ประธานาธิบดีทรัมป์สั่งปลด จนท.สภาความมั่นคงแห่งชาติ

สนข.นิวยอร์กไทมส์ รายงานเมื่อ 3 เม.ย. 68 ว่า ประธานาธาธิปดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งปลด จนท. ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ จำนวน 6 คน ออกจากตำแหน่ง เมื่อ 2 เม.ย. 68 แม้นายไมเคิล วอลซ์ ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ คัดค้าน การปลดดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก น.ส.ลอร่า ลูมเมอร์ นักเคลื่อนไหวทางสังคมฝ่ายขวาจัด และนักทฤษฎีสมคบคิดสัมภาษณ์ประธานาธิบดีทรัมป์เป็นการส่วนตัว และระบุถึงรายชื่อ จนท. ดังกล่าวว่า เป็นผู้ไม่จงรักภักดีต่อประธานาธิบดีทรัมป์ และตกอยู่ในอิทธิพลของกลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่ ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับกรณีบทสนทนาของ จนท. ระดับสูงของสหรัฐฯ ในการโจมตีกลุ่มกบฏฮูษีรั่วไหล  ซึ่งนายวอลซ์ ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบแล้ว

รัฐบาลมาเลเซียจะเจรจาขอลดภาษีจากสหรัฐฯ

 รมว.กระทรวงการลงทุน การค้า ตปท. และอุตสาหกรรมมาเลเซีย เปิดเผย เมื่อ 3 เม.ย.68 ว่า มาเลเซียจะเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญเป็นอันดับ 3 เพื่อขอลดอัตราภาษีลงมาให้เหมาะสมจากที่จะถูกเก็บร้อยละ 24  จะไม่ตอบโต้ทางภาษี โดยมาเลเซียได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ น้ำมันปาล์ม และเครื่องจักร ส่วนสหรัฐฯ ได้ดุลการค้ามาเลเซียในภาคบริการ ขณะเดียวกัน ศูนย์บัญชาการภูมิเศรษฐกิจแห่งชาติ ซึ่งมี นรม.เป็นประธาน กำลังประเมิน และวางแนวทางลดผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุด มาเลเซียจะใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าที่ลงนามกับสหรัฐฯ เพื่อรักษาผลประโยชน์ และแสวงหาแนวทางปกป้องเทคโนโลยีเกี่ยวกับความร่วมมือด้านเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ การบิน อวกาศ และเศรษฐกิจดิจิทัล นอกจากนี้ จะขยายการส่งออกไปยังตลาดที่มีการเติบโตสูงและใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีอื่น เช่น CPTPP ขณะที่ นาย Wan Ahmad Fayhsal Wan Ahmad Kamal ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของมาเลเซีย เฉพาะอย่างยิ่ง บ.ปิโตรนาส ผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

ไต้หวันจะช่วยเหลือภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ

สนข.CNA รายงานเมื่อ 3 เม.ย.68 อ้างข้อความของประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ บนสื่อสังคมออนไลน์ว่า ะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่แก่ภาคธุรกิจไต้หวันที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่กำหนดที่อัตราร้อยละ 32 ตั้งแต่ 9 เม.ย.68 (ยกเว้นสินค้าบางรายการ เช่น ทองแดง เวชภัณฑ์ เซมิคอนดักเตอร์ ผลิตภัณฑ์ไม้แปรรูป สินค้าพลังงาน และแร่ธาตุสำคัญบางชนิด) ขณะเดียวกัน ไต้หวันจะยังคงสื่อสารกับสหรัฐฯ เกี่ยวกับการกำหนดอัตราภาษีตอบโต้อย่างไม่เป็นธรรม เพื่อปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ รวมทั้งชี้แจงต่อสาธารณชนโดยเร็วที่สุดเกี่ยวกับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ต่อเศรษฐกิจ และมาตรการรับมือของไต้หวัน

ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ตัดสินถอดถอนประธานาธิบดี

ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้มีคำตัดสินถอดถอนประธานาธิบดียูน ซ็อก-ยอล ของเกาหลีใต้ ใน 4 เมษายน 2568 หลังจากประธานาธิบดียูน ซ็อก-ยอลใช้อำนาจสั่งประกาศกฎอัยการศึกเมื่อ ธันวาคม 2567 เพื่อรับมือกับข่าวลือที่ว่ามีกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเคลื่อนไหวเพื่อปลดประธานาธิบดีออกจากตำแหน่ง มีความพยายามแทรกแซงการเมืองภายในจากเกาหลีเหนือ และก่อความไม่สงบในประเทศ อย่างไรก็ตาม ประชาชนและนักการเมืองในเกาหลีใต้จำนวนมากคัดค้านการประกาศกฎอัยการศึกดังกล่าว เพราะกระทบความเป็นประชาธิปไตยของประเทศ และมองว่าประธานาธิบดียูนแสวงประโยชน์ทางการเมือง ทำให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเกาหลีใต้ลงมติยกเลิกกฎอัยการศึก โดยได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเกาหลีใต้จำนวนมาก หลังจากนั้น ประธานาธิบดียูน ซ็อก-ยอลถูกวิจารณ์เชิงลบมาโดยตลอดว่าใช้วิธีการแบบผู้นำเผด็จการ และเผชิญแรงกดดันทางการเมืองให้ลาออกจากตำแหน่ง

ผู้นำสหรัฐฯ พร้อมเจรจาเพื่อลดภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ระบุเมื่อ 3 เมษายน 2568 ว่า สหรัฐฯ พร้อมเจรจากับประเทศคู่ค้าเพื่อทบทวนนโยบายขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ โดยแนะนำให้ประเทศอื่น ๆ มีข้อเสนอสำคัญมากพอที่จะโน้มน้าวให้สหรัฐฯ เปลี่ยนนโยบาย นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเชื่อมั่นว่านโยบายของเขาจะประสบความสำเร็จในการสร้างความมั่นคทางเศรษฐกิจให้ชาวอเมริกัน ตลอดจนสร้างอำนาจการต่อรองให้สหรัฐฯ ในความร่วมมือต่าง ๆ มากขึ้น และประเมินว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ จะกลับมามั่นคงเร็ว ๆ นี้ แม้ว่าปัจจุบันจะผันผวนและตกต่ำลงอย่างมาก เพราะนักลงทุนวิตกว่านโยบายภาษีของรัฐบาลสหรัฐฯ จะไม่แน่นอน นักวิเคราะห์บางส่วนประเมินว่านโยบายของสหรัฐฯ ครั้งนี้ทำให้เกิดระเบียบเศรษฐกิจโลกแบบไม่แน่นอน (uncertainty) ซึ่งเป็นยุคใหม่ที่สหรัฐฯ เองอาจได้รับผลกระทบและเผชิญเศรษฐกิจถดถอยได้เช่นกัน

การเยือนไทยของนรม.อินเดียเป็นโอกาสดีในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกัน

เว็บไซต์ ANI NEWS รายงานเมื่อ 2 เม.ย.68 ว่า นายนาเกช ซิงห์ ออท.อินเดีย/กรุงเทพ ระบุการเยือนไทยของนายนเรนทรา โมดิ นรม.อินเดียเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกรอบความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (BIMSTEC Summit) ครั้งที่ 6 นั้น มีความสำคัญทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี โดยการเยือนครั้งนี้ถือเป็นการเยือนไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกของ นรม.อินเดียในรอบ 12 ปี สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากนโยบายปฏิบัติการตะวันออก (Act East Policy) ของอินเดีย และนโยบายมองตะวันตก (Look West Policy) ของไทย อีกทั้งครอบคลุมความร่วมมือด้านความมั่นคงจากความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ทางทะเล และในระดับพหุภาคี อินเดียให้ความสำคัญกับ BIMSTEC ในฐานะเวทีความร่วมมือที่สอดคล้องกับนโยบาย Neighborhood First Policy และเป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเยือนครั้งนี้จึงเป็นโอกาสอันดีในการกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยและอินเดียในทุกมิติ

นรม.เนปาลเยือนไทยครั้งประวัติศาสตร์ พร้อมยกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจและการค้า

เว็บไซต์ นสพ.The Kathmandu Post รายงานเมื่อ 2 เม.ย.68 ว่า นาย Sharma Oli นรม.เนปาล ได้เข้าพบ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นรม.ไทย ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างกัน โดยหารือแนวทางลดอุปสรรคทางการค้าและการดำเนินธุรกิจร่วมกัน นอกจากนี้ ได้ลงนามความตกลงจำนวน 8 ฉบับ ครอบคลุมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม การค้า อุตสาหกรรม การแพทย์ การเกษตร และการศึกษา ทั้งนี้ นรม.เนปาลมีกำหนดการเยือนไทยระหว่าง 1-5 เม.ย.68 ซึ่งเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 65 ปี นับตั้งแต่ไทยและเนปาลสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต นอกจากนี้ นรม.เนปาลยังมีกำหนดการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดข้อริเริ่มอ่าวเบงกอลครั้งที่ 6 (Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation-BIMSTEC) ที่กรุงเทพฯ ระหว่าง 2-4 เม.ย.68

มาเลเซียไม่ตอบโต้ภาษีสหรัฐฯ เดินหน้าหาทางออกผ่านเจรจาและขยายตลาดการค้า

กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมระหว่างประเทศของมาเลเซีย (MITI) ยืนยันเมื่อ 3 เม.ย. 68 ว่า จะไม่ดำเนินมาตรการทางภาษีตอบโต้สหรัฐฯ ที่ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากมาเลเซียร้อยละ 24 เพื่อตอบโต้ที่มาเลเซียกำหนดภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ร้อยละ 47 โดยมีแนวทางเชิงรุกเ ได้แก่ 1) เจรจากับสหรัฐฯ เพื่อหาทางออกร่วม 2) ผลักดันกรอบข้อตกลงการค้าและการลงทุนกับสหรัฐฯ รวมถึงการจัดทำข้อตกลงด้านการป้องกันเทคโนโลยี (Technology Safeguards Agreement) กับสหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อวกาศ และเศรษฐกิจดิจิทัล 3) ขยายตลาดการค้า เน้นภูมิภาคที่มีแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง 4) ส่งเสริมข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่มีอยู่เดิม และ 5) พิจารณาแนวทางบรรเทาผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของมาเลเซีย ทั้งนี้ MITI มั่นใจว่า รากฐานทางเศรษฐกิจของมาเลเซียยังคงแข็งแกร่งและพร้อมเผชิญทุกความท้าทายจากภายนอก ความต้องการบริโภคภายในประเทศยังขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

เวียดนามได้รับความเสียหายจากการโจมตีทางไซเบอร์มากกว่า 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สนข.Vietnam Plus รายงานเมื่อ 2 เม.ย.68 อ้างข้อมูลหน่วยความมั่นคงทางไซเบอร์ของบริษัท Viettel ซึ่งเป็นบริษัทโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม (กห.เวียดนาม เป็นเจ้าของ) ว่า เมื่อปี 2567 เวียดนามถูกโจมตีทางไซเบอร์ด้วยแรนซัมแวร์ต่อเครื่อง/ระบบเป้าหมายจำนวนมากพร้อมกัน (Distributed denial of service-DDoS) สร้างความเสียหายมูลค่าประมาณ 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลมากกว่า 14.5 ล้านบัญชี (คิดเป็นร้อยละ 12 ของข้อมูลทั่วโลกที่รั่วไหล) โดยภาคการเงินและธนาคารได้รับผลกระทบมากที่สุดร้อยละ 71 ของการโจมตีทั้งหมด รองลงมาเป็นภาคพลังงานและเทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งอาชญากรทางไซเบอร์นิยมใช้วิธีสร้างเว็บไซต์และอีเมลแอบอ้างเป็นตราสินค้าที่มีชื่อเสียงเพื่อหลอกลวงข้อมูลและฉ้อโกงเงิน

ประเทศใน ตอ.กลางประณาม รมต.ฝ่ายขวาของอิสราเอลที่เข้าไปเยือนพื้นที่บริเวณมัสยิดอัลอักศอ

สนข.ซินหัว ของจีน รายงานเมื่อ 2 เม.ย.68 ว่า รัฐบาลของประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้แก่ จอร์แดน อียิปต์ ตุรกี และซาอุดีอาระเบีย ออกแถลงการณ์ประณามกรณีนาย Itamar Ben-Gvir รมว.กระทรวงความมั่นคงแห่งชาติของอิสราเอล สังกัดพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัด พร้อมด้วยกลุ่ม จนท.ตำรวจอารักขา เข้าไปยังพื้นที่บริเวณมัสยิดอัลอักศอ (อัลฮะรอม อัชชะรีฟในภาษาอาหรับ หรือ Temple Mount ตามความเชื่อของชาวยิว) ในเยรูซาเลม เมื่อ 2 เม.ย.68 และได้สวดอธิษฐานขอให้อิสราเอลมีชัยชนะในสงครามและสามารถช่วยเหลือตัวประกันในฉนวนกาซาได้ทั้งหมด ทั้งนี้ ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางข้างต้นระบุว่า การการกระทำดังกล่าว ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและสถานภาพปัจจุบันของพื้นที่ดังกล่าวอย่างร้ายแรง อีกทั้งเป็นการยั่วยุที่อันตรายและไม่สามารถยอมรับได้ เนื่องจากเสี่ยงจะทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น รวมถึงจะส่งผลกระทบต่อสันติภาพและความมั่นคงของโลก นอกจากนี้ จอร์แดนยังเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการยั่วยุเพิ่มเติม ทั้งนี้ พื้นที่บริเวณมัสยิดอัลอักศอสงวนให้เป็นพื้นที่ประกอบศาสนกิจเฉพาะชาวมุสลิมเท่านั้น ส่วนชาวยิวได้รับอนุญาตให้เข้าไปเยือนได้บางช่วงเวลาและบางพื้นที่ แต่ไม่สามารถประกอบศาสนกิจได้