รัสเซียประกาศยุทธศาสตร์การพัฒนากองทัพเรือจนถึงปี 2593

สนข.The Straits Times ของสิงคโปร์ รายงานเมื่อ 9 มิ.ย.68 ว่า ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซีย อนุมัติ “ยุทธศาสตร์การพัฒนากองทัพเรือรัสเซียจนถึงปี 2593” (The Strategy for the Development of the Russian Navy up to 2050) เมื่อปลาย พ.ค.68 เพื่อฟื้นคืนสถานะของรัสเซียให้กลับมาเป็นมหาอำนาจทางทะเลชั้นนำของโลกอีกครั้ง โดยไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ดังกล่าว สื่อดังกล่าวระบุว่าขณะนี้กองทัพเรือรัสเซียมีอำนาจมากเป็นอันดับสามของโลก รองจากจีนและสหรัฐฯ และรัสเซียกำลังเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงให้ถึงระดับที่ใกล้เคียงกับยุคสงครามเย็น

สหรัฐฯ กังวลต่อแผนการสร้าง สอท.จีนในกรุงลอนดอน

เว็บไซต์ Naver เกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 9 มิ.ย.68 ว่า สหรัฐฯ กังวลแผนการของจีนในการสร้าง สอท.ขนาดใหญ่บริเวณ Royal Mint Court กรุงลอนดอน โดยระบุว่า อาจเป็นภัยคุกคามต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารที่สำคัญ เนื่องจากมีศูนย์กลางสายเคเบิลสื่อสารหลักอยู่ใกล้บริเวณดังกล่าว ซึ่งอาจทำให้จีนสามารถดักฟังการสื่อสารที่สำคัญของสหราชอาณาจักร และพันธมิตรในกลุ่ม Five Eyes ได้ ทั้งนี้ แผนดังกล่าวเคยถูกปฏิเสธเมื่อปี 2565 แต่เมื่อปี 2566 จึงได้รับการพิจารณาอีกครั้ง

นิวซีแลนด์กับญี่ปุ่นกำลังขยายความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ

สนข. Japan Times ของญี่ปุ่นรายงานเมื่อ 9 มิ.ย.68 ว่า นางจูดิธ คอลลินส์ รมว.กห.นิวซีแลนด์เปิดเผยว่ากำลังขยายความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศกับญี่ปุ่น เนื่องจากความกังวลด้านความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เฉพาะอย่างยิ่งจากการขยายอิทธิพลทางทหารของจีนในทะเลจีนใต้และช่องแคบไต้หวันด้วยการฝึกซ้อมรบร่วม การลาดตระเวนทางทะเล รวมถึงข้อตกลงด้านความปลอดภัยของข้อมูล (Information Security Agreement-ISA) ทั้งยังมีเป้าหมายเพิ่มงบประมาณด้านการทหารเป็น 12,000 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ (ประมาณ 236,000 ล้านบาท) ในระยะ 4 ปีข้างหน้า และจะเพิ่มให้ถึงร้อยละ 2 ของ GDP ภายในปีงบประมาณ 2575/2576

ออสเตรเลียผลักดันกรอบการค้าเสรีร่วมกับประเทศต่างๆ เพื่อรับมือภาษีสหรัฐฯ

นายดอน แฟร์เรล รมว.กระทรวงการค้า และการท่องเที่ยวออสเตรเลีย ให้สัมภาษณ์กับ สนข.Sky News ของสหราชอาณาจักร เมื่อ 8 มิ.ย.68 ว่า จะผลักดันกรอบการค้าเสรีร่วมกับประเทศต่างๆ ภายหลังการเข้าร่วมประชุมองค์การการค้าโลก ณ กรุงปารีส เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ด้านการส่งออก พร้อมทั้งวิจารณ์มาตรการภาษีนำเข้าสินค้าของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าส่งออกของออสเตรเลีย ในอัตราร้อยละ 10 และเพิ่มขึ้นเป็นอัตราร้อยละ 50 สำหรับเหล็กและอะลูมิเนียม จากแต่เดิมที่เก็บในอัตราร้อยละ 25  

รอง นรม. เวียดนาม ย้ำความสัมพันธ์กับรัสเซีย

เว็บไซต์ สนข.Viet Nam News รายงานเมื่อ 10 มิ.ย.68 ว่า นายเล แถ่งห์ ลอง รอง นรม. เวียดนามกล่าวในงานฉลองวันชาติรัสเซียเมื่อ 9 มิ.ย.68 ยืนยันความสำคัญของมิตรภาพอันยาวนาน และความร่วมมือทุกด้านที่เป็นประโยชน์แก่ทั้งสองประเทศ เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำเวียดนามย้ำถึงความร่วมมือในภาคส่วนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งพลังงาน อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการขนส่ง โดยโครงการสำคัญ เช่น โครงการร่วมทุน Vietsovpetro และ Rusvietpetro โรงงานประกอบรถยนต์ Gaz Thanh Dat ในเมืองดานัง และธนาคารร่วมทุนเวียดนาม-รัสเซีย รวมทั้งโครงการสร้างศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในเวียดนาม ศูนย์วิจัยเขตร้อนเวียดนาม-รัสเซีย และศูนย์ภาษารัสเซีย A.S. Pushkin ในกรุงฮานอย ก็มีความคืบหน้า

การรถไฟรัสเซียประกาศกลับมาให้บริการสายมอสโก-เปียงยาง

การรถไฟรัสเซียประกาศเมื่อ 9 มิ.ย.68 ว่า จะกลับมาให้บริการรถไฟสายตรงระหว่างกรุงมอสโกกับกรุงเปียงยางอีกครั้งใน 17 มิ.ย.68 หลังถูกระงับในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในปี 2563 โดยเป็นเส้นทางรถไฟสายตรงที่ยาวที่สุดในโลก ระยะทางประมาณ 10,000 กม. ใช้เวลาเดินทาง 8 วัน กำหนดให้บริการเดือนละ 2 ครั้ง ต้นสายจากกรุงเปียงยางออกเดินทางทุก ๆ วันที่ 3 และ 17 ของเดือน ต้นสายจากกรุงมอสโกออกเดินทางทุก ๆ วันที่ 12 และ 26 ของเดือน รถไฟจะหยุดที่เมืองสำคัญของรัสเซีย เช่น Kazan Krasnoyarsk และ Yekaterinburg นอกจากนี้ รถไฟสายตรงระหว่างกรุงเปียงยางกับเมืองคาบารอฟสค์ ในตะวันออกไกลของรัสเซียจะเริ่มให้บริการเดือนละครั้งตั้งแต่ 19 มิ.ย.68 เช่นกัน

สหรัฐฯ ยกระดับมาตรการ รปภ. ในวอชิงตัน ดี.ซี. 14 มิ.ย.68

สนข. CNN รายงานเมื่อ 10 มิ.ย.68 ว่า เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของสหรัฐฯ คาดว่า จะมีประชาชนประมาณ 200,000 คน เข้าร่วมงานวันคล้ายวันเกิดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และวันครบรอบ 250 ปี กองทัพบกสหรัฐฯ ใน 14 มิ.ย.68 ที่วอชิงตัน ดี.ซี. โดยงานนี้ได้รับการจัดให้เป็น “งานพิเศษความมั่นคงแห่งชาติพิเศษ” (National Special Security Event-NSSE) ทั้งนี้ สหรัฐฯ กังวลว่าการประท้วงต่อต้านนโยบายปราบปรามผู้อพยพผิดกฎหมายในนครลอสแอนเจลิส อาจลุกลามมาถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. จึงยกระดับมาตรการ รปภ. อย่างเข้มงวด

ผู้นำเกาหลีใต้คนใหม่หารือกับผู้นำจีน เห็นพ้องกระชับความสัมพันธ์

  ประธานาธิบดีอี แจ-มย็อง ของเกาหลีใต้โทรศัพท์หารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนเมื่อ 10 มิถุนายน 2568 เพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศ ผู้นำทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องจะขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลและประชาชน รวมทั้งการส่งเสริมความมั่นคงและสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลี ทั้งนี้ การพูดคุยดังกล่าวเป็นการสนทนากันครั้งแรกระหว่างผู้นำเกาหลีใต้และจีน หลังจากที่ประธานาธิบดีอี แจ-มย็อง รับตำแหน่งเมื่อ 4 มิถุนายน 2568 ทำให้ทั่วโลกจับตาทิศทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศของเกาหลีใต้อย่างใกล้ชิด เพราะเป็นเรื่องสำคัญรองจากนโยบายภายในประเทศ และคาดว่าประธานาธิบดีอี แจ-มย็องจะดำเนินนโยบายต่างประเทศแตกต่างจากรัฐบาลชุดเดิม ผู้นำเกาหลีใต้ใช้การสนทนาทางโทรศัพท์ครั้งนี้ส่งสัญญาณให้จีนให้ความร่วมมือในการกดดันให้เกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์เพื่อรักษาสันติภาพในภูมิภาค ด้านผู้นำจีนตอบรับว่าพร้อมจะให้ความร่วมมือเพื่อแก้ไขสถานการณ์ความขัดแย้งและความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี เนื่องจากเป็นผลประโยชน์ของจีนด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนยังย้ำให้เกาหลีใต้เคารพผลประโยชน์แห่งชาติระหว่างกัน รวมทั้งร่วมมือกันแก้ไขปัญหาความมั่นคงในภูมิภาคตามแนวทางที่ถูกต้อง คาดว่า ผู้นำจีนต้องการร่วมมือกับประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนใหม่ เนื่องจากประธานาธิบดีอี แจ-มย็อง มีแนวคิดคัดค้านการตั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธ THAAD ของสหรัฐฯ ในคาบสมุทรเกาหลี เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้กับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค การหารือระหว่างผู้นำเกาหลีใต้และจีนอาจเป็นผลดีต่อบรรยากาศความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศมีช่องทางติดต่อกันและพร้อมจะขยายความร่วมมือทั้งด้านเศรษฐกิจและการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน นักวิเคราะห์การเมืองเกาหลีใต้ประเมินว่ารัฐบาลประธานาธิบดีอี แจ-มย็องจะให้ความสำคัญกับการรักษารับความสัมพันธ์กับจีนมากขึ้น เพราะเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญ และมีบทบาทในการเจรจากับเกาหลีเหนือ ประธานาธิบดีอีแจ-มย็องยังเชิญผู้นำของจีนเข้าร่วมการประชุม APECที่จะจัดขึ้นที่เมืองคย็องจู ในพฤศจิกายน…

สหรัฐฯ เพิ่มกองกำลังทหารควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบในนครลอสแอนเจลิส

สนข. AP รายงานเมื่อ 10 มิ.ย.68 ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งการให้กองกำลังป้องกันประเทศส่ง จนท. ปฏิบัติภารกิจควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบในนครลอสแอนเจลิสเพิ่มอีก 2,000 นาย พร้อมกับนาวิกโยธินอีก 700 นาย  เพิ่มจากคำสั่งเมื่อ 7 มิ.ย. 68 ที่ส่งไปแล้ว 2,000 นาย เพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบและเหตุรุนแรงจากกลุ่มผู้ประท้วงในนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ตั้งแต่ 6 มิ.ย.68 โดยกองกำลังดังลก่าวจะปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนการทำงานของสำนักตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐฯ (U.S. Immigration and Customs Enforcement – ICE)  รวมทั้ง จนท. บังคับใช้กฎหมายอื่นๆ ของรัฐบาลกลาง เพื่อรักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อยของสังคม ทั้งนี้ สหรัฐฯ ได้ประกาศนโยบายไม่ยินยอมต่อพฤติกรรมทางอาญาและการใช้ความรุนแรง (Zero tolerance policy for criminal behavior and violence) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การก่อเหตุที่มุ่งเป้า จนท. บังคับใช้กฎหมาย 

อินเดียกำลังเผชิญกับปัญหาสังคมผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง

เว็บไซต์ The New Indian Express รายงานเมื่อ 10 มิ.ย.68 อ้างงานวิจัยเรื่อง สังคมผู้สูงอายุของอินเดีย: ภูมิทัศน์ปัจจุบัน โดย Give Grants India ซึ่งร่วมจัดทำกับกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติประจำอินเดีย (United Nations Population Fund-UNFPA) และสถาบันวิจัยด้านประชากรศาสตร์ระหว่างประเทศ  สถาบันวิจัย NITI Aayog และกระทรวงสถิติและการดำเนินการตามโครงการ (Ministry of Statistics and Programme Implementation-MoSPI) พบว่า อินเดียกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากร เนื่องจากจำนวนผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปี กำลังเพิ่มสูงขึ้น มีสัดส่วนร้อยละ 10 ของจำนวนประชากรทั้งหมด อีกทั้ง คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 20 หรือ 34.7 ล้านคน ภายในปี 2590