สหรัฐฯ เร่งชี้แจงรายละเอียด หลังผู้นำสหรัฐฯ ประกาศจะยึดครองฉนวนกาซา

เจ้าหน้าที่ระดับสูงในสหรัฐฯ ชี้แจงรายละเอียดต่อสื่อมวลชนต่างประเทศ เกี่ยวกับนโยบายของสหรัฐฯ ต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา เพื่อลดระดับความตึงเครียด หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ให้ความเห็นเมื่อ 5 ก.พ.68 ระหว่างการหารือกับผู้นำอิสราเอลที่ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ  ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ว่า สหรัฐฯ มีแผนจะยึดครองฉนวนกาซา โดยใช้คำว่า take over และก่อนหน้านี้เคยกล่าวว่าต้องการอพยพชาวปาเลสไตน์ออกจากฉนวนกาซาทั้งหมดเอย่างถาวร เพื่อส่งทหารอเมริกันเข้าไปประจำการและฟื้นฟูพื้นที่หลังเผชิญสงคราม ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเสนอให้ชาวปาเลสไตน์ที่มีเกือบ 2 ล้านคน ย้ายออกจากกาซา เพื่อที่สหรัฐฯ จะส่งทหารไปบริเวณดังกล่าว และสร้างดินแดนนี้ให้มีที่อยุ่อาศัยที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเรียกว่า “Riviera of the Middle East.”

นาง Tulsi Gabbard น่าจะได้ดำรงตำแหน่ง ผอ.ข่าวกรองแห่งชาติ

คณะกรรมาธิการข่าวกรองของวุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติ 9-8 เสียง เมื่อ 4 ก.พ.68 รับรองนาง Tulsi Gabbard อายุ 43 ปี เป็นผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ (Director of National Intelligence-DNI) ตามที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอ จึงคาดว่าจะได้รับความเห็นชอบจากการลงมติของวุฒิสมาชิกในสัปดาห์หน้าด้วย

นาง Gabbard มีประสบการณ์ด้านการเมืองและการทหาร แต่ถูกวิจารณ์ว่าอาจไม่เหมาะสมกับตำแหน่งผู้ควบคุมการทำงานของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ทั้ง 18 หน่วย เพราะไม่มีประสบการณ์ด้านงานข่าวกรอง และมุมมองส่วนตัวของนาง Gabbard ต่อภัยคุกคามด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ โดยเฉพาะความคิดเห็นของนาง Gabbard ในอดีตที่เป็นเชิงบวกต่อนายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน ที่เปิดเผยข้อมูลลับของรัฐบาล รวมทั้งมุมมองเชิงบวกต่อรัสเซียและผู้นำซีเรีย อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการข่าวกรองวุฒิสมาชิกเชื่อมั่นว่านาง Gabbard จะร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ ได้

ผู้นำสหรัฐฯ ชะลอการขึ้นภาษีสินค้าจากแคนาดาและเม็กซิโก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 3 ก.พ.68 ประกาศชะลอการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาและเม็กซิโก หลังจากได้โทรศัพท์หารือกับผู้นำของทั้ง 2 ประเทศ เนื่องจากบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นกับเม็กซิโกที่จะส่งทหารจำนวน 10,000 คนไปประจำการบริเวณพรมแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก เพื่อเข้มงวดตรวจสอบการลักลอบค้ายาเสพติด ขณะที่แคนาดาจะเพิ่มงบประมาณ พร้อมกับส่งเจ้าหน้าที่ความมั่นคงประมาณ 10,000 นาย ไปประจำการที่ชายแดน เพื่อการยกระดับความมั่นคงชายแดนแคนาดา-สหรัฐฯ และยุติการลักลอบค้ายาเสพติดไปยังสหรัฐฯ ด้วย โดยเฉพาะเฟนทานิล (Fentanyl) สารสังเคราะห์กลุ่มโอปิออยด์ที่มีฤทธิ์บรรเทาปวด และถูกใช้เป็นสารเสพติดผิดกฎหมายที่มีฤทธิ์รุนแรงกว่าเฮโรอีนหลายเท่า กลายเป็นปัญหายาเสพติดที่รุนแรงในสหรัฐฯ

รัฐบาลสหรัฐฯ อาจปิดทำการ USAID

สื่อสหรัฐฯ ให้ความสนใจกรณีนาย Elon Musk ผู้บริหารหน่วยงานปฏิรูปการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ (DOGE) เปิดเผยผ่านสื่อสังคมออนไลน์เมื่อ 3 ก.พ.68 ว่า สหรัฐฯ จะยุติการทำงานของสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ หรือ USIAD ที่เป็นหน่วยงานอิสระ ทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือต่างประเทศด้านการพัฒนา สาธารณสุข ประชาธิปไตยและสิ่งแวดล้อม โดยนาย Musk วิจารณ์ว่า USAID ใช้งบประมาณมหาศาล เริ่มจากการประกาศชะลอโครงการความช่วยเหลือในต่างประเทศ (foreign assistance) และให้ กต.สหรัฐฯ ทบทวนโครงการต่าง ๆ หากไม่จำเป็นหรือไม่เป็นประโยชน์ต่อชาวอเมริกัน ก็จะให้ยกเลิก

ผู้นำสหรัฐฯ เพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดา เม็กซิโก และจีน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 1 ก.พ.68 ลงนามในคำสั่งผู้บริหารให้ใช้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เพื่อกดดันให้เปลี่ยนแปลงนโยบายให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ โดยจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดา เม็กซิโก และจีน ตั้งแต่ 4 ก.พ.68 เป็นต้นไป เป้าหมายเพื่อลดการแพร่กระจายของยาเสพติดในสหรัฐฯ และผู้อพยพผิดกฎหมาย แม้ว่ามาตรการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพลังงาน เพระสหรัฐฯ ต้องนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากแคนาดา รวมทั้งอาจทำให้เกิดสงครามการค้าระหว่างประเทศ แต่ผู้นำสหรัฐฯ ยืนยันว่าต้องปกป้องผลประโยชน์ของชาวอเมริกันเป็นอันดับแรก

สหรัฐฯ ระงับความช่วยเหลือต่างประเทศ กระทบใครบ้าง?

กรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อปลาย ม.ค.68 ระงับความช่วยเหลือต่างประเทศชั่วคราว เพื่อให้หน่วยงานรัฐบาลทุกแห่ง โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กลับไปทบทวนการใช้จ่ายและให้ความสำคัญการปกป้องผลประโยชน์ของชาวอเมริกันเป็นอันดับแรก ตามสโลกแกน “America First” ที่ต้องการให้ความช่วยเหลือทุกโครงการเป็นประโยชน์กับชาวอเมริกันจริง ๆ โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีเวลา 3 เดือนที่จะทบทวนการให้ความช่วยเหลือต่างประเทศ เพื่อพิจารณาว่าโครงการใดจะดำเนินการต่อไป ปรับเปลี่ยน หรือยกเลิก ปัจจุบัน นายมาร์โค รูบิโอ รมว.กต.สหรัฐฯ ได้ส่งคำสั่งไปยัง สอท.สหรัฐฯ ทั่วโลกให้ระงับการให้ความช่วยเหลือในโครงการทุกประเภท

ผู้นำสหรัฐฯ กดดันโคลอมเบียด้วยภาษีนำเข้าเพื่อให้รับผู้อพยพ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศเมื่อ 27 ม.ค.68 จะขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากโคลอมเบีย ร้อยละ 25 หาก ไม่ยอมรับผู้อพยพที่สหรัฐฯ ส่งกลับไปภายในสัปดาห์นี้ และหากยืดเยื้อถึงสัปดาห์หน้า สหรัฐฯ จะเพิ่มอัตราภาษีเป็นร้อยละ 50 มีผลกับสินค้าทุกประเภท ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากประธานาธิบดี Gustavo Petro ปฏิเสธที่จะรับผู้อพยพที่สหรัฐฯ ส่งออกนอกประเทศด้วยเครื่องบินทหาร จำนวน 2 เครื่อง ซึ่งเดินทางจากท่าอากาศยานในเมืองซานดิเอโก ไปโคลอมเบีย ประธานาธิบดีโคลอมเบียระบุว่าผู้อพยพควรได้รับการดูแลและปกป้องสิทธิอย่างมีศักดิ์ศรี นอกจากนี้ ผู้นำโคลอมเบียไม่ได้มีท่าทีวิตกกับมาตรการภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ด้วย โดยประกาศทันทีว่าจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เช่นกัน 

วุฒิสมาชิกรับรอง รมว.กห.สหรัฐฯ และ ผอ.CIA ประธานาธิบดีทรัมป์เยือนรัฐแคลิฟอร์เนีย

วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ เมื่อ 24 ม.ค.68 มีมติ 51-50 เสียงรับรองนาย Pete Hegseth อายุ 44 ปี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ตามที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เสนอ ถือว่าเป็นการรับรองสมาชิกคณะรัฐมนตรีตำแหน่งสำคัญที่เกือบไม่ผ่าน เนื่องจากวุฒิสมาชิกจำนวนมาก โดยเฉพาะพรรคเดโมแครตมีมุมมองว่านาย Pete Hegseth ขาดประสบการณ์และบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับตำแหน่งผู้นำด้านกลาโหมของสหรัฐฯ แม้จะเคยเป็นทหารสหรัฐฯ แต่มีปัญหาเรื่องส่วนตัว สื่อรายงานว่านาย Pete Hegseth ผ่านการเห็นชอบได้จากการโหวตของรองประธานาธิบดี Vance ซึ่งมีสิทธิโหวตเพราะอยู่ในตำแหน่งประธานวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม นาย Pete Hegseth จะสาบานตนรับตำแหน่งใน 25 ม.ค.68 ที่ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศโครงการ Stargate ลงทุนพัฒนา AI

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 23 ม.ค.68 ประกาศโครงการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชื่อ Stargate  Project มูลค่า 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI โดยร่วมมือกับบริษัท OpenAI บริษัท Oracle และบริษัท Softbank ผู้ให้บริการด้านคมนาคม ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า Stargate  Project จะเป็นโครงการ AI ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และรัฐบาลของเขาจะให้ความสำคัญกับเรื่อง AI เพราะเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินเร่งด่วน จึงอาจมีการปรับกฎหมายให้ยืดหยุ่นและเอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวมากขึ้น ตลอดจนตั้งเป้าหมายให้สหรัฐฯ เป็นผู้นำโลกด้าน AI

6 คำสั่งผู้บริหารจากทรัมป์สะเทือนโลก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งผู้บริหาร (executive order) จำนวนมากเพื่อกำหนดทิศทางนโยบายของประเทศ ซึ่งคำสั่งผู้บริหารเป็นอำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เท่านั้นที่สามารถลงนามในคำสั่งนี้ได้ เป็นอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย โดยไม่ต้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ เห็นชอบ มีลักษณะเป็นคำสั่งลายลักษณ์อักษรให้หน่วยงานต่าง ๆ ปฏิบัติตาม ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะลงนามในคำสั่งผู้บริหารจำนวนมากเพื่อเร่งสร้างผลงานและทำให้ฐานะเสียงเห็นว่าผู้นำรัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงไว้ ส่วนมากจะใช้คำสั่งผู้บริหารเพื่อผลักดันวาระสำคัญ ๆ