สนธิสัญญาเจนีวากับปฏิบัติการทางทหาร : หลักมนุษยธรรมท่ามกลางความขัดแย้ง

สงครามถือเป็นปรากฎการณ์ที่เลวร้ายที่สุดอย่างหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ นำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติการทางทหารในยามสงครามนั้น มักถูกมองว่าเป็นเรื่องของยุทธวิถีและอำนาจ แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น แม้ในสถานการณ์ที่โหดร้ายในการทำสงคราม ยังคงมีหลักการและข้อตกลงที่มุ่งลดทอนความทุกข์ทรมาน เพื่อจำกัดความโหดร้ายและปกป้องมนุษยชาติ นั่นคือ “สนธิสัญญาเจนีวา” (Geneva Conventions) ซึ่งวางกรอบทางกฎหมายและมนุษยธรรมสำหรับการปฏิบัติการทางทหาร สนธิสัญญาเจนีวาคืออะไรและเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการทางทหารอย่างไร ? สนธิสัญญาเจนีวา (Geneva Conventions) คือ ชุดข้อตกลงระหว่างประเทศที่ตั้งขึ้นเพื่อวางรากฐานของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law – IHL) หรือที่รู้จักกันในชื่อ กฎหมายว่าด้วยสงคราม (Law of War) จุดประสงค์หลักคือการจำกัดผลกระทบของสงคราม โดยเฉพาะการปกป้องบุคคลที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งโดยตรง เช่น พลเรือน บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่สิ้นสภาพการสู้รบ เช่น ผู้บาดเจ็บ เชลยศึก  สนธิสัญญาเจนีวาไม่ใช่ข้อเสนอแนะทางศีลธรรม แต่เป็น ข้อผูกพันทางกฎหมาย ที่ทุกประเทศที่ให้สัตยาบัน (ปัจจุบันเกือบทุกประเทศทั่วโลก) ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดในระหว่างการปฏิบัติการทางทหาร ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศหรือภายในประเทศ สนธิสัญญาเจนีวา มี 4 ฉบับที่ลงนามและปรับปรุงล่าสุดเมื่อ 12 สิงหาคม 2492 และเป็นรากฐานของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศในปัจจุบัน ได้แก่…

จีนคาดหวังว่าไทยกับกัมพูชาจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ผ่านการเจรจา

นายกัว เจียคุน โฆษก กต.จีน ตอบคำถามสื่อเมื่อ 24 ก.ค.68 กรณีการปะทะระหว่างไทย-กัมพูชาบริเวณชายแดน ว่า จีนกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ที่ตึงเครียดขึ้น เนื่องจากไทยและกัมพูชาต่างเป็นเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรของจีนและเป็นสมาชิกสำคัญของอาเซียน และย้ำว่าการรักษาความสัมพันธ์อันดีในฐานประเทศเพื่อนบ้านและจัดการกับความแตกต่างอย่างเหมาะสมสอดคล้องจะเป็นรากฐานของผลประโยชน์ระยะยาวของทั้งสองฝ่าย โดยจีนคาดหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาและหารือ จีนที่ยึดมั่นในจุดยืนที่ยุติธรรมและเป็นกลาง จะแสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการส่งเสริมการเจรจาและลดความตึงเครียดต่อไป

สหรัฐฯ เรียกร้องให้ไทยและกัมพูชายุติความขัดแย้ง

นาย Tommy Pigott รองโฆษกประจำ กต.สหรัฐฯ แถลงเมื่อ 24 ก.ค.68 เรียกร้องให้ไทยและกัมพูชายุติความขัดแย้งโดยทันที หลังจากการปะทะกันอย่างรุนแรงบริเวณชายแดน และเรียกร้องให้คุ้มครองพลเรือน พร้อมกับดำเนินการเข้าสู่กระบวนเจรจา นอกจากนี้ สอท.สหรัฐฯ/กรุงเทพ แถลงในวันเดียวกันว่า ได้รับรายงานการปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งมีการใช้อาวุธสงครามตามแนวชายแดน ที่ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิต โดยรัฐบาลไทยได้ประกาศอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง จึงขอให้ชาวอเมริกันที่อาศัย หรือเดินทางไปบริเวณพื้นที่ชายแดน ติดตามสถานการณ์และปฏิบัติตามข้อแนะนำจากหน่วยงานความมั่นคงของไทยรวมทั้งหน่วยงานในพื้นที่

รมว.กต.ญี่ปุ่น หารือทางโทรศัพท์กับ รมว.กต.กัมพูชา

นายอิวายะ ทาเกชิ รมว.กต.ญี่ปุ่น หารือทางโทรศัพท์กับนายปรัก สุคน รอง นรม. และ รมว.กต.กัมพูชา เมื่อ 25 ก.ค.68 นายอิวายะกังวลต่อเหตุปะทะทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชา เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความอดทนอดกลั้น และคาดหวังให้สถานการณ์ตึงเครียด คลี่คลายอย่างสันติผ่านการเจรจา ส่วนนายปรักชี้แจงถึงท่าทีของกัมพูชา (ไม่เปิดเผยรายละเอียด) และแสดงความปรารถนาให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

รัสเซียกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา

สนข.Tass รายงานเมื่อ 24 ก.ค.68 อ้างถ้อยแถลงของนางมาเรีย ซาคาโรวา โฆษก กต.รัสเซีย ว่ารัสเซียกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่รุนแรงมากขึ้น พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความอดกลั้นและการหารือเพื่อแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติ    รัสเซียเชื่อว่าภายใต้บริบทซึ่งสถานการณ์ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกโดยรวมเลวร้ายลง การแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยคำนึงถึงจิตวิญญาณและความเป็นเอกภาพของอาเซียนเป็นสิ่งสำคัญ

นรม.มาเลเซียหารือทางโทรศัพท์กับผู้นำไทยและกัมพูชา

นรม.อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อ 24 ก.ค.68 ภายหลังการหารือทางโทรศัพท์กับ นรม.ฮุน มาเนต ของกัมพูชา และรอง นรม.ภูมิธรรม เวชยชัย โดยยืนยันว่า มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนปี 2568 เรียกร้องให้ผู้นำทั้งสองฝ่ายหยุดยิงโดยทันที เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลาย เปิดพื้นที่สำหรับการเจรจาสันติภาพและการแก้ไขปัญหาตามแนวทางการทูต นรม.อันวาร์ ยังแสดงความขอบคุณที่ผู้นำทั้งสองประเทศมีท่าทีเชิงบวกและมุ่งมั่นแก้ไขความขัดแย้ง มาเลเซียพร้อมช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกกระบวนการดังกล่าว เพื่อคงไว้ซึ่งความเป็นเอกภาพและความรับผิดชอบร่วมกัน อันเป็นหัวใจสำคัญของอาเซียน

EU เรียกร้องให้ไทยและกัมพูชาลดระดับความรุนแรงและใช้การเจรจา

สนข.Anadolu Agency รายงานเมื่อ 24 ก.ค.68 ว่าสหภาพยุโรป (EU) เรียกร้องให้กัมพูชาและไทยลดความตึงเครียดและยุติการปะทะบริเวณชายแดนที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 รายในฝั่งไทย โดย EU กังวลอย่างยิ่งต่อการสูญเสียชีวิตของพลเรือน และเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศลดระดับความรุนแรงและแก้ไขข้อพิพาทผ่านการเจรจาและสันติวิธีอื่น ๆ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติ ขณะที่ฝรั่งเศสประณามเหตุปะทะดังกล่าว แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และแนะนำให้พลเมืองฝรั่งเศสหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ชายแดน หรือเดินทางออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด

ศาลฏีกาฟิลิปปินส์ตัดสินให้การยื่นถอดถอนรองประธานาธิบดีขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ศาลฏีกาฟิลิปปินส์มีคำพิพากษา เมื่อ 25 ก.ค.68 ระงับการพิจารณาคดีถอดถอน นางซารา ดูเตอร์เต รองประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนของวุฒิสภา โดยระบุว่า การยื่นถอดถอนนางดูเตอร์เตขัดต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ซึ่งห้ามมิให้มีกระบวนการถอดถอนเกินกว่าหนึ่งครั้งภายในปีเดียวกัน แต่ตลอดปี 2568 มีการยื่นคำถอดถอนมาถึง 4 ครั้ง ในหลายข้อหา รวมถึงการทุจริตคอร์รัปชันและการวางแผนลอบสังหารประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ คำตัดสินมีผลให้วุฒิสภาไม่มีอำนาจพิจารณาคำฟ้องถอดถอนนางดูเตอร์เตต่อ