ผู้นำสหรัฐฯ เปลี่ยนที่ปรึกษาด้านความมั่นคง และเสนอชื่อผู้แทนสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ

  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อ 1 พฤษภาคม 2568 ประกาศผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่าจะให้นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ด้วยอีกตำแหน่งหนึ่ง แทนนายไมเคิล วอลซ์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งจะได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้แทนสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ (UN) แทน สำหรับการเปลี่ยนแปลงผู้ที่ดำรงตำแหน่งสำคัญครั้งนี้มีขึ้นหลังจากสื่อสหรัฐฯ เปิดเผยว่านายวอลซ์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดมาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูลสำคัญและนโยบายด้านการทหารของสหรัฐฯ โดยใช้แอปพลิเคชันที่ไม่ปลอดภัยในการสนทนาและส่งข้อมูลเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การทหารของสหรัฐฯ ในต่างประเทศ หรือกรณี Signal Leak นั่นเอง กรณีดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายกดดันให้นายวอลซ์ลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐฯ เนื่องจากความหละหลวมในมาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูลสำคัญอาจสร้างความเสี่ยงให้กับนโยบายสหรัฐฯ รวมทั้งความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงสหรัฐฯ ด้วย ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงความคิดเห็นเข้าข้างและปกป้องนายวอลซ์มาโดยตลอด พร้อมระบุว่าข้อมูลที่ถูกเปิดเผยไม่ใช่ข้อมูลละเอียดอ่อนหรือส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนบทบาทและตำแหน่งของนายวอลซ์อาจเป็นผลดีต่อการทำงานร่วมกับทีมหน่วยงานความมั่นคงและต่างประเทศ ที่ค่อนข้างกังวลกับการสื่อสารและพฤติกรรมของนายวอลซ์ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือด้านการทหารที่สำคัญระหว่างสหรัฐฯ กับต่างประเทศด้วย ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงความเชื่อมั่นว่า นายวอลซ์จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติได้เป็นอย่างดี จะช่วยส่งเสริมภารกิจของสหประชาชาติและทำให้สหรัฐฯ มั่นคงปลอดภัย ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ไว้ใจนายวอลซ์เนื่องจากเป็นผู้สนับสนุนนโยบาย America First อย่างเต็มที่ ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2567…

EU เตรียมใช้มาตรการคว่ำบาตรครั้งที่ 17 ต่อรัสเซีย

นายฌอง-โนเอล บาร์โรต์ รมว.กต.ฝรั่งเศส แถลงเมื่อ 1 พ.ค.68 หลังพบหารือกับ รมว.กต.สหรัฐฯ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ว่า สหภาพยุโรป (EU) จะใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย ครั้งที่ 17 จากกรณีความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน เนื่องจากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียเป็นอุปสรรคต่อสันติภาพ นอกจากนี้ มาตรการคว่ำบาตรของ EU จะสอดคล้องกับมาตรการใหม่ของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงการเก็บภาษีกับประเทศที่ซื้อพลังงานจากรัสเซีย พร้อมย้ำว่ายูเครนต้องการสันติภาพ จากการยอมรับข้อตกลงหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไขและลงนามในข้อตกลงแร่ธาตุสำคัญกับสหรัฐฯ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในระยะยาว

ไต้หวันเชื่อมั่นว่าจะได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ในยุคประธานาธิบดีทรัมป์

สนข.Al Jazeera เปิดเผยว่านาย Chiu Chui-cheng รมต.กิจการแผ่นดินใหญ่ของไต้หวันระบุเมื่อ 1 พ.ค.68 ว่า ไต้หวันเชื่อมั่นว่าจะได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และเชื่อว่าสหรัฐฯ จะไม่ตอบรับคำร้องขอของจีนเพื่อเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์กับไต้หวัน โดยไต้หวันมีข้อเสนอจำนวนมากให้แก่สหรัฐฯ เพื่อเฝ้าระวังการขยายอิทธิพลจีนในมหาสมุทรแปซิฟิก และการเป็นผู้นำด้านการผลิตชิป ไต้หวันใช้แนวทางรอดูรัฐบาลทรัมป์ 2.0 เนื่องจากยังเร็วเกินไปสำหรับการประเมินผลกระทบที่จะได้รับ ทั้งนี้ ในไต้หวันเกิดกระแสวิตกว่า นโยบายอเมริกาต้องมาก่อน (America First) อาจทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ใช้ประเด็นไต้หวันในการต่อรองเพื่อผลประโยชน์ด้านการเจรจาการค้ากับจีน โดยผลการสำรวจความคิดเห็นโดยมูลนิธิมติมหาชนไต้หวัน เมื่อ มี.ค.68 พบว่า ผู้ตอบความคิดเห็นเพียงร้อยละ 39.2 เชื่อว่าสหรัฐฯ จะส่งกำลังทหารมาช่วยไต้หวัน ลดลงจากที่เคยสูงสุดถึงร้อยละ 65 ในการสำรวจเมื่อปี 2564

ปากีสถานพร้อมจะตอบโต้อินเดียหากถูกยั่วยุ

นาย Ishaq Dar รอง นรม.ปากีสถาน และ รมว.กต.ปากีสถาน พร้อมด้วย พล.ท. Ahmed Sharif Chaudhry ผอ.สำนักงานประชาสัมพันธ์เหล่าทัพ แถลงเมื่อ 30 เม.ย.68 ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ระบุว่า ปากีสถานมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุก่อการร้ายในเมือง Pahalgam ของอินเดีย เมื่อ 22 เม.ย.68 ข้อกล่าวหาเป็นเพียงการจัดฉาก เพื่อสร้างข้อมูลเท็จของอินเดีย และทำลายเสถียรภาพของปากีสถานและภูมิภาค นอกจากนี้ ปากีสถานยังเปิดเผยข้อมูลข่าวกรองใหม่ ซึ่งบ่งชี้ว่า อาจมีแผนการก่อการร้ายทั่วประเทศ โดยอินเดียอาจมีส่วนเกี่ยวข้องในการสนับสนุน  ทั้งนี้ ปากีสถานยังคงย้ำจุดยืนที่จะไม่เริ่มโจมตีก่อน แต่ก็เตรียมพร้อมรับมือกับเหตุรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้น และพร้อมที่จะตอบโต้อย่างเด็ดขาด หากมีการยั่วยุจากอินเดีย

อินเดียติดตั้งเครื่องรบกวนสัญญาณเพื่อขัดขวางการบินของปากีสถาน

เว็บไซต์ India Today รายงานเมื่อ 1 พ.ค.68 ว่า อินเดียติดตั้งอุปกรณ์สงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare-EW) ตามแนวชายแดนอินเดียและปากีสถานด้านตะวันตกเพื่อรบกวนสัญญาณนำทางผ่านดาวเทียมซึ่งมีความสำคัญต่อปฏิบัติการทางทหาร การบินพลเรือน และระบบสื่อสารของปากีสถาน อาทิ GPS (สหรัฐฯ) GLONASS (รัสเซีย) และ Beidou (จีน) ทั้งนี้ อินเดียมีอุปกรณ์ EW ที่พัฒนาขึ้นเองตั้งแต่ระบบ Samyukta ระยะไกล (ระยะ 200 กม.) และ Himshakti ที่ใช้ในพื้นที่สูง ไปจนถึงระบบ Spectra ที่ติดตั้งบนเครื่องบิน Rafale และระบบ EW ทางทะเล