อินเดียเข้าร่วมการซ้อมรบร่วมระหว่างรัสเซียและเบลารุส

อินเดียเข้าร่วมการซ้อมรบร่วมระหว่างรัสเซียและเบลารุส ภายใต้รหัส “Zapad-2025” ที่แคว้นนิจนีนอฟโกรอด รัสเซีย ระหว่าง 12-16 ก.ย.68 โดยกองพันทหารราบ Kumaon ของอินเดีย นำการเข้าร่วมซ้อมรบพร้อมกำลังพลจาก 3 เหล่าทัพ (ทบ. ทอ. และ ทร.) จำนวน 65 คน การซ้อมรบดังกล่าวประกอบด้วยการฝึกซ้อมยุทธวิธี และการฝึกทักษะการใช้อาวุธพิเศษควบคู่กับกองทัพรัสเซียและเบลารุส รวมถึงประเทศอื่น ๆ ที่ได้เข้าร่วม ได้แก่ อิหร่าน บังกลาเทศ บูร์กินาฟาโซ คองโก และมาลี การเข้าร่วมการซ้อมรบครั้งนี้ เป็นการส่งเสริมความร่วมมือและความใกล้ชิดด้านทหารระหว่างอินเดียกับรัสเซีย ภายหลังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ในอัตราร้อยละ 50 เพื่อลงโทษที่อินเดียยังคงนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซีย

จีนคัดค้านกรณีสหรัฐฯ ขอให้กลุ่ม G7 และ NATO ปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากจีน

โฆษก พณ.จีน แถลงเมื่อ 15 ก.ย.68 คัดค้านสหรัฐฯ ที่ขอให้ประเทศสมาชิกกลุ่ม G7 และองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากจีนที่ในอัตราร้อยละ 50-100 จากที่จีนจัดซื้อน้ำมันจากรัสเซีย โดยระบุว่าเป็นการข่มขู่ประเทศต่าง ๆ ทั้งยังเป็นการกลั่นแกล้งทางการค้า การบีบบังคับทางเศรษฐกิจ และการละเมิดข้อฉันทามติระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการค้าโลกและเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่อุตสาหกรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งจีนจะใช้มาตรการที่จำเป็นต่อประเทศที่มุ่งทำลายผลประโยชน์ของจีน อย่างไรก็ตาม จีนยังหวังว่าสหรัฐฯ จะดำเนินการอย่างระมัดระวังและร่วมมือกับจีนในการแก้ไขความแตกต่างทางการค้าผ่านการเจรจาและหารืออย่างเท่าเทียม

อินเดียเข้าร่วมการฝึกทางทหาร Zapad กับรัสเซียและเบลารุส

อินเดียกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือกับรัสเซีย ในห้วงที่ความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ยังมีอุปสรรคจากนโยบายภาษีและมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียของสหรัฐฯ โดยเมื่อ 17 กันยายน 2568 มีรายงานว่าอินเดียเข้าร่วมการฝึกทหารรหัส Zapad ประจำปี 2568 ร่วมกับรัสเซียและเบลารุส เป็นระยะเวลา 5 วัน โดยอินเดียส่งทหารจำนวน 65 คนเข้าร่วมการฝึกด้านการเตรียมพร้อมรับมือกับการบุกรุก ซึ่งประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียระบุว่าเป็นการฝึกร่วมขั้นตอนสุดท้าย และมีทหารจากประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมมากกว่า 100,000 คน สำหรับการฝึกดังกล่าวมีประเทศอื่น ๆ เข้าร่วมด้วย ได้แก่ อิหร่าน บังกลาเทศ บูร์กินาฟาโซ สาธารณรัฐคองโก และมาลี ทั้งนี้ อินเดียเคยส่งทหารเข้าร่วมการฝึกทหารในรัสเซียเมื่อปี 2564 ที่ภูมิภาค Volgograd เพื่อต่อต้านการก่อการร้าย อินเดียประกาศสาเหตุที่ส่งทหารเข้าร่วมการฝึกดังกล่าว เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจกับรัสเซีย อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศตั้งข้อสังเกตว่าอินเดียมีความร่วมมือใกล้ชิดกับรัสเซียมากขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าอินเดียจะแสดงบทบาทส่งเสริมอำนาจทางการเมืองระหว่างประเทศของรัสเซีย มากกว่าสหรัฐฯ เนื่องจากอินเดียอาจไม่พอใจที่สหรัฐฯ กำหนดมาตรการภาษีนำเข้าจากอินเดียสูงถึงร้อยละ 50 ปัจจุบัน แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ระบุว่าอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อลดอัตราภาษี ขณะที่นายกรัฐมนตรีนเรนทรา…

กัมพูชาให้สหภาพยุโรปเป็นช่องทางส่งสัญญาณให้นานาชาติเชื่อว่าให้ความสำคัญกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

สื่อมวลชนกัมพูชาเมื่อ 17 กันยายน 2568 รายงานอ้างท่าทีนาย Ly Thuch รัฐมนตรีอาวุโสของกัมพูชาและประธาน สำนักงานปฏิบัติการและช่วยเหลือเหยื่อทุ่นระเบิดแห่งกัมพูชา (Cambodian Mine Action and Victim Assistance Authority – CMAA) ที่ยืนยันกับผู้แทนระหว่างประเทศว่าให้ความสำคัญกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย ตามข้อริเริ่มที่นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชาทำข้อตกลงกับฝ่ายไทย และยังคงปฏิบัติการร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยการเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนถือว่าเป็นเป้าหมายสำคัญของชาติ ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นระหว่างรัฐมนตรีอาวุโสของกัมพูชาพบหารือกับนาย Igor Driesmans เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำกัมพูชา เมื่อ 16 กันยายน 2568 เพื่อส่งสัญญาณให้นานาชาติเชื่อว่ากัมพูชาให้ความสำคัญกับปฏิบัติการดังกล่าว เนื่องจากการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจะเป็นผลดีต่อความปลอดภัยของประชาชน รวมทั้งเสริมสร้างบรรยากาศด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม นาย Ly Thuch ระบุว่าการเก็บกู้ระเบิดเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างกัมพูชากับไทย ทำให้กัมพูชาไม่สามารถปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดได้ เฉพาะอย่างยิ่งการปะทะเป็นระยะเวลา 5 วัน ระหว่างกัมพูชากับไทย นาย Driesmans ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำกัมพูชาและผู้แทนพิเศษของสหภาพยุโรปสำหรับเมียนมา เคยพบหารือและแลกเปลี่ยนมุมมองต่อความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทยเป็นระยะ ๆ นอกจากนี้ เมื่อ สิงหาคม 2568 นาย…

สหรัฐฯ – จีน บรรลุกรอบข้อตกลงเบื้องต้นในการโอนกรรมสิทธิ์ TikTok สู่การควบคุมของสหรัฐฯ

สหรัฐอเมริกาและจีนบรรลุกรอบข้อตกลงเบื้องต้น (framework deal) ในการถ่ายโอนสิทธิควบคุมแพลตฟอร์ม TikTok จากบริษัท ByteDance ของจีนให้แก่สหรัฐฯ

ออสเตรเลียเรียกร้องให้ตรวจสอบอายุเยาวชนผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย ด้วยเทคโนโลยีวิเคราะห์พฤติกรรม

คณะกรรมาธิการความปลอดภัยทางอิเล็กทรอนิกส์ (eSafety) ของออสเตรเลีย เรียกร้องให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียตรวจสอบอายุผู้ใช้งานด้วยเทคโนโลยีวิเคราะห์พฤติกรรม (behavioural data)

สหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับสถานะของ TikTok ในสหรัฐฯ

ในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ที่กรุงมาดริด สเปน ห้วง 12 – 18 ก.ย.68 นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รมว.กค.สหรัฐฯ และนายหลี่ เฉิงกัง ผู้แทนการค้าระหว่างประเทศของจีน บรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับแอปพลิเคชัน TikTok ให้เปิดบริการในสหรัฐฯ ได้ต่อไป  โดยบริษัทสหรัฐฯ จะสามารถซื้อกิจการ TikTok ของบริษัท ByteDance  ข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นธรรมทั้งต่อจีน และเคารพต่อความกังวลด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน จะหารือกันทางโทรศัพท์เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าวใน 19 ก.ย.68 ทั้งนี้ การบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับสถานะของแอปพลิเคชัน TikTok ในสหรัฐฯ ยังปูทางการพบหารือระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และจีน นอกรอบการประชุมสุดยอดกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่เกาหลีใต้ ใน พ.ย.68 รวมถึงผู้นำสหรัฐฯ อาจเยือนจีนอย่างเป็นทางการ

สหรัฐฯ ส่งผู้แทนสังเกตการณ์การซ้อมรบร่วมระหว่างรัสเซียและเบลารุส

สหรัฐฯ ส่งผู้แทน 2 คน ร่วมสังเกตการณ์การซ้อมรบร่วมระหว่างรัสเซียและเบลารุส ภายใต้รหัส “Zapad-2025” เป็นครั้งแรก เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเบลารุส หลังนาย John Coale ผู้แทนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เยือนกรุงมินสค์ เบลารุส เมื่อ 11 ก.ย.68 เพื่อหารือเกี่ยวกับการกลับมาเปิด สอท.สหรัฐฯ/กรุงมินสค์ รวมถึงยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อสายการบินแห่งชาติ Belavia ของเบลารุส ให้สามารถกลับมาเปิดให้บริการและซื้อขายชิ้นส่วนอะไหล่กับบริษัทสหรัฐฯ ได้ ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับชาติยุโรปกรณีโดรนของรัสเซียรุกล้ำเขตน่านฟ้าของโปแลนด์และโรมาเนีย

นักวิชาการมาเลเซียเรียกร้องให้รัฐบาลห้ามขายกรอบป้ายทะเบียนรถยนต์แบบสลับได้

เว็บไซต์ นสพ.The Star รายงานเมื่อ 16 ก.ย. 68 ว่า นักวิชาการมาเลเซียได้เรียกร้องไปยังรัฐบาลให้มีมาตรการควบคุมและสั่งหยุดการจำหน่ายกรอบป้ายทะเบียนรถยนต์แบบสลับได้ เนื่องจากเป็นช่องทางให้ผู้ใช้สามารถหลบเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมายจราจร กล้องตรวจจับความเร็ว และด่านเก็บค่าผ่านทางได้ โดยกรอบป้ายแบบสลับได้ดังกล่าวมีขายทั่วไปในเว็บไซต์ ราคาเพียง 150-350 ริงกิต (ประมาณ 1,130-2,640 บาท) อุปกรณ์ผิดกฎหมายนี้ ทำให้ภาครัฐสูญเสียรายได้จากค่าผ่านทาง และค่าปรับ นอกจากนี้ ส่งผลต่อพฤติกรรมการขับขี่ที่อันตรายมากขึ้น และช่วยให้อาชญากรรอดพ้นจากการกระทำผิด ขณะเดียวกัน ผู้บริสุทธิ์อาจกลายเป็นเหยื่อได้ เนื่องจากถูกปลอมป้ายทะเบียนไปใช้กับรถคันอื่น สุดท้ายจะทำให้ความไว้วางใจของสาธารณชนต่อหลักนิติธรรมลดลง