กัมพูชาและจีนลงนามความตกลงสำคัญเพื่อพัฒนาคลองฟูนันเตโชร่วมกัน

สนข. AKP ของทางการกัมพูชา และ นสพ. Phanom Penh Post รายงานเมื่อ 18 เม.ย.68 ว่านายซุน จันทอล รอง นรม.และ รองประธานคนที่ 1 สภาการพัฒนากัมพูชา (CDC) ในนามทางการกัมพูชา ร่วมลงนามความตกลงสำคัญ 5 ฉบับเพื่อพัฒนาโครงการคลองฟูนันเตโช (FTC) กับเอกชนจีน ได้แก่ ความตกลงผู้ถือหุ้น และความตกลงการลงทุนสำหรับโครงการคลองฟูนันเตโช ระหว่างบริษัท Funan Techo Canal Innovest กับ บ.China Road and Bridge Corporation (CRBC) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ China Communications Construction Company (CCCC) ความตกลงสัญญาร่วมทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public-Private Partnership – PPP) กับ บริษัท Funan Techo…

ประธานาธิบดีจีนประสบความสำเร็จในการเยือนกลุ่มประเทศในเอเชีย ตอ.ต.

 ถ้อยแถลงของนายหวัง อี้ รมว.กต.จีนระบุว่า การเยือนเวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชา ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ในฐานะการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ทั้งส่งสัญญาณอย่างหนักแน่นว่าจีนมุ่งมั่นที่จะปกป้องระบบพหุภาคีและระเบียบการค้าระหว่างประเทศ โดยในการเยือนเวียดนาม ผู้นำสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะมุ่งสู่เป้าหมาย “six mores” เพื่อพัฒนาความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านให้ลึกซึ้งและมีคุณภาพมากขึ้น เร่งสร้างประชาคมจีน–เวียดนามที่มีอนาคตร่วมกัน ยกระดับและขยายความร่วมมือด้านระบบราง ขณะที่การเยือนมาเลเซียได้ผลลัพธ์ประการสำคัญที่สุดคือการยกระดับความสัมพันธ์และการสร้างประชาคมยุทธศาสตร์ระดับสูงจีน–มาเลเซียที่มีอนาคตร่วมกัน และเห็นพ้องที่จะร่วมกันเป็นผู้นำในความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านพลังการผลิตที่มีคุณภาพใหม่ เน้นในสาขาเทคโนโลยีล้ำสมัย อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และ AI ส่วนการเยือนกัมพูชามีจุดเน้นสำคัญในการประกาศยกระดับความสัมพันธ์ไปสู่ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันในทุกสถานการณ์ (all-weather level) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่จีนยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีกับประเทศในเอเชีย ตอ.ต.ไปสู่ระดับดังกล่าว ทั้งนี้ประธานาธิบดีจีนระบุในห้วงการเยือนทั้งสามประเทศว่า สงครามการค้าจะบ่อนทำลายระบบการค้าระหว่างประเทศเสถียรภาพของระเบียบการค้าโลก และผลประโยชน์อันชอบธรรมของทุกประเทศ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาและว่าตลาดจีนพร้อมเปิดรับสินค้าที่มีคุณภาพสูงจากอาเซียน

อิสราเอลกังวลการขยายอิทธิพลของอิหร่านในตุรกีและซีเรีย

สื่ออิสราเอลรายงานเมื่อ 17 เม.ย.68 อ้างถ้อยแถลงของ จนท.อิสราเอลว่า อิสราเอลกังวลกรณีอิหร่านและตุรกีขยายอิทธิพลทางทหารในซีเรีย หลังจากสหรัฐฯ ตัดสินใจถอนกำลังทหารบางส่วนออกจากพื้นที่ทางภาค ตอ.น.ของซีเรีย รายงานของ นสพ.The New York Times อ้างคำกล่าวของ จนท.ระดับสูงของสหรัฐฯ 2 ราย ว่าสหรัฐฯ มีแผนที่จะยุบฐานที่มั่นทางทหารขนาดเล็ก 3 แห่ง จากทั้งหมด 8 แห่งในพื้นที่ดังกล่าว พร้อมปรับลดกำลังพลจากเดิมประมาณ 2,000 นาย เหลือประมาณ 1,400 นาย ซึ่งปัจจุบัน สหรัฐฯ ได้เริ่มกระบวนการถอนกองกำลังออกจากพื้นที่ดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้ จนท.อิสราเอลกังวลว่า กกล.ประชาธิปไตยซีเรีย (Syrian Democratic Forces-SDF) ซึ่งนำโดยชาวเคิร์ด และได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ในการต่อต้านกลุ่ม Islamic State (IS) จะไปขอความช่วยเหลือและรับการสนับสนุนจากอิหร่านแทน ขณะที่การถอนกองกำลังสหรัฐฯ ออกจากซีเรียอาจทำให้ตุรกีใช้เป็นข้ออ้างในการส่งกำลังทหารเข้าควบคุมสถานการณ์ในซีเรียมากขึ้น

อาเซียนจะจัดประชุมประจำปีเครือข่ายเมืองอัจฉริยะที่มาเลเซีย

สนข.แห่งชาติมาเลเซีย รายงานเมื่อ 17 เม.ย.68 อ้างนาย Nga Kor Ming รมว.กระทรวงการเคหะและการปกครองส่วนท้องถิ่นของมาเลเซีย ว่า การประชุมประจำปีเครือข่ายเมืองอัจฉริยะอาเซียน ครั้งที่ 8 (ASEAN Smart Cities Network Annual Meeting-ASCN) มีกำหนดจัดขึ้นที่มาเลเซีย ระหว่าง 8-12 ก.ย.68 โดยจะมีการนำเสนอแผนปฏิบัติการเครือข่ายเมืองอัจฉริยะอาเซียน ปี 2569-2578 เพื่อเป็นแนวทางการเติบโตของเมืองในภูมิภาคให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เป้าหมายเพื่อความยั่งยืน และการพัฒนาแบบครอบคลุม เพื่อปูทางไปสู่เมืองที่ชาญฉลาดและเชื่อมโยงกันมากขึ้นทั่วภูมิภาค 

UNCTAD ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2568 อาจเข้าสู่ภาวะถดถอยจากปัญหาความตึงเครียดทางการค้า

องค์การการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (United Nations Conference on Trade and Development -UNCTAD) ประเมินเมื่อ 16 เม.ย.68 ว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2568 จะขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 2.3 เนื่องจากปัญหาความตึงเครียดทางการค้า ความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีศุลกากร และความผันผวนในระบบการเงินระหว่างประเทศ ส่งผลให้ภาคธุรกิจชะลอการลงทุนและลดการจ้างงาน ทั้งนี้การชะลอตัวดังกล่าวอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อประเทศกำลังพัฒนาที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน UNCTAD ประเมินว่าการเติบโตของการค้าระหว่างประเทศกำลังพัฒนา (South-South Trade) อาจมีบทบาทสำคัญในการสร้างความยืดหยุ่นและพยุงเศรษฐกิจในบางภูมิภาค อย่างไรก็ดี UNCTAD เรียกร้องให้เสริมสร้างความร่วมมือระดับพหุภาคีควบคู่ไปกับการประสานนโยบายในระดับภูมิภาคและระดับโลก เพื่อรักษาเสถียรภาพและการพัฒนาในระยะยาว

นรม.มาเลเซียหารือกับ พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ ระหว่างการเยือนไทย

สื่อมาเลเซียรายงานเมื่อ 17 เม.ย.68 ถึงผลการพบปะระหว่าง นรม.อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซียกับ พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ ประธานสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) รักษาการประธานาธิบดี ผบ.ทสส. และ นรม.เมียนมา ระหว่างการเยือนไทย (working visit) ของ นรม.มาเลเซีย ที่โรงแรมโรสวูด กรุงเทพฯ เมื่อ 171530 เม.ย.68 (ระยะเวลาหารือประมาณ 1 ชม.) นรม.มาเลเซียเปิดเผยว่าได้หารือกันอย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์เกี่ยวกับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม หลังเหตุแผ่นดินไหวในเมียนมา เมื่อ 28 มี.ค.68 โดยเห็นพ้องในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามในทันทีและการฟื้นฟูให้เมียนมากลับสู่สภาวะปกติ พร้อมกับแสดงความชื่นชมที่ พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ มีคำสั่งอภัยโทษและปล่อยตัวนักโทษ  4,893 คน เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่เมียนมา  นอกจากนี้ มาเลเซียเรียกร้องให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพและความเป็นอยู่ของชาวเมียนมา  ทั้งนี้ ใน 18 เม.ย.68 นรม.อันวาร์ ยังมีกำหนดหารือกับผู้แทนรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ผ่านระบบออนไลน์ด้วย

ผู้นำสหรัฐฯ อาจยุติการขึ้นภาษีตอบโต้กับจีน

สนข. รอยเตอร์ส อ้างการให้สัมภาษณ์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อ 17 เม.ย. 68 ว่า อาจยุติการขึ้นภาษีตอบโต้กันระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดยประธานาธิบดีทรัมป์ระบุกับสื่อที่ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า ไม่ต้องการให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงเกินไปจนประชาชนไม่ซื้อสินค้า และอาจต้องลดอัตราภาษีลงเพื่อให้ประชาชนซื้อสินค้า กับทั้งระบุว่าตนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน  และทางจีนได้ติดต่อเพื่อเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ทั้งนี้ สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในอัตราสูงถึงร้อยละ 145 และจีนตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ในอัตราร้อยละ 125

การขนย้ายสิ่งผิดกฎหมายข้ามแดนไทย-มาเลเซีย เปลี่ยนเป็นทางทะเลมากขึ้น

สนข.Malay Mail รายงานเมื่อ 18 เม.ย.68 ว่า หน่วยบังคับใช้กฎหมายทางทะเล (MMEA) ประจำรัฐกลันตัน เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของขบวนการลักลอบขนย้ายสิ่งผิดกฎหมายข้ามแดนไทย-มาเลเซีย ตามแนวแม่น้ำโก-ลก พบว่า กลุ่มขบวนฯ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนย้ายบุหรี่และลักลอบเข้ามาเลเซีย จากเดิมที่นิยมใช้เส้นทางธรรมชาติทางบกเป็นจุดข้ามแดน แต่หลังจากที่รัฐบาลมาเลเซียเพิ่มความเข้มงวดการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดนทางบก กลุ่มขบวนการฯ จึงได้ปรับเปลี่ยนเป็นการใช้เส้นทางทางทะเลมากขึ้น โดยใช้เรือ 2 เครื่องยนต์และเรือประมงลายพรางในการขนย้ายสิ่งผิดกฎหมายและเคลื่อนไหวในช่วงกลางคืนเป็นหลัก ซึ่ง MMEA สามารถระบุจุดที่กลุ่มขบวนการฯ ใช้เคลื่อนไหวได้ทั้งหมด 10 จุด ตามแนวชายฝั่งและริมแม่น้ำในหลายพื้นที่ เช่น เขตเปิงกาลันกุโบร์ ต็อกบาลี และโกตาบารู รัฐกลันตัน ทั้งยังมีการว่าจ้างผู้ให้ข้อมูลหรือ Tonto คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของ จนท.รัฐ

อินโดนีเซียเสนอเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ และลดการนำเข้าจากภายในภูมิภาค

สนข.รอยเตอร์ส รายงานเมื่อ 18 เม.ย.68 อ้างแถลงของนายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รมต.ประสานงานด้านเศรษฐกิจ ของอินโดนีเซีย หลังเสร็จสิ้นการหารือกับผู้แทนสหรัฐฯ เกี่ยวกับมาตรการภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐฯ ว่า อินโดนีเซียเสนอจะเพิ่มการนำเข้าอาหารและสินค้าโภคภัณฑ์จากสหรัฐฯ และลดการนำเข้าสินค้าจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต. โดยอินโดนีเซียจะนำเข้าจากสหรัฐฯ 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมถึงพลังงานมูลค่า10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  อีกทั้งมีแผนเพิ่มการซื้อ สินค้าทุนและสินค้าเกษตร เช่น ข้าวสาลี แลtถั่วเหลือง นอกจากนี้ อินโดนีเซียจะอำนวยความสะดวกด้านต่าง ๆ แก่บริษัทสหรัฐฯ ที่ดำเนินกิจการในประเทศ ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าหมายสรุปการเจรจาข้างต้นภายใน 60 วัน

กลุ่มฮะมาสปฏิเสธข้อตกลงหยุดยิงของอิสราเอล สหรัฐฯ โจมตีท่าเรือเยเมน

นาย Khalil al-Hayya ผู้แทนการเจรจาของกลุ่มฮะมาสเปิดเผยต่อสื่อมวลชนเมื่อ 18 เมษายน 2568 ว่า กลุ่มฮะมาสปฏิเสธข้อเสนอความตกลงหยุดยิงของอิสราเอล ที่เสนอให้กลุ่มฮะมาสปล่อยตัวประกันทั้งหมด แลกเปลี่ยนกับการเปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ซึ่งกลุ่มฮะมาสเห็นว่า ความตกลงดังกล่าวจะเอื้อผลประโยชน์ทางการเมืองให้ นายเบนจามิน เนทันยาฮู นรม.อิสราเอล ฝ่ายเดียว เนื่องจากไม่มีการระบุถึงการถอนทหารของอิสราเอลออกจากพื้นที่ หรือการปล่อยตัวชาวปาเสสไตน์ที่อยู่ในการควบคุมของอิสราเอล การปฏิเสธความตกลงดังกล่าวทำให้ปัจจุบันสถานการณ์ความมั่นคงในฉนวนกาซาและเขตเวสต์แบงก์ รวมทั้งภูมิภาคตะวันออกกลางยังตึงเครียด โดยอิสราเอลยังปฏิบัติการโจมตีในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งในพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่ เฉพาะอย่างยิ่งค่ายผู้ลี้ภัยและค่ายผู้พลัดถิ่น ปัจจุบันจำนวนผู้เสียชีวติในฉนวนกาซาอยู่ที่ประมาณ 51,000 คน ตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นเมื่อ ตุลาคม 2566