เยอรมนีคัดค้านแผนการของผู้นำสหรัฐฯ ที่จะยึดครองฉนวนกาซาและขับไล่ชาวปาเลสไตน์

  สื่อต่างประเทศหลายสำนัก อาทิ Anadolu Agency ของทางการตุรกี Channels Television ของไนจีเรีย และ Le Monde ของฝรั่งเศส รายงานเมื่อ 5 ก.พ.68 ว่า นางอันนาเลน่า แบร์บ็อค รมว.กต.เยอรมนีระบุว่า พื้นที่ฉนวนกาซา เวสต์แบงก์และเยรูซาเล็มตะวันออก ควรเป็นส่วนหนึ่งของรัฐปาเลสไตน์ในอนาคต และการขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากฉนวนกาซาเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ที่จะนำไปสู่ความทุกข์ทรมานและความเกลียดชังมากขึ้น รวมทั้งเน้นย้ำว่าแนวทางสองรัฐเป็นหนทางเดียวที่ชาวอิสราเอลและปาเลสไตน์จะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรี องค์กรระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ (UN) สหภาพยุโรป (EU) และกลุ่มประเทศ G7 คัดค้านการตั้งถิ่นฐานของอิสราเอลในดินแดนปาเลสไตน์

ผู้นำสหรัฐฯ ยืนยันแผนย้ายถิ่นชาวปาเลสไตน์ คว่ำบาตร ICC และอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ยืนยันเมื่อ 7 ก.พ.68 แนวคิดที่เสนอให้ย้ายถิ่นฐานของชาวปาเลสไตน์ออกจากฉนวนกาซา เพื่อให้ไปอยู่ในพื้นที่อื่นซึ่งปลอดภัยและจะเป็นผลดีต่อชาวปาเลสไตน์ในระยะยาว และอิสราเอลจะมอบดินแดนฉนวนกาซาให้กับสหรัฐฯ หลังจากเสร็จสิ้นปฏิบัติการทางทหารเพื่อปราบปรามและกวาดล้างกลุ่มฮะมาส เท่ากับเป็นการย้ำแนวคิดที่ผู้นำสหรัฐฯ จะยึดฉนวนกาซา และเสนอให้ชาวปาเลสไตน์ย้ายถิ่นไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย สวยงาม ทันสมัย มีเสรีภาพและมีความสุข จากนั้นสหรัฐฯ จะเปลี่ยนฉนวนกาซาให้เป็น “Riviera of the Middle East” หรือเมืองชายฝั่งท่าน้ำแห่งตะวันออกกลาง

มาเลเซียปฏิเสธเป็นต้นตอส่งออกชิป AI ไปให้ Deepseek

สนข.Benarnews รายงานเมื่อ 6 ก.พ.68 ว่า ตามที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ อยู่ระหว่างสืบสวนที่มาของการลักลอบชิป Nvidia H100 ไปจำหน่ายให้ บ.Deepseek ผู้ให้บริการโมเดลปัญญาประดิษฐ์ของจีน โดยเชื่อว่ามาเลเซียเป็นหนึ่งในประเทศคนกลางที่ลักลอบซื้อขาย นั้น ประธานสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มาเลเซีย ยืนยันถึงมาตรการป้องกันที่เข้มงวดในการจำหน่ายชิปของ Nvidia ในมาเลเซีย โดยจะให้เฉพาะผู้แทนจำหน่ายที่ได้รับการอนุมัติจาก Nvidia เท่านั้น และแม้ได้รับอนุมัติแล้ว ยังมีขั้นตอนการตรวจสอบก่อน จึงจะนำไปใช้ประกอบเซิร์ฟเวอร์ AI ได้ โดยสมาคมฯ ยังไม่มีแนวทางดำเนินการต่อไป หากสหรัฐฯ ยังคงเชื่อว่ามีการรั่วไหลมาจากมาเลเซีย

ชายแดนเมียนมา-ไทยต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น

สนข. Irrawaddy รายงานเมื่อ 6 ก.พ.68 ว่า ความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงในเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง เมืองพญาตองซู รัฐมอญ และเมืองท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน พุ่งสูงขึ้น หลังไทยตัดกระแสไฟฟ้า และหยุดขายน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปยังพื้นที่เหล่านี้ เมื่อ 5 ก.พ.68 เพื่อจัดการกับแหล่งอาชญากรรมเทคโนโลยี การค้ามนุษย์ และการค้ายาเสพติดภายในพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อพื้นที่พักอาศัยของประชาชน สถานที่ราชการ โรงแรม และศาสนสถาน ขณะที่ราคาน้ำมันในเมืองเมียวดีพุ่งสูงขึ้นจากลิตรละ 48 บาท เป็น 54 บาท   ในเมืองท่าขี้เหล็กจากลิตรละ 30 บาท เป็น 80 บาท เมืองพญาตองซูจากลิตรละ 32 บาท เป็น 60 บาทต่อลิตร ทำให้ประชาชนและภาคธุรกิจบางส่วนหันมาพึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์และเครื่องปั่นไฟในการผลิตกระแสไฟฟ้า

อินเดียและ UN ส่งเสริมความร่วมมือตามกรอบพหุภาคีร่วมกัน

นายสุพรหมณยัม ชัยศังกระ รมว.กต.อินเดีย พบหารือกับนาย Philemon Yang ประธานสมัชชาสหประชาชาติ (United Nation General Assembly-UNGA) สมัยที่ 79 ซึ่งเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการระหว่าง  4-7 ก.พ.68 ในประเด็นการส่งเสริมความร่วมมือพหุภาคีกรอบ UN ร่วมกัน อาทิ การปฏิรูประบบพหุภาคี รวมทั้งยังแลกเปลี่ยนมุมมองสถานการณ์ในระดับภูมิภาคและระดับโลก   นาย Yang ยังจะพบประธานาธิบดี Droupadi Murmu ของอินเดีย   เยือนบริษัท Infosys ซึ่งผู้ประกอบกิจการด้านเทคโนโลยี และสถาบันวิทยาศาสตร์ของอินเดีย  ที่เมืองเบงคลูรู รัฐกรณาฏกะ เพื่อพบปะผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมของอินเดียในสาขาต่าง ๆ เช่น การพัฒนาอย่างยั่งยืน และโครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัล

เตรียมตัวยื่นภาษีออนไลน์ 2568

 สำหรับทุกท่านที่กำลังเตรียมตัวเป็นผู้ที่ต้องยื่นภาษีในปีนี้ 2568 สามารถติดตามรับชมขั้นตอนและวิธีการได้ใน The Intelligence Podcast ep นี้ ที่สรุปขั้นตอนอย่างง่ายมาให้ท่านผู้ฟังทุกท่าน ง่ายและสะดวกมากๆค่ะ อย่าลืมกด subscribe ให้กับเราด้วยนะคะ สามารถยื่นภาษีออนไลน์ได้ที่ https://efiling.rd.go.th/ #ยื่นภาษี2568 #ยื่นภาษีออนไลน์2568 #ผู้เสียภาษี #ขั้นตอนการยื่นภาษี

ทิศทางสุขภาพคนไทยปี 2568

 ต้อนรับปีใหม่กับการเฝ้าจับตาเทรนด์สุขภาพคนไทยในปี 2568 ไปพร้อมๆกันกับ The Intelligent Podcast อีพีนี้ที่จะชวนทุกท่านรักษาสุขภาพตลอดให้แข็งแรงกันตลอดทั้งปี #ThaiHealth2025 #สวัสดีปีใหม่ #ปี2568 #สุขภาพ #โรคร้าย

อิสราเอลจะถอนตัวจากการเป็นผู้สังเกตการณ์ UNHRC ทั่วโลกเรียกร้องการแก้ไขปัญหาแบบสองรัฐ

รมว.กต.อิสราเอลประกาศเมื่อ 5 ก.พ.68 ว่า อิสราเอลจะถอนตัวจากการเป็นผู้สังเกตการณ์ความร่วมมือในกรอบคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations Human Rights Council: UNHRC) เนื่องจากเห็นว่า UNHRC มีนโยบายเลือกปฏิบัติและเกลียดชังชาวยิว รวมทั้งมุ่งโจมตีอิสราเอลอย่างชัดเจน ที่เห็นได้ชัด คือ UNHRC มีมติประณามนโยบายของอิสราเอลมากกว่า 100 ครั้ง มากกว่าเกาหลีเหนือ คิวบา และอิหร่าน ทั้งที่อิสราเอลเป็นประชาธิปไตย อิสราเอลจึงจะไม่ยอมรับการเลือกปฏิบัติดังกล่าวอีกต่อไป

สหรัฐฯ เร่งชี้แจงรายละเอียด หลังผู้นำสหรัฐฯ ประกาศจะยึดครองฉนวนกาซา

เจ้าหน้าที่ระดับสูงในสหรัฐฯ ชี้แจงรายละเอียดต่อสื่อมวลชนต่างประเทศ เกี่ยวกับนโยบายของสหรัฐฯ ต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา เพื่อลดระดับความตึงเครียด หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ให้ความเห็นเมื่อ 5 ก.พ.68 ระหว่างการหารือกับผู้นำอิสราเอลที่ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ  ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ว่า สหรัฐฯ มีแผนจะยึดครองฉนวนกาซา โดยใช้คำว่า take over และก่อนหน้านี้เคยกล่าวว่าต้องการอพยพชาวปาเลสไตน์ออกจากฉนวนกาซาทั้งหมดเอย่างถาวร เพื่อส่งทหารอเมริกันเข้าไปประจำการและฟื้นฟูพื้นที่หลังเผชิญสงคราม ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเสนอให้ชาวปาเลสไตน์ที่มีเกือบ 2 ล้านคน ย้ายออกจากกาซา เพื่อที่สหรัฐฯ จะส่งทหารไปบริเวณดังกล่าว และสร้างดินแดนนี้ให้มีที่อยุ่อาศัยที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเรียกว่า “Riviera of the Middle East.”

นโยบายใหม่ของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 ที่มีผลต่อแรงงานข้ามชาติ

        ในช่วงที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯ อีกครั้ง นโยบายด้านแรงงานข้ามชาติและการอพยพของเขาได้รับการปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผู้ที่เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศสหรัฐฯ นโยบายเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีผลกระทบต่อแรงงานที่ไม่มีเอกสารเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อแรงงานที่มีวีซ่าทำงานอย่างถูกต้อง รวมไปถึงภาคธุรกิจที่ต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติในหลายอุตสาหกรรม หนึ่งในนโยบายที่โดดเด่นและเป็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดคือ การเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ รัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ได้เพิ่มงบประมาณและทรัพยากรให้กับหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง (ICE) เพื่อเร่งดำเนินการจับกุมและส่งตัวผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารกลับประเทศเดิม ซึ่งทำให้แรงงานข้ามชาติที่ไม่มีเอกสารต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัว และส่งผลให้แรงงานในภาคเกษตรกรรม รวมถึงอุตสาหกรรมบริการ เช่น ร้านอาหาร โรงแรม และการก่อสร้าง ต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก การที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้มาตรการเข้มงวดต่อแรงงานข้ามชาติและผู้อพยพเป็นผลมาจากนโยบายและแนวคิดที่เขายึดถือมาตลอด นั่นก็คือนโยบาย “America First” หรือ “อเมริกาต้องมาก่อน” ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่เขาใช้หาเสียงและดำเนินนโยบายตั้งแต่การดำรงตำแหน่งครั้งแรกในปี 2017 นโยบายเหล่านี้มีเป้าหมายหลักอยู่ที่การปกป้องผลประโยชน์ของชาวอเมริกัน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และโครงสร้างสังคมแม้ว่านโยบายเหล่านี้จะได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มที่ต้องการลดการอพยพ แต่ก็ก่อให้เกิดข้อถกเถียงถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและมนุษยธรรม โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติและแรงงานไร้ฝีมือ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเดินหน้าสร้างกำแพงชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโกต่อไป เพื่อสกัดกั้นการลักลอบข้ามแดนของผู้อพยพผิดกฎหมาย นโยบายนี้สะท้อนถึงแนวคิด “America First” ของเขา ที่ต้องการให้โอกาสในการทำงานตกเป็นของชาวอเมริกันก่อน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าการปิดกั้นโอกาสของผู้อพยพอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว เนื่องจากแรงงานข้ามชาติเป็นฟันเฟืองสำคัญในภาคการผลิตและบริการ ในด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้ดำเนินนโยบายลดภาษีเพื่อกระตุ้นการเติบโตของธุรกิจ แต่ขณะเดียวกันก็ได้เพิ่มภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ…