เจรจากับสหรัฐฯ ได้ และผ่อนคลายภาระของอุตสาหกรรมในสหราชอาณาจักรที่มีรายได้หลักจากการส่งออกไปยังสหรัฐฯ นายกรัฐมนตรี Keir Starmer ของสหราชอาณาจักรระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยปกป้องแรงงานและเศรษฐกิจของประเทศได้ และยืนยันว่าสหรัฐฯ ยังคงเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของสหราชอาณาจักรต่อไป ก่อนหน้านี้เมื่อ มกราคม 2568 สหรัฐฯ ประกาศจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหราชอาณาจักรร้อยละ 25 แม้ว่าผู้นำทั้ง 2 ประเทศจะกล่าวถึงข้อตกลงทางการค้า แต่ยังไม่มีการลงนามในข้อตกลงที่เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ข้อตกลงดังกล่าว แม้สหราชอาณาจักรจะได้รับการยกเว้นภาษีในสินค้าบางประเภทที่จะส่งออกไปสหรัฐฯ  โดยเฉพาะรถยนต์ เหล็กและอะลูมิเนียม แต่สหรัฐฯ จะได้โอกาสส่งออกผลผลิตทางการเกษตรและเนื้อวัวไปยังสหราชอาณาจักรมากขึ้น ขณะเดียวกัน นักการเมืองและพรรคฝ่ายค้านของสหราชอาณาจักรไม่มั่นใจว่าการทำข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้เสียเปรียบสหรัฐฯ ที่กดดันเรื่องมาตรฐานการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มากขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะผลผลิตทางการเกษตรและยารักษาโรค ประเด็นนี้ทำให้นักการเมืองบางส่วนมองว่าสหราชอาณาจักรยังไม่พ้นจากความเสี่ยง แม้จะได้ชื่อว่าเป็นประเทศแรก ๆ ที่เจรจาลดภาษีนำเข้ากับรัฐบาลสหรัฐฯ ได้สำเร็จก็ตาม แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ระบุว่าจะมีการลงนามในข้อตกลงที่ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ เร็ว ๆ นี้…

ประเทศสมาชิกอาเซียนจะหารือร่วมกันลดผลกระทบการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ

มาเลเซียแสดงบทบาทในฐานะประธานอาเซียนในปี 2568 ด้วยการเร่งหารือกับประเทศสมาชิก เพื่อหาทางออกร่วมกันในการลดผลกระทบจากกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศ Liberation Day เมื่อ 2 เมษายน 2568 ให้กับชาวอเมริกัน ด้วยการขึ้นภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) สินค้านำเข้าประเทศคู่ค้า 185 ประเทศ ที่ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ซึ่งประเทศสมาชิกอาเซียนมีประเทศที่ถูกเก็บภาษีสูงที่สุดที่สหรัฐฯ กำหนด คือกัมพูชาที่ร้อยละ  49 และต่ำสุดคือสิงคโปร์ที่ร้อยละ 10 นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกอาเซียนยังส่งสินค้าออกไปยังตลาดสหรัฐฯ เป็นหลักเลยทีเดียว มาเลเซียโดยดาโตะ เชอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีได้โพสต์เฟซบุ๊คเมื่อ 5 เมษายน 2568 ว่า ได้โทรศัพท์หารือกับผู้นำ สมาชิกอีก 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน และสิงคโปร์ เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นให้ได้ข้อมติร่วมกันในหลักการไปเจรจาทางการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งรวมทั้งใช้กรอบ ASEAN-US Dialogue ซึ่งอาเซียนก็พร้อมจะเปิดกว้าง และยืดหยุ่นในเรื่องห่วงโซ่การผลิต และเมื่อ 7 เมษายน 2568…

ภาษีแบบสังคมนิยมและกระจายอำนาจแบบ web3.0

มนุษย์เราเกิดมาไม่เท่าเทียมกัน ทั้งรูปลักษณ์ หน้าตา สีผิว ความสมบูรณ์ของร่างกาย และฐานะ …สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อโอกาสในการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางการศึกษา ไปจนถึงหน้าที่การงานและการสร้างรายได้ อย่างไรก็ตาม รัฐมีเครื่องมือลดความแตกต่างนี้ลงด้วยสิ่งที่เรียกว่า “สวัสดิการ” จากรัฐ ที่เปลี่ยนบริการบางอย่างให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างสาธารณะ หรือควบคุมไว้ไม่ให้เกิดการผูกขาด ภายใต้การบริหารงบประมาณจากการเก็บภาษีตามอัตราส่วนต่าง ๆ แนวคิดของการบริหาร “ภาษี” ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการรวบรวมงบประมาณ ทั้งจากผู้มีรายได้สูงและรายได้ต่ำ โดยใช้ในการบริการประชาชนทุกระดับ ดังนั้น ภาษีจึงมีส่วนช่วยในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้ โดยเฉพาะในลักษณะของ “รัฐสวัสดิการ” ที่จะมีการเก็บภาษีจากโอกาสต่างๆ มาชดเชยค่าเสียโอกาสต่างๆ เช่น การเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม (ECO TAX) จากผู้ก่อมลพิษเพื่อจูงใจให้ลดการก่อมลพิษที่จะส่งผลกระทบต่อคนทั่วไป การเก็บภาษีน้ำจากการทำเกษตรเพื่อสร้างรายได้สำหรับการอนุรักษ์ระบบนิเวศในระดับลุ่มน้ำ ภาษีถือเป็นการให้มูลค่ากับสิ่งต่างๆ เป็นการตีความทางตัวเลขเพื่อเปรียบเทียบค่าเสียโอกาสต่างๆ และเพิ่มเติมชดเชยให้เหมาะสม จากแนวคิดดังกล่าว ในอนาคตมนุษย์หากคนคนหนึ่งเกิดมามีความพิการ 60% จะได้รับการชดเชยเพื่อสร้างโอกาสให้เท่าเทียมกับคนที่เกิดมาสมบูรณ์ 100% นั่นหมายความว่า คนที่เกิดมาสมบูรณ์จะต้องทำ 140% เพื่อชดเชยให้คนพิการ หรือแบ่งให้เป็น 80% เท่ากันทั้งสองคน ถือเป็นความรับผิดชอบของส่วนรวมทางสังคมภายใต้แนวคิดแบบอำนาจนิยมที่จัดสรรให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกันในยุคที่ทุกอย่างสามารถตีค่าชี้วัดออกมาเป็นตัวเลขได้ ซึ่งในสังคมรูปแบบนี้ บริษัทธุรกิจขนาดใหญ่ก็จะต้องเสียภาษีคืนกำไรให้กับสังคมอย่างมาก โดยเฉพาะรับผิดชอบต่อกลุ่มคนที่อยู่ในกระบวนการหรือได้รับผลกระทบจากธุรกิจนั้นๆ ไม่ใช่แค่ภาษีและการตีมูลค่าตัวเลขเท่านั้น แต่…