รมว.กต.สหรัฐฯ พบกลุ่ม QUAD ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์เดินหน้านโยบายซื้อกรีนแลนด์

นายมาร์โค รูบิโอ รมว.กต.สหรัฐฯ เมื่อ 21 ม.ค.68 พบหารือกับ รมว.กต.จากประเทศสมาชิกกลุ่ม QUAD ได้แก่ นาย Iwaya Takeshi รมว.กต.ญี่ปุ่น นาง Penny Wong รมว.กต.ออสเตรเลีย และ ดร.Subrahmanyam Jaishankar รมว.กต.อินเดีย ที่ กต.สหรัฐฯ วอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งเยือนสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมพิธีสาบานตนรับตำแหน่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากการหารือ ทั้ง 4 ประเทศเผยแพร่ถ้อยแถลงร่วมที่มีใจความสำคัญว่า สหรัฐฯ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และอินเดียจะให้ความสำคัญกับการปกป้องและดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศ ส่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจ สันติภาพ เสถียรภาพและความมั่นคงในทุกมิติร่วมกัน รวมทั้งความมั่นคงทางทะเล และความร่วมมือระหว่างประชาชน กลุ่ม QUAD จะให้ความสำคัญกับเรื่องความมั่นคงด้านเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานด้วย นอกจากนี้ กลุ่ม QUAD ต่อต้านการกระทำฝ่ายเดียวของประเทศใดก็ตามที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสถานภาพปัจจุบัน (status quo) โดยเฉพาะการใช้วิธีบังคับหรือข่มขู่  

วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ เห็นชอบนายมาร์โค รูบิโอ เป็น รมว.กต.สหรัฐฯ

วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ เมื่อ 20 ม.ค.68 มีมติ 99-0 เห็นชอบให้นายมาร์โค รูบิโอ นักการเมืองพรรครีพับลิกัน อายุ 53 ปี ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ต่อจากนายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่จะพ้นจากตำแหน่ง หลังจากการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล โดยนายรูบิโอเป็นคณะรัฐมนตรีคนแรกที่ได้รับการเห็นชอบ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สาบานตนรับตำแหน่งในวันเดียวกัน นายรูบิโอจะเป็น รมว.กต.สหรัฐฯ คนแรกที่มีเชื่อสายละติน ครอบครัวเป็นผู้อพยพจากคิวบา

นายทรัมป์ใช้อำนาจผู้บริหาร หลังรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 47

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 47 เมื่อ 20 ม.ค.68 ที่วอชิงตัน ดี.ซี. พร้อมกับประกาศทิศทางการดำเนินนนโยบายสำคัญของรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดใหม่ ทั้งนโยบายภายในประเทศและต่างประเทศ ที่สำคัญคือ เศรษฐกิจ การจัดการผู้อพยพ และความร่วมมือของสหรัฐฯ กับนานาชาติ นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังประกาศอภัยโทษแก่นักโทษการเมือง ที่มีส่วนร่วมในเหตุบุกรุกอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อปี 2564 จำนวนประมาณ 1,500 คน ด้วยเหตุผลว่าต้องการลดความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ ทำให้จะมีการปล่อยตัวสมาชิกกลุ่ม Oath Keepers และ Proud Boys ที่ก่อเหตุรุนแรงในเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย

ทีมทรัมป์ 2.0 เริ่มชี้แจงวุฒิสภาอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อขอความเห็นชอบ

บุคคลที่ว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เสนอชื่อให้เข้ารับตำแหน่งสำคัญในคณะรัฐมนตรีและกระทรวงต่าง ๆ เริ่มเข้าสู่กระบวนการชี้แจงต่อวุฒิสภาเมื่อ 16 ม.ค.68 เพื่อแสดงวิสัยทัศน์และตอบคำถามวุฒิสมาชิก โดยเฉพาะในตำแหน่งทางการเมืองสำคัญที่วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ต้องรับรอง จึงจะสามารถดำรงตำแหน่งได้ เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กลาโหม ความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ การคลัง พาณิชย์ ยุติธรรม เกษตร และแรงงาน รวมทั้งผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ และผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองกลาง หรือ CIA ด้วย สำหรับกระบวนการชี้แจงครั้งนี้ยังไม่เป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าบุคคลที่เข้าชี้แจงจะได้รับการพิจารณา เพราะกระบวนการพิจารณาอย่างเป็นทางการจะเริ่มต้นได้หลังจากว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์สาบานตนรับตำแหน่งแล้วใน 20 ม.ค.68 เท่านั้น

หน่วยความมั่นคงสหรัฐฯ เตรียมรักษาความปลอดภัยพิธีสาบานตนประธานาธิบดีสหรัฐฯ

หน่วยความมั่นคงสหรัฐฯ ในห้วงต้น มกราคม 2568 เตรียมยกระดับมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในบริเวณพื้นที่อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ที่จะจัดพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใน 20 มกราคม 2568 ซึ่งกำหนดให้เป็นงานระดับ “National Special Security Event” ที่มีการระดมเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานมาร่วมมือกัน โดยมีหน่วยอารักษาบุคคลสำคัญ หรือ Secret Service และกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Department of Homeland Security) เป็นหน่วยงานหลักครั้งนี้ ด้านกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระดมเจ้าหน้าที่จากกองกำลังป้องกันมาตุภูมิ (National Guard) เพิ่มอีก 7,800 นาย เพื่อสนับสนุนการรักษาความปลอดภัยในพิธีการดังกล่าว จากเดิมที่จะมีเจ้าหน้าที่จากกองกำลังดังกล่าวเข้าร่วมปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยอยู่แล้ว 500 นาย นอกจากนี้ ในพื้นที่ยังมีการตั้งรั้วสูงหลายชั้น เพื่อป้องกันการบุกรุก สาเหตุที่ทำให้หน่วยความมั่นคงสหรัฐฯ ต้องยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ เนื่องจากเคยเกิดเหตุจลาจลและบุกรุกอาคารรัฐสภาเมื่อ 6 มกราคม 2564 ในช่วงที่มีการประชุมสภาสมัยที่ 117 เพื่อรับรองชัยชนะของประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน เป็นเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ที่สะท้อนความรุนแรงทางการเมืองและความขัดแย้งที่ทำให้ภาพลักษณ์การเมืองสหรัฐฯ เสื่อมเสีย ซึ่งในครั้งนั้นนายโดนัลด์ ทรัมป์…

รัฐบาลทรัมป์ 2.0 เร่งทำผลงานสร้างสันติภาพในตะวันออกกลาง

  ว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เตรียมตัวเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่ 2 ใน 20 มกราคม 2568 คาดว่านโยบายสำคัญที่ต้องการสร้างให้เป็นผลงานอย่างรวดเร็ว เพื่อซื้อใจชาวอเมริกันทั่วประเทศ รวมทั้งฟื้นฟูบทบาทของสหรัฐอเมริกาในฐานะผู้ค้ำประกันสันติภาพของโลก คือ การสร้างสนัติภาพและลดระดับความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง พิจารณาจากการที่ว่าที่ผู้นำสหรัฐฯ ส่งนาย Steve Witkoff ว่าที่ผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ ฝ่ายกิจการตะวันออกกลาง เยือนกาตาร์และอิสราเอลในช่วงกลาง มกราคม 2568 เพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงและย้ำความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้เกิดข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว ที่ครอบคลุมการช่วยเหลือตัวประกันในฉนวนกาซา และการเปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ชาวปาเลสไตน์ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่ารัฐบาลทรัมป์ 2.0 จะใช้ผลงานนี้ทำให้ทั่วโลกเห็นว่าสหรัฐฯ สามารถยุติความขัดแย้งในต่างประเทศได้ และคาดว่าจะประเมินไว้แล้วว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีโอกาสจะประสบความสำเร็จมากที่สุด แตกต่างจากสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน เพราะอิสราเอลกับกลุ่มฮะมาสเคยบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวและแลกเปลี่ยนตัวประกันบางส่วนระหว่างกันแล้ว แต่ยังคงเหลือตัวประกันจำนวนมากที่อิสราเอลต้องช่วยเหลือออกมา ซึ่งปัจจุบัน รัฐบาลอิสราเอลก็เผชิญแรงกดดันจากครอบครัวตัวประกันให้เร่งเจรจา และคัดค้านการใช้ปฏิบัติการทางหทารเป็นวิธีการช่วยตัวประกัน ว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์เคยแสดงบทบาทและผลักดันการสร้างสันติภาพระยะยาวระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ โดยเสนอข้อตกลง Deal of the Century หรือข้อตกลงสันติภาพเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของชาวปาเลสไตน์และชาวอิสราเอลเมื่อปี 2563 ด้วยการใช้กลไกการเมืองและเศรษฐกิจยุติความขัดแย้งในพื้นที่ แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากแผนการดังกล่าวไม่ได้รับการยอมรับจากอิสราเอลและปาเลสไตน์ รวมทั้งถูกวิจารณ์ว่าเอื้อประโยชน์ให้อิสราเอลผนวกพื้นที่ในฉนวนกาซาเพิ่ม การเยือนกาตาร์และอิสราเอลของนาย Steve Witkoff ทำให้รัฐบาลอิสราเอลยอมส่งผู้แทนระดับสูงของหน่วยข่าวกรองไปเยือนกาตาร์เพื่อเข้าร่วมการเจรจา โดยสื่อต่างประเทศรายงานว่า…

ศาลสหรัฐฯ ตัดสินว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์มีความผิดคดีอาญา แต่ไม่ต้องรับโทษ

ศาลนครนิวยอร์กเมื่อ 10 มกราคม 2568 ประกาศคำตัดสินคดีว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วัย 78 ปี ติดสินบนและปลอมแปลงเอกสารเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองเมื่อปี 2559 โดยระบุว่ามีความผิดจริง แม้ว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะปฏิเสธ อย่างไรก็ดี ผู้พิพากษาระบุว่าจะปล่อยตัวว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์โดยไม่มีเงื่อนไข และไม่ต้องได้รับโทษจำคุก เนื่องจากรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ปกป้องผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจากการถูกดำเนินคดีอาญา

วาทกรรมของนายทรัมป์ก่อนรับตำแหน่งในปี 2568 : ยึดแคนาดา คลองปานามา และเกาะกรีนแลนด์

ก่อนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใน 20 มกราคม 2568 วาทกรรมของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ร้อนแรงทีเดียวในห้วงส่งท้ายปี 2567 โดยประกาศจะยึดแคนาดา ยึดคลองปานามา และยึดเกาะกรีนแลนด์ แต่วาทกรรมของนายทรัมป์ ที่เป็นจะเป็นประธานาธิบดีของประเทศมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก ไม่ใช่วาทกรรมข่มขู่ และต่อรองเพียงอย่างเดียว แต่มีนัยแอบแฝงในเชิงยุทธศาสตร์อยู่ด้วย ได้แก่ เมื่อ 18 ธันวาคม 2567 ประกาศจะยึดแคนาดา เป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ โดยว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์ลงใน Truth Social ซึ่งเป็นโซเชียลมีเดียของตนเองว่า ชาวแคนาดาจำนวนมากต้องการให้แคนาดาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ เพราะว่าไม่ต้องการถูกเก็บภาษีสินค้าในราคาสูง และต้องการได้รับการคุ้มครองทางทหาร  ซึ่งได้กล่าวถึงเรื่องนี้อีกหลายครั้ง แม้กับนายจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรี แม้การที่แคนาดาจะเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ เป็นไปได้น้อยมาก  แต่ก็เป็นการส่งสัญญาณจากว่าที่ผู้นำสหรัฐฯ ไปถึงรัฐบาลแคนาดาว่า สหรัฐฯ มีอิทธิพลเหนือกว่า แม้จะต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากแคนาดามากเป็นอันดับ 1 และแคนาดายังมีทรัพยากรและแร่ธาตุหายากที่สหรัฐฯ ต้องการเป็นจำนวนมากที่นำไปใช้ในภาคการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งระยะหลังจีนห้ามไม่ให้มีการส่งออกไปสหรัฐฯ เมื่อ…

ว่าที่ผู้นำสหรัฐฯ วิจารณ์หน่วยความมั่นคงกรณีเหตุก่อการร้าย

ว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 3 ม.ค.68 วิจารณ์การทำงานของหน่วยความมั่นคงสำคัญในสหรัฐฯ เชิงลบ ว่าไม่สามารถปกป้องชาวอเมริกันจากเหตุก่อการร้ายได้ พร้อมยืนยันว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้องมีมาตรการเข้มงวดตรวจสอบและคัดกรองคนเข้าเมือง รวมทั้งผู้อพยพมากขึ้น เพื่อความปลอดภัย โดยใช้เหตุการณ์ก่อการร้ายที่เมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐลุยเซียนา เมื่อเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา รวมทั้งเหตุรถระเบิดหน้าโรงแรม Trump Hotel ที่เมืองลาสเวกัส เป็นตัวอย่างว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันล้มเหลวในการป้องกันชาวอเมริกันจากภัยคุกคามและอันตราย เพราะเปิดพรมแดนต้อรับผู้อพยพ หรือ Open Border’s Policy ซึ่งว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์เห็นว่าเป็นนโยบายที่อ่อนแอ และเปิดโอกาสให้ผู้ก่อการร้ายและอาชญากรที่นิยมความรุนแรงเดินทางเข้าสหรัฐฯ มากขึ้น

ว่าที่ผู้นำสหรัฐฯ สนับสนุนการรับผู้ถือวีซ่า H-1B 

ว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ระบุว่าจะสนับสนุนผู้ถือวีซ่า H-1B ให้อยู่ในสหรัฐฯ เพื่อทำงานต่อไป เป็นท่าทีที่สอดคล้องกับความต้องการของบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ที่ต้องการแรงงานต่างชาติที่ถือวีซ่า H-1B ซึ่งหมายถึงวีซ่าสำหรับผู้ชำนาญงานพิเศษในแขนงต่าง ๆ ผู้ที่มีความสามารถพิเศษ หรือนักวิจัยสัญชาติใดก็ได้ สามารถอยู่ในสหรัฐฯ ได้ตามระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี โดยต้องมีวุฒิปริญญาตรีในสาขาวิชาที่สหรัฐฯ ต้องการ อย่างไรก็ตาม ท่าทีของทรัมป์แตกต่างจากก่อนหน้านี้ที่ส่งสัญญาณว่าจะคัดกรองผู้ที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ มากขึ้น โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่เข้าทำไปงานด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี