ท่าเรือสิงคโปร์เตรียมรับปริมาณเรือเพิ่มขึ้น หากเส้นทางทะเลแดงเปิดปกติ

  นสพ.Straits Times รายงานเมื่อ 25 ธ.ค.68 ท่าเรือสิงคโปร์ประกาศความพร้อม ในการรองรับปริมาณการขนส่งสินค้าทางเรือที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หากสถานการณ์ความขัดแย้งในทะเลแดงคลี่คลายและเส้นทางเดินเรือหลักกลับมาเปิดให้บริการตามปกติในปี 2569 โดยคาดการณ์ว่าการเปลี่ยนเส้นทางกลับจากการอ้อมแหลมกู๊ดโฮปมาใช้เส้นทางคลองสุเอซจะทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือกระจุกตัว ที่เรือจำนวนมากเดินทางมาถึงด่านพร้อมกันในระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งจะสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อระบบจัดการท่าเรือ ทั้งนี้ การท่าเรือแห่งสิงคโปร์ (MPA) ได้เตรียมแผนรับมือเชิงรุกด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการตู้คอนเทนเนอร์ การเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐานที่ท่าเรือทูอัส (Tuas Port) และการนำระบบดิจิทัลที่ทันสมัยมาใช้

ขบวนการค้ามนุษย์ชายแดนไทย-มาเลเซีย เปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหว

ดาโต๊ะ โมฮาหมัด ยูซฟ มามัต ผบ.ตร.รัฐกลันตัน มาเลเซีย เปิดเผยเมื่อ 25 ธ.ค.68 ว่า ขบวนการค้ามนุษย์บริเวณชายแดนไทย-มาเลเซีย ด้านรัฐกลันตัน ปรับรูปแบบ  จากที่ลักลอบผ่านช่องทางธรรมชาติทางบกและเส้นทางทางทะเลในตอนกลางคืน เป็นการใช้เกาะร้างในพื้นที่ อ.ตุมปัต เป็นจุดขึ้นฝั่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ  ได้แก่ เกาะเติงโกรัก (Pulau Tengkorak) เกาะซูรี (Pulau Suri) และเกาะอูลาร์ (Pulau Ular) ซึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล  บางเกาะมีพุ่มไม้หนาทึบ จึงยากต่อการตรวจพบ กลุ่มขบวนการยังพึ่งพาชาวบ้านในพื้นที่ทำหน้าที่ขับเรือและขนย้ายคน ควบคู่กับการจ้างสายข่าวดูต้นทาง   โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นผลจากกรณีกรมตำรวจรัฐกลันตันรื้อถอนท่าข้ามผิดกฎหมายตามแนวแม่น้ำโก-ลก เพิ่มการลาดตระเวนและปฏิบัติการร่วมระหว่างหน่วยงานความมั่นคง

สหรัฐฯ เพิ่มกำลังทางทหารในพื้นที่ใกล้กับเวเนซุเอลา

สื่อรายงานเมื่อ 23 ธ.ค.68 ว่า สหรัฐฯ เพิ่มกำลังทางทหารและยุทโธปกรณ์ในพื้นที่ใกล้กับเวเนซุเอลาอย่างต่อเนื่อง  โดยล่าสุดส่งอากาศยานลูกผสมระหว่างเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ (Tiltrotor Aircraft) ชนิด CV – 22 Osprey ซึ่งใช้ประจำการในหน่วยปฏิบัติการพิเศษของกองทัพสหรัฐฯ อย่างน้อย 10 ลำ และเครื่องบินลำเลียงชนิด C – 17 บรรทุกกำลังพลและยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ ไปยังเปอร์โตริโก   ขณะที่ หน่วยกองบัญชาการภาคใต้สหรัฐฯ (U.S. Southern Command – SOUTHCOM) ชี้แจงว่าเป็นการเคลื่อนกำลังพลและเปลี่ยนถ่ายอุปกรณ์ยุทโธปกรณ์ตามปกติ

อินเดีย : แหล่งนำเข้าอาวุธที่อาเซียนไม่เคยมองข้าม

ถ้าพูดถึงประเทศผู้ส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ ประเทศหนึ่งที่จะลืมไปไม่ได้คือ อินเดีย ที่เป็นทั้งผู้นำเข้าอาวุธยุทโธปกรณ์รายใหญ่ พร้อม ๆ กับเป็นผู้ส่งออกที่น่าจับตามองในห้วงที่การนำเข้าอาวุธจากสหรัฐฯ หรือจีน สุ่มเสี่ยงจะถูกตีความเป็นการเลือกข้าง รวมถึงรัสเซียที่ต้องลดการจำหน่ายอาวุธ เนื่องจากสงครามที่ยืดเยื้อกับยูเครน อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่มีศักยภาพ ภายใต้แบรนด์ “Made in India” มีจุดขายที่ราคาจับต้องได้ มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับ และมีนโยบายเป็นกลางทางการเมืองที่ชัดเจนท่ามกลางระบบโลกสองขั้ว นอกจากนั้น การมีกลยุทธ์สำคัญคือ การผลิตและพัฒนาร่วมกับประเทศผู้ส่งออก ทำให้สินค้าทางทหารที่อินเดียผลิตขึ้นได้รับความไว้วางใจในแง่คุณภาพจากประเทศผู้นำเข้า ที่มีทั้งประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา สินค้ายุทโธปกรณ์ของอินเดียมีทั้งระบบเรดาร์ โดรน ยานยนต์หุ้มเกราะ ปืนประเภทต่าง ๆ และที่น่าสนใจคือ ขีปนาวุธ BrahMos ที่เป็นการพัฒนาร่วมระหว่างอินเดียกับรัสเซีย นอกจากนั้น อินเดียยังพัฒนาระบบอาวุธใหม่ ๆ และนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence-AI) มาประยุกต์ใช้ทางทหาร โดยมีปัจจัยบวกจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของอินเดีย การพัฒนาขีปนาวุธ BrahMos เป็นความสำเร็จสำคัญของอินเดียอย่างมาก จนสามารถส่งออกไปต่างประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ ที่มีความตกลงซื้อขายกันเมื่อปี 2565 มูลค่า 375 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เวียดนามและอินโดนีเซียสนใจจะนำเข้าเช่นกัน…

ความสัมพันธ์กัมพูชา-รัสเซีย และท่าทีรัสเซียต่อความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

  การแถลงข่าวของนาย Anatoly Borovik เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำพนมเปญเมื่อ 16 ธันวาคม 2568 ต่อผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ สื่อมวลชน และสถาบันทางวิชาการ ส่วนหนึ่งของการแถลงข่าวดังกล่าวกล่าวถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันอย่างมากระหว่างกัมพูชา-รัสเซีย และจะมีมากขึ้นในโอกาสสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 70 ปี ในปี 2569  ทั้งนี้ ทั้งสองประเทศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อ 13 พฤษภาคม 2499 นาย Borovik เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำพนมเปญย้ำการเป็นหุ้นส่วนระยะยาว และขยายความร่วมมือในทุก ๆ ด้าน ทั้งการทูต การค้า การศึกษา การทหาร และระดับประชาชน กับกัมพูชา นอกจากนี้ ยังไล่เลียงความสัมพันธ์ในระดับการทูตที่ได้มีการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งสองฝ่าย เช่น ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียกับรองนายกรัฐฒนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา นอกรอบการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียนที่มาเลเซียเมื่อกรกฎาคม 2568 ซึ่งในโอกาสดังกล่าวทั้งสองฝ่ายได้มีการลงนามแผนการหารือร่วมกันระหว่างกันระหว่างปี 2568-2570 ด้วย ส่วนนอกรอบการกระชุมสุดยอดอาเซียน ที่มาเลเซียในตุลาคม 2568 นายกรัฐมนตรีกัมพูชาก็พบกับรองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย ซึ่งก็มีการให้คำมั่นในความร่วมมือ และเพิ่มการค้าระหว่างกัน ขณะที่รัสเซียก็เพิ่มความมั่นใจให้กับกัมพูชาว่าจะให้ความช่วยเหลือให้กัมพูชามีความมั่นคงด้านอาหารและความมั่นคงทางพลังงาน รวมทั้งจะส่งออกปุ๋ยไปให้กัมพูชามากขึ้นด้วย สำหรับในเวทีการประชุมสหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก ก็ได้มีการพบหารือระหว่างผู้แทนรัสเซียกับกัมพูชาบ่อยครั้ง…