เจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อส่งมอบแก่ผู้นำอาเซียน

นข.แห่งชาติมาเลเซีย รายงานว่า การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน (SOM) ที่กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เมื่อ 24 ต.ค.68 หารือข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับส่งมอบให้ที่ประชุมผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 47 เพื่อเสริมสร้างวิสัยทัศน์ร่วมของภูมิภาคในการสร้างอนาคตที่ครอบคลุมและยั่งยืน พร้อมกันนี้ ได้ย้ำสองเหตุการณ์สำคัญที่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญอาเซียน ได้แก่ การรับติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนลำดับที่ 11 และครบรอบ 20 ปีของการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (EAS) สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอาเซียนในการส่งเสริมความเป็นหนึ่งเดียว ความร่วมมือ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตลอดจนบทบาทศูนย์กลางของอาเซียนในการขับเคลื่อนเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติหลบหนีการปราบข้ามมาฝั่งประเทศไทย

สนข. DVB รายงานเมื่อ 24 ต.ค.68 ว่า ชาวต่างชาติในเมียนมาหลบหนีการปราบปรามฐานอาชญากรรมข้ามชาติทางเทคโนโลยีในโครงการ KK Park จ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ข้ามมาฝั่งไทยในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก จำนวน 677 คน เป็นชาย 618 คน หญิง 59 คน ส่วนใหญ่เป็น จีน อินเดีย และประเทศอื่น ๆ เช่น เวียดนาม ปากีสถาน อินโดนีเซีย ซึ่งทยอยหลบหนีออกจากพื้นที่หลังจากกองทัพเมียนมานำกำลังเข้าปราบปรามภายในโครงการ KK Park ตั้งแต่ 5-20 ต.ค.68 โดยจับกุมผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ตรวจยึดเครื่องรับสัญญาณอินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink และวางกำลังควบคุมพื้นที่ดังกล่าว เพื่อสืบสวนสอบสวนและสกัดกั้นการดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมาย

บริษัท Starlink ระงับการให้บริการบริเวณชายแดนเมียนมา

สนข.CNN รายงานเมื่อ 23 ต.ค.68 ว่า นาง Lauren Dreyer รองประธานบริษัท SpaceX ที่ดูแลการดำเนินธุรกิจของบริษัท Starlink ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า บริษัท SpaceX  ได้ระงับการให้บริการอุปกรณ์เครือข่ายสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink จำนวน 2,500 ชิ้น บริเวณชายแดนเมียนมา ซึ่งต้องสงสัยว่าเป็นพื้นที่ปฏิบัติการของกลุ่มหลอกลวงทางไซเบอร์  พร้อมทั้งจะให้ความร่วมมือและประสานงานร่วมกับรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อป้องกันการละเมิดกฎหมายและการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด ทั้งนี้ นาง Dreyer ไม่ได้ระบุห้วงเวลาการระงับการให้บริการอย่างแน่ชัด แต่ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากกองทัพเมียนมาจับกุมกลุ่มอาชญากรข้ามชาติในโครงการ KK Park และสามารถยึดอุปกรณ์ Starlink พร้อมอุปกรณ์เสริมจำนวน 30 ชุด เมื่อ 20 ต.ค.68 ขณะที่สหรัฐฯ เพิ่มความแข็งกร้าวในการดำเนินนโยบายปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติในเอเชีย ตอ.ต. โดยเฉพาะในกัมพูชา ลาว และเมียนมา

สหภาพยุโรปจะให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่ยูเครนต่อไป

สหภาพยุโรป (EU) เมื่อ 24 ตุลาคม 2568 จัดการประชุมสุดยอด หรือ EU Summit ที่กรุงบรัสเซลล์ เบลเยียม เพื่อกำหนดแนวทางการสนับสนุนด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการทหารแก่ยูเครน โดยมีมติร่วมกันว่า สหภาพยุโรปจะให้ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจและการเงินแก่ยูเครนต่อไปอีก 2 ปี แต่จะชะลอมาตรการอายัดทรัพย์สินของรัสเซียในยุโรปไว้ก่อน เนื่องจากวิตกว่าการอายัดทรัพย์สินรัสเซียที่ปัจจุบันอยู่ในเบลเยียม มูลค่ามากกว่า 140,000 ล้านยูโร หรือประมาณ 163,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีสัดส่วนเป็นร้อยละ 86 ของทรัพย์สินของรัสเซียในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มแรงกดดันในตอนนี้ อาจส่งผลเสียต่อบรรยากาศด้านความมั่นคงทางการเงินในภูมิภาค ก่อนหน้านี้ หลายประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปและเนโตเสนอให้มีการอายัดทรัพย์สินของรัสเซียในยุโรปเพื่อใช้ในการช่วยเหลือฟื้นฟูยูเครนที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม หรือที่เรียกว่าเป็น reparations loan หรือหลักประกันจากค่าปฏิกรรมสงคราม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเบลเยียมวิตกว่าการอายัดทรัพย์สินของรัสเซียจะส่งผลให้รัสเซียไม่พอใจและตอบโต้ด้วยมาตรการทางกฎหมายและการเงินเพิ่มเติม ที่จะเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงของยุโรป จึงเห็นพ้องกับสมาชิก EU ที่เสนอให้เลื่อนการพิจารณามาตรการดังกล่าวออกไปทบทวนอีกครั้งใน ธันวาคม 2568 สาเหตุที่ทำให้รัฐบาลเบลเยียมวิตกกังวลเกี่ยวกับการอายัดทรัพย์สินของรัสเซียเพื่อไปช่วยเหลือฟื้นฟูยูเครน เพราะทรัพย์สินส่วนใหญ่นั้นอยู่ในสถาบันการเงิน Euroclear ของเบลเยียม ดังนั้น การดำเนินการต่อทรัพย์สินของรัสเซียอาจส่งผลกระทบต่อสถานะความมั่นคงทางการเงินของสถาบันดังกล่าว และทำให้ต้องมีการสืบสวนกิจการของ Euroclear นอกจากนี้ รัฐบาลเบลเยียมยังไม่มั่นใจกรอบกฎหมายที่จะใช้ในการตรวจสอบและดำเนินการประเด็นดังกล่าว เนื่องจากคณะกรรมาธิการยุโรปยังไม่มีข้อตกลงเรื่องนี้ที่ชัดเจน…

การคว่ำบาตรพลังงานรัสเซียของสหรัฐฯ ไม่มีผลต่อรัสเซียให้ยุติสงครามกับยูเครน

  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 22 ตุลาคม 2568 ประกาศคว่ำบาตรบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ 2 แห่ง ของรัสเซีย ได้แก่ บริษัท Rosneft และบริษัท Lukoil เพื่อกดดันรัสเซียให้เข้าร่วมการเจรจาหยุดยิงและหารือเรื่องความมั่นคงในยูเครน ตามที่ผู้นำสหรัฐฯ เสนอ  ประธานาธิบดีทรัมป์คาดหวังว่าจะใช้มาตรการคว่ำบาตรนี้เพียงระยะสั้น ๆ เพราะต่อจากนี้รัสเซียจะต้องได้รับผลกระทบอย่างมาก และยอมทบทวนข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่ต้องการยุติสงครามในยูเครน และสร้างความมั่นคงระหว่างกัน สื่อต่างประเทศให้ความสนใจมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวอย่างมาก เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ประธานาธิบดีทรัมป์ในรัฐบาลทรัมป์ 2.0 คว่ำบาตรรัสเซียโดยตรง และเป็นท่าทีที่มีขึ้นพร้อมกับการส่งสัญญาณว่าผู้นำสหรัฐฯ จะยังไม่มีกำหนดการพบหารือโดยตรงกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียในเร็ว ๆ นี้ แม้ว่าที่ผ่านมา ทั้ง 2 ผู้นำประเทศมหาอำนาจนี้จะมีช่องทางสื่อสารกันอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ได้พบหารือทวิภาคีกันไปที่รัฐอะแลสกา เมื่อ สิงหาคม 2568 รวมทั้งมีข่าวสารว่าทั้ง 2 ฝ่ายอาจพบกันที่กรุงบูดาเปส ฮังการี ในช่วงต้น พฤศจิกายน 2568 ด้วย แต่ล่าสุด ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงท่าทีไม่พอใจผู้นำรัสเซีย เพราะไม่ยอมตอบรับแผนสันติภาพ จึงให้ความเห็นกับสื่อมวลชนว่าไม่ต้องการพบหารือ กรณีสหรัฐฯ…