การบริหารจัดการความมั่นคง : กรณีผู้นำสหรัฐฯ เยือนยูเครน

กลายเป็นหนึ่งในข่าวใหญ่เมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2566 ที่โลกได้เห็นภาพประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดนของสหรัฐอเมริกาไปเยือนยูเครน โดยเป็นการเดินทางไปกรุงเคียฟครั้งแรกตั้งแต่มีสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน และเป็นครั้งที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาใกล้จะครบรอบ 1 ปีที่รัสเซียปฏิบัติการทางการทหารในยูเครน แถมยังเป็นการเยือนที่ตรงกับ “Presidents’ Day” หรือวันประธานาธิบดีสหรัฐฯ และมีขึ้นเพียง 1 วันก่อนหน้าที่ประธานาธิบดีรัสเซียจะแถลงต่อสภาด้วย!!!

Defence Diplomacy: เครื่องมือทางการทูตเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ

ท่ามกลางความข้ดแย้งและแข่งขันของหลากตัวแสดงบนเวทีโลก ทั้งในกรณีการรัฐประหารและสงครามกลางเมืองในเมียนมา ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบไต้หวัน และคาบสมุทรเกาหลี ทำให้คำอธิบายด้านรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสาขาการระหว่างประเทศได้รับความสนใจจากสาธารณชนเพิ่มขึ้น เพื่อทำความเข้าใจและมุ่งหาทางออกจากสถานการณ์ขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ โดยมอง “การทูต” ในมิติที่กว้างกว่าการปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐ แต่เป็นการปฏิสัมพันธ์ “ประเด็นอะไร” (What) และ “อย่างไร” (How) ทำให้เราเห็นการทูตที่มีคำคุณศัพท์ เช่น การทูตเชิงวัฒนธรรม (cultural diplomacy) การทูตวิทยาศาสตร์ (science diplomacy) การทูตเชิงเงียบ (quiet diplomacy) การทูตโดยฝ่ายทหาร (defence diplomacy) เป็นต้น ซึ่งในห้วงเวลาที่ผ่านมา เครื่องมือทางการทูตถูกนำมาอธิบายปรากฏการณ์และปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวแสดงต่างๆ ในเวทีโลก สำหรับคำว่า Defence Diplomacy พบว่ามีผู้แปลเป็นภาษาไทยว่า การทูตโดยฝ่ายทหารและการทูตเชิงป้องกัน ทั้งนี้เมื่อกล่าวถึงการทูตเชิงป้องกันจะไปพ้องกับกรอบคิด preventive diplomacy จึงเลือกใช้คำว่า การทูตโดยฝ่ายทหารในบทความนี้ แนวคิด การทูตโดยฝ่ายทหาร เกิดขึ้นในยุคหลังสงครามเย็น โดยสหราชอาณาจักรพยายามส่งเสริมแนวคิดดังกล่าว เพื่อรักษาสันติภาพ โดยประเทศอื่นๆ ตอบรับและนำแนวคิดดังกล่าวไปปฏิบัติ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าการทูตโดยฝ่ายทหารเป็นความพยายามของรัฐ ในการใช้เครื่องมือและขีดความสามารถทางการทหารเพื่อรักษาสันติภาพ ป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรง…

วิเคราะห์กระแสหุ้นกู้

ในช่วงเวลาที่นักลงทุนรายย่อยและรายใหญ่กำลังอยู่ในภาวะวิตกกังวลถึงความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา(Fed) จะใช้ไม้แข็งในการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (policy rate) ไว้ที่เพดาน 5-6% เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ จนสถานการณ์เศรษฐกิจอาจบานปลายไปสู่ภาวะถดถอย (recession) ภายในสิ้นปี 2567 ได้ ก็เป็นธรรมดาที่บริษัทเอกชนหลายๆแห่งจะพยายามดันผลิตภัณฑ์ทางการเงินความเสี่ยงต่ำ แต่ได้ผลตอบแทนระหว่าง 3-5% หรือ 6-8% ตามระยะเวลาที่กำหนด อย่างเช่น ตราสารหนี้/หุ้นกู้ (corporate bonds) ออกมาสู่ตลาด เพื่อระดมเงินทุนและกระแสเงินสดไปใช้ต่อยอดขยายธุรกิจ แทนการกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ หรือสถาบันทางการเงินที่มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงกว่า ซึ่งการจะซื้อหุ้นกู้ในปัจจุบันนั้นก็ง่ายแสนง่าย ไม่ว่าจะผ่านแอปพลิเคชั่นของธนาคารต่างๆที่มีสถานะเป็นตัวกลางในการซื้อขายหรือติดต่อที่ตัวแทนออนไลน์  จนหลายๆครั้งหุ้นกู้ที่ถูกดันออกมาขายนั้นถูกซื้อไปจนหมดภายในไม่เกิน 1-2 ชั่วโมงแรกที่เปิดลงทะเบียน แต่ขึ้นชื่อว่า “หุ้นกู้” ผลิตภัณฑ์การเงินความเสี่ยงต่ำ ก็ใช่ว่าจะไม่มีความเสี่ยงไปเสียทีเดียว เพราะก็มีหลายกรณีอยู่เหมือนกันที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ท่าทางมีความน่าเชื่อถือ กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้สูงกว่า 5% แต่พอเอาเข้าจริงๆ เมื่อถึงเวลากลับไม่มีขีดความสามารถในการจ่ายเงินคืน กลายเป็นคดีความผิดนัดชำระหนี้ (debt default) ไปถึงในชั้นศาล จนนักลงทุนต่างเกิดอาการหวาดเสียวไปตามๆกัน เพราะต้องรอบริษัทเหล่านั้นไปหาแหล่งเงินกู้จากนอกประเทศมาจ่ายคืน ฉะนั้น ผลิตภัณฑ์ทางการเงินจำพวกความเสี่ยงต่ำที่โฆษณาประชาสัมพันธ์กันอยู่ทุกวันนี้ จึงไม่ใช่จะเสี่ยงต่ำระดับร้อยละ 0 (Risk-Free) เสมอไป หากผู้ลงทุนไม่ได้ติดตามหรือศึกษาพื้นเพรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวให้ทราบถึงข้อดีข้อเสีย และแนวทางในการจัดการบริหารความเสี่ยงให้มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยที่สุด โดยประเด็นแรกที่อยากจะให้ตระหนักกันไว้เหนือสิ่งอื่นใดเลย…

วิเคราะห์เศรษฐกิจยุคดอกเบี้ยขาขึ้น

คงจะกล่าวได้อย่างเต็มปากไม่ยากแล้วว่าปี 2565 ที่ผ่านมานี้ คือ จุดเริ่มต้นของยุคดอกเบี้ยขาขึ้นอีกครั้ง จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (Fed policy rate) ที่กำลังจะทะยานขึ้นไปสู่ระดับ 5% ภายในปี 2566 เนื่องจากตัวเลขการจ้างงาน อัตราการว่างงาน และอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกายังไม่กลับไปสู่จุดที่ Fed มองว่าเป็นระยะปลอดภัย อีกทั้งหากพิจารณาจากสุนทรพจน์ของ Jerome Powell ในฐานะประธาน Fed ในระยะ 2-3 เดือนที่ผ่านมานี้ก็ค่อนข้างเป็นที่แน่ชัดแล้วว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ Fed จะดำเนินการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อไปจนถึงกลางปี 2566 และตรึงระดับอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเอาไว้ประมาณ 1-2 ปี จนกว่าอัตราเงินเฟ้อจะกลับมาที่ระดับ 2-4% หากจะให้อธิบายเกี่ยวกับนิยามของยุคดอกเบี้ยขาขึ้นอย่างง่ายนั้น อาจกล่าวได้ว่าเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ระบบเศรษฐกิจมีสภาพคล่องต่ำ (low liquidity) ตั้งแต่รายย่อยอย่างประชาชนรายครัวเรือนจะเริ่มใช้จ่ายน้อยลง เก็บออมเงินมากขึ้นจากการที่ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารมีอัตราสูงขึ้น บางธนาคารเริ่มปรับดอกเบี้ยเงินฝากขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2% เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนรายใหญ่อย่างนักลงทุนระดับสถาบัน และกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่หลายๆแห่งเองก็จะชะลอการลงทุนลง เพราะการกู้เงินมาขยายธุรกิจในขณะนี้มีภาระด้านดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้น กล่าวคือ ภาพรวมของตลาดขณะนี้กำลังเข้าสู่จุดที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าการถือเงินสด (โดยเฉพาะบางสกุลเงิน) เอาไว้เฉยๆมีโอกาสจะได้ผลกำไรงอกเงยมากกว่าการนำไปจับจ่ายใช้สอยหรือลงทุน เมื่อพิจารณาเอาจากห้วงที่ผ่านมานี้ นอกจากการฝากหรือแลกเงินสดเป็นสกุลเงินต่างประเทศเพื่อพักเงินจากการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงแล้ว สินทรัพย์ที่ดูจะได้รับความสนใจจากบริษัทข้ามชาติและรัฐบาลในหลายประเทศ คงหนีไม่พ้นกลุ่มโลหะมีค่า (precious…

แนวโน้มความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ | The Intelligence Updates 28/02/2023

พบกับรายการ The Intelligence Updates อัปเดตสถานการณ์ต่างประเทศที่น่าสนใจ ซึ่งเราจะรวบรวมสถานการณ์น่าสนใจทั่วทุกมุมโลกมาอัปเดตให้ท่านผู้ฟังแบบเรียลไทม์ วันนี้เราจะมาพูดคุยเรื่อง “แนวโน้มความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ”

FATF ถอดกัมพูชาออกจากบัญชีเฝ้าระวังประเทศที่มีความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน (Grey list)

หนังสือพิมพ์พนมเปญโพสต์ และ Khmer Times รายงานเมื่อ 24 ก.พ.66 ว่าวันเดียวกัน คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน (Financial Action Task Force: FATF) มีมติให้กัมพูชาพ้นจากบัญชีเฝ้าระวังประเทศที่มีความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน (Grey list) อย่างเป็นทางการ หลังคณะทำงานจัดการประชุมพิจารณา ณ กรุงปารีส ฝรั่งเศส ส่งผลให้ FATF จะไม่ติดตามตรวจสอบกัมพูชาอีกต่อไป ทั้งนี้ กัมพูชาอยู่ในบัญชีเฝ้าระวังมาตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งกัมพูชาพยายามแก้ปัญหาด้วยการส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการฟอกเงินและอาชญากรรมทางการเงินอื่น ๆ ในประเทศ และเมื่อปี 2563 กัมพูชาผ่านร่างกฎหมายว่าด้วยการต่อต้านการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินให้การก่อการร้าย สำหรับประเทศที่ยังคงสถานะบัญชีดำ (Blacklist) ของ FATF คือ เกาหลีเหนือ อิหร่าน และเมียนมา   Image Credit : The Phnom Penh Post

จีนเตรียมเพิ่มความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับประเทศในกรอบ BRI

สำนักข่าว China Daily รายงานเมื่อ 27 ก.พ. 66 อ้างผลการประชุมประจำปีของ the Forum on High Quality Development of the Belt and Road Initiative ว่า เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี  ความริเริ่มแถบและเส้นทาง (the Belt and Road Initiative –BRI) จีนจะเพิ่มความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับประเทศที่อยู่ในกรอบ BRI เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยคาดว่าความสัมพันธ์ของจีนกับประเทศใน BRI จะใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ นอกจากนี้ จีนยังสนใจขยายความร่วมมือประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พลังงานสะอาด เศรษฐกิจดิจิทัล การสาธารณสุข รวมถึงการฝึกฝนบุคลากร และแลกเปลี่ยนด้านเทคโนโลยีระหว่างกันด้วย  ทั้งนี้ the Alliance of International Science Organizations-ANSO…

ญี่ปุ่นซ้อมรบร่วมทางทะเลกับอินโดนีเซีย

กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น (Japan Maritime Self-Defense Force-JMSDF) ออกแถลงการณ์เมื่อ 27 ก.พ.66 ว่า JMSDF ส่งเรือพิฆาต JS Asagiri และเรือพิฆาต JS Shimakaze ซ้อมรบร่วมทางทะเลกับเรือคอร์เวต KRI Fatahillah ของกองทัพเรืออินโดนีเซีย เมื่อ 26 ก.พ.66 ที่บริเวณเมืองบิตุง จ.สุลาเวสีเหนือ อินโดนีเซีย เพื่อยกระดับความร่วมมือระหว่างกัน และส่งเสริมแนวคิดอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง (Free and Open Indo-Pacific-FOIP) โดยมีการซ้อมรบร่วมในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การซ้อมรบทางยุทธวิธี และ Photo Exercise (PHOTOEX)   Image Credit : VOA

The Intelligence Weekly Review (26/02/2023)

 The Intelligence Weekly Review นำเสนอความเคลื่อนไหวประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นรอบโลกในแต่ละภูมิภาคให้ท่านผู้ฟังรู้ทันเหตุการณ์ เห็นความสำคัญ และนำมุมมองของเราไปใช้ประโยชน์กันต่อไป