เมียนมากลับมาเปิดให้บริการจัดทำหนังสือเดินทางผ่านระบบออนไลน์

  สำนักข่าว Mizzima รายงานเมื่อ 26 ก.พ.66 ว่า รัฐบาลทหารสภาบริหารแห่งรัฐ (State Administration Council – SAC) ของเมียนมา กลับมาเปิดให้บริการจัดทำหนังสือเดินทาง เมื่อ 24 ก.พ.66 โดยผู้ที่จะจัดทำหนังสือเดินทางที่ย่างกุ้งต้องจองในระบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.passport.gov.mm ขณะที่ประชาชนที่จะใช้บริการในส่วนภูมิภาคต้องไปลงทะเบียนที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หลังจากเมียนมาระงับให้บริการจัดทำหนังสือเดินทางแก่ประชาชนตั้งแต่ 5 ธ.ค.65 ซึ่งทำให้กลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารกังวลว่าอาจถูกจับกุมหากเดินทางไปจัดทำหนังสือเดินทางที่สถานีตำรวจ Credit Pic : asia.nikkei.com

การขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางรถไฟลาว-จีนเพิ่มขึ้น 5 เท่า เมื่อเทียบกับต้นปี 2565

  หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ไทมส์ รายงานเมื่อ 27 ก.พ.66 อ้างจากรายงานของ China Railway Kunming Group ว่า การขนส่งสินค้าผ่านโครงการรถไฟลาว-จีน (นครหลวงเวียงจันทน์-นครคุนหมิง มณฑลยูนนาน) เมื่อต้นปี 2566 มีปริมาณมากกว่า 600,000 ตัน โดยเป็นสินค้านำเข้า 510,000 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 500 จากเมื่อปี 2565 และตั้งแต่เปิดให้บริการเมื่อ ธ.ค.64 มีการขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางดังกล่าวจำนวน 15.6 ล้านตัน แบ่งเป็นการขนส่งในประเทศ 12.2 ล้านตัน และการขนส่งไปยังต่างประเทศ 3.4 ล้านตัน ทั้งนี้มีการขนส่งผ่านชายแดนลาว-จีนแล้ว 2.98 ล้านตัน โดยจีนส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้า ผัก และดอกไม้มายังลาว  ซึ่งผู้บริหารบริษัท Vientiane Logistics Park (VLP) ที่ดูแลโครงการท่าบก-ท่านาแล้ง นครหลวงเวียงจันทน์ กล่าวเชื่อมั่นว่าการขนส่งสินค้าจากหลายประเทศผ่านเส้นทางดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในปี 2566 Credit Pic :…

กัมพูชากระชับความสัมพันธ์กับไทยเพื่อส่งเสริมการพัฒนาในภูมิภาค

  หนังสือพิมพ์ Khmer Times รายงานเมื่อ 27 ก.พ.66 อ้างแถลงการณ์กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา หลังจากนายปร๊ะ สุคน รองนายกรัฐมนตรี /รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา พบหารือกับนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีต่างประเทศ ระหว่างเยือนไทยอย่างเป็นทางการเมื่อ 23-24 ก.พ.66 ว่า ทั้งสองฝ่ายทบทวนและจัดทำแผนความร่วมมือทวิภาคีหลายด้านเพื่อการเติบโตร่วมกัน ทั้งด้านการค้าการลงทุน การศึกษา การท่องเที่ยว แรงงาน การเชื่อมต่อ และความมั่นคงและการป้องกันประเทศ โดยตั้งเป้าหมายการค้าทวิภาคีมีมูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2568 ด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องการกระชับและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย โดยให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาพิพาทเขตแดนอย่างสันติ เพื่อเป็นเขตแดนแห่งสันติภาพ มิตรภาพ ความร่วมมือและการพัฒนา ส่วนประเด็นภูมิภาคและระหว่างประเทศ ทั้งสองฝ่ายมุ่งมั่นกระชับความร่วมมือตามกรอบอาเซียนและความร่วมมือลุ่มน้ำโขง Credit Pic : กระทรวงการต่างประเทศ

การบริหารจัดการความมั่นคง : กรณีผู้นำสหรัฐฯ เยือนยูเครน

กลายเป็นหนึ่งในข่าวใหญ่เมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2566 ที่โลกได้เห็นภาพประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดนของสหรัฐอเมริกาไปเยือนยูเครน โดยเป็นการเดินทางไปกรุงเคียฟครั้งแรกตั้งแต่มีสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน และเป็นครั้งที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาใกล้จะครบรอบ 1 ปีที่รัสเซียปฏิบัติการทางการทหารในยูเครน แถมยังเป็นการเยือนที่ตรงกับ “Presidents’ Day” หรือวันประธานาธิบดีสหรัฐฯ และมีขึ้นเพียง 1 วันก่อนหน้าที่ประธานาธิบดีรัสเซียจะแถลงต่อสภาด้วย!!!

Defence Diplomacy: เครื่องมือทางการทูตเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ

ท่ามกลางความข้ดแย้งและแข่งขันของหลากตัวแสดงบนเวทีโลก ทั้งในกรณีการรัฐประหารและสงครามกลางเมืองในเมียนมา ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบไต้หวัน และคาบสมุทรเกาหลี ทำให้คำอธิบายด้านรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสาขาการระหว่างประเทศได้รับความสนใจจากสาธารณชนเพิ่มขึ้น เพื่อทำความเข้าใจและมุ่งหาทางออกจากสถานการณ์ขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ โดยมอง “การทูต” ในมิติที่กว้างกว่าการปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐ แต่เป็นการปฏิสัมพันธ์ “ประเด็นอะไร” (What) และ “อย่างไร” (How) ทำให้เราเห็นการทูตที่มีคำคุณศัพท์ เช่น การทูตเชิงวัฒนธรรม (cultural diplomacy) การทูตวิทยาศาสตร์ (science diplomacy) การทูตเชิงเงียบ (quiet diplomacy) การทูตโดยฝ่ายทหาร (defence diplomacy) เป็นต้น ซึ่งในห้วงเวลาที่ผ่านมา เครื่องมือทางการทูตถูกนำมาอธิบายปรากฏการณ์และปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวแสดงต่างๆ ในเวทีโลก สำหรับคำว่า Defence Diplomacy พบว่ามีผู้แปลเป็นภาษาไทยว่า การทูตโดยฝ่ายทหารและการทูตเชิงป้องกัน ทั้งนี้เมื่อกล่าวถึงการทูตเชิงป้องกันจะไปพ้องกับกรอบคิด preventive diplomacy จึงเลือกใช้คำว่า การทูตโดยฝ่ายทหารในบทความนี้ แนวคิด การทูตโดยฝ่ายทหาร เกิดขึ้นในยุคหลังสงครามเย็น โดยสหราชอาณาจักรพยายามส่งเสริมแนวคิดดังกล่าว เพื่อรักษาสันติภาพ โดยประเทศอื่นๆ ตอบรับและนำแนวคิดดังกล่าวไปปฏิบัติ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าการทูตโดยฝ่ายทหารเป็นความพยายามของรัฐ ในการใช้เครื่องมือและขีดความสามารถทางการทหารเพื่อรักษาสันติภาพ ป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรง…

วิเคราะห์กระแสหุ้นกู้

ในช่วงเวลาที่นักลงทุนรายย่อยและรายใหญ่กำลังอยู่ในภาวะวิตกกังวลถึงความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา(Fed) จะใช้ไม้แข็งในการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (policy rate) ไว้ที่เพดาน 5-6% เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ จนสถานการณ์เศรษฐกิจอาจบานปลายไปสู่ภาวะถดถอย (recession) ภายในสิ้นปี 2567 ได้ ก็เป็นธรรมดาที่บริษัทเอกชนหลายๆแห่งจะพยายามดันผลิตภัณฑ์ทางการเงินความเสี่ยงต่ำ แต่ได้ผลตอบแทนระหว่าง 3-5% หรือ 6-8% ตามระยะเวลาที่กำหนด อย่างเช่น ตราสารหนี้/หุ้นกู้ (corporate bonds) ออกมาสู่ตลาด เพื่อระดมเงินทุนและกระแสเงินสดไปใช้ต่อยอดขยายธุรกิจ แทนการกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ หรือสถาบันทางการเงินที่มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงกว่า ซึ่งการจะซื้อหุ้นกู้ในปัจจุบันนั้นก็ง่ายแสนง่าย ไม่ว่าจะผ่านแอปพลิเคชั่นของธนาคารต่างๆที่มีสถานะเป็นตัวกลางในการซื้อขายหรือติดต่อที่ตัวแทนออนไลน์  จนหลายๆครั้งหุ้นกู้ที่ถูกดันออกมาขายนั้นถูกซื้อไปจนหมดภายในไม่เกิน 1-2 ชั่วโมงแรกที่เปิดลงทะเบียน แต่ขึ้นชื่อว่า “หุ้นกู้” ผลิตภัณฑ์การเงินความเสี่ยงต่ำ ก็ใช่ว่าจะไม่มีความเสี่ยงไปเสียทีเดียว เพราะก็มีหลายกรณีอยู่เหมือนกันที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ท่าทางมีความน่าเชื่อถือ กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้สูงกว่า 5% แต่พอเอาเข้าจริงๆ เมื่อถึงเวลากลับไม่มีขีดความสามารถในการจ่ายเงินคืน กลายเป็นคดีความผิดนัดชำระหนี้ (debt default) ไปถึงในชั้นศาล จนนักลงทุนต่างเกิดอาการหวาดเสียวไปตามๆกัน เพราะต้องรอบริษัทเหล่านั้นไปหาแหล่งเงินกู้จากนอกประเทศมาจ่ายคืน ฉะนั้น ผลิตภัณฑ์ทางการเงินจำพวกความเสี่ยงต่ำที่โฆษณาประชาสัมพันธ์กันอยู่ทุกวันนี้ จึงไม่ใช่จะเสี่ยงต่ำระดับร้อยละ 0 (Risk-Free) เสมอไป หากผู้ลงทุนไม่ได้ติดตามหรือศึกษาพื้นเพรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวให้ทราบถึงข้อดีข้อเสีย และแนวทางในการจัดการบริหารความเสี่ยงให้มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยที่สุด โดยประเด็นแรกที่อยากจะให้ตระหนักกันไว้เหนือสิ่งอื่นใดเลย…

วิเคราะห์เศรษฐกิจยุคดอกเบี้ยขาขึ้น

คงจะกล่าวได้อย่างเต็มปากไม่ยากแล้วว่าปี 2565 ที่ผ่านมานี้ คือ จุดเริ่มต้นของยุคดอกเบี้ยขาขึ้นอีกครั้ง จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (Fed policy rate) ที่กำลังจะทะยานขึ้นไปสู่ระดับ 5% ภายในปี 2566 เนื่องจากตัวเลขการจ้างงาน อัตราการว่างงาน และอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกายังไม่กลับไปสู่จุดที่ Fed มองว่าเป็นระยะปลอดภัย อีกทั้งหากพิจารณาจากสุนทรพจน์ของ Jerome Powell ในฐานะประธาน Fed ในระยะ 2-3 เดือนที่ผ่านมานี้ก็ค่อนข้างเป็นที่แน่ชัดแล้วว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ Fed จะดำเนินการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อไปจนถึงกลางปี 2566 และตรึงระดับอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเอาไว้ประมาณ 1-2 ปี จนกว่าอัตราเงินเฟ้อจะกลับมาที่ระดับ 2-4% หากจะให้อธิบายเกี่ยวกับนิยามของยุคดอกเบี้ยขาขึ้นอย่างง่ายนั้น อาจกล่าวได้ว่าเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ระบบเศรษฐกิจมีสภาพคล่องต่ำ (low liquidity) ตั้งแต่รายย่อยอย่างประชาชนรายครัวเรือนจะเริ่มใช้จ่ายน้อยลง เก็บออมเงินมากขึ้นจากการที่ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารมีอัตราสูงขึ้น บางธนาคารเริ่มปรับดอกเบี้ยเงินฝากขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2% เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนรายใหญ่อย่างนักลงทุนระดับสถาบัน และกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่หลายๆแห่งเองก็จะชะลอการลงทุนลง เพราะการกู้เงินมาขยายธุรกิจในขณะนี้มีภาระด้านดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้น กล่าวคือ ภาพรวมของตลาดขณะนี้กำลังเข้าสู่จุดที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าการถือเงินสด (โดยเฉพาะบางสกุลเงิน) เอาไว้เฉยๆมีโอกาสจะได้ผลกำไรงอกเงยมากกว่าการนำไปจับจ่ายใช้สอยหรือลงทุน เมื่อพิจารณาเอาจากห้วงที่ผ่านมานี้ นอกจากการฝากหรือแลกเงินสดเป็นสกุลเงินต่างประเทศเพื่อพักเงินจากการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงแล้ว สินทรัพย์ที่ดูจะได้รับความสนใจจากบริษัทข้ามชาติและรัฐบาลในหลายประเทศ คงหนีไม่พ้นกลุ่มโลหะมีค่า (precious…

แนวโน้มความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ | The Intelligence Updates 28/02/2023

พบกับรายการ The Intelligence Updates อัปเดตสถานการณ์ต่างประเทศที่น่าสนใจ ซึ่งเราจะรวบรวมสถานการณ์น่าสนใจทั่วทุกมุมโลกมาอัปเดตให้ท่านผู้ฟังแบบเรียลไทม์ วันนี้เราจะมาพูดคุยเรื่อง “แนวโน้มความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ”