มาเลเซียสามารถยกเลิกข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ได้ทุกเมื่อ

สำนักงานอัยการสูงสุด มาเลเซีย เผยแพร่แถลงการณ์เมื่อ 3 พ.ย.68 ว่า มาเลเซียมีสิทธิถอนตัวจากข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนกับสหรัฐฯ (Malaysia-US Agreement on Reciprocal Trade – ART) ได้ทุกเมื่อ ด้วยการส่งหนังสือแจ้งต่อสหรัฐฯ และไม่ต้องรอให้สหรัฐฯ ยินยอม หากการดำเนินการไม่ปกป้องหรือธำรงไว้ ซึ่งอธิปไตยและผลประโยชน์ของมาเลเซียตามบทบัญญัติที่ 7.5 ของข้อตกลงดังกล่าว   ข้อตกลง ART ยังกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายปรึกษาหารือกันก่อนที่จะบังคับใช้มาตรการด้านเศรษฐกิจต่ออีกฝ่าย และในฐานะประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) จะยังยอมรับสิทธิ ภาระผูกพัน และการคุ้มครองภายใต้ข้อตกลง WTO ว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ข้อตกลง ART จะมีผลบังคับใช้ภายใน 60 วัน หลังจากวันที่ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนหนังสือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรว่าได้ดำเนินกระบวนการภายในประเทศเสร็จสิ้นแล้ว

ญี่ปุ่นเข้มงวดกับชาวต่างชาติมากขึ้น

นางทาคาอิจิ ซานาเอะ นรม.ญี่ปุ่น และ รมต.ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายต่อชาวต่างชาติประชุมที่ทำเนียบ นรม.ญี่ปุ่น เมื่อ 4 พ.ย.68 เพื่อหารือประเด็นการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดินของชาวต่างชาติ และแนวทางยกระดับมาตรการควบคุมด้านการตรวจคนเข้ามืองและการขอมีถิ่นที่อยู่ในประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาชาวต่างชาติที่ไม่มีเอกสารอนุญาตให้พำนักในประเทศอย่างถูกกฎหมาย นรม.ทาคาอิจิสั่งการให้ รมต.ที่เกี่ยวข้องจัดทำร่างนโยบายเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกับชาวต่างชาติให้เสร็จสิ้นภายใน ม.ค.69 เนื่องจากชาวญี่ปุ่นกังวลและรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการที่ชาวต่างชาติฝ่าฝืนและกระทำผิดกฎหมายญี่ปุ่น

จีนขยายมาตรการวีซ่าฟรีให้ 45 ประเทศ ส่งเสริมการท่องเที่ยวและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

สื่อมวลชนจีนรายงานเมื่อ 3 พฤศจิกายน 2568 อ้างเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศจีนว่า รัฐบาลจีนจะประกาศขยายมาตรการวีซ่าฟรีให้พลเมืองจาก 45 ประเทศ ตั้งแต่ 10 พฤศจิกายน 2568 – 31 ธันวาคม 2569 เพื่อให้ชาวต่างชาติจากประเทศที่ได้รับอนุญาตให้ใช้มาตรการดังกล่าวสามารถเดินทางไปจีนเพื่อท่องเที่ยวและดำเนินธุรกิจได้เป็นระยะเวลา 30 วัน โดยไม่ต้องทำวีซ่า โดยประเทศที่อยู่ในบัญชีมาตรการดังกล่าว ได้แก่ ประเทศในภูมิภาคยุโรป 32 ประเทศ รวมทั้งฝรั่งเศส เยอรมนี และสวีเดน และประเทศในภูมิภาคอเมริกาใต้ ตะวันออกกลางและเอเชีย ได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ แต่ไม่รวมสหรัฐฯ แคนาดา และสหราชอาณาจักร ก่อนหน้านี้ มาตรการวีซ่าฟรีของจีนมีกำหนดสิ้นสุดใน 31 ธันวาคม 2568 ก่อนหน้านี้ ประเทศที่ได้รับสิทธิวีซ่าฟรีจากจีน มีจำนวน 43 ประเทศ รวมทั้งบรูไนและมาเลเซีย จีนขยายมาตรการวีซ่าฟรีเพื่ออำนวยความสะดวกให้ชาวต่างชาติเดินทางไปจีนได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น เนื่องจากการใช่มาตรการวีซ่าฟรีเมื่อปี 2567 ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในจีนได้อย่างดี เป็นปัจจัยขับเคลื่อนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของจีน และทำให้มีชาวต่างชาติเดินทางไปจีนมากขึ้นประมาณ…

เปรูตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับเม็กซิโกจากกรณีให้สถานะผู้ลี้ภัยแก่อดีตผู้นำ

การรับผู้ลี้ภัยทางการเมืองส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการทูตระดับประเทศ กรณีรัฐบาลเปรู ประกาศเมื่อ 4 พฤศจิกายน 2568 ระงับความสัมพันธ์ทางการทูตกับเม็กซิโก เพื่อตอบโต้ที่รัฐบาลเม็กซิโกรับนาง Betssy Chávez อดีตนายกรัฐมนตรีเปรูเป็นผู้ลี้ภัย โดยให้ลี้ภัยอยู่ในสถานเอกอัครราชทูตเม็กซิโกในกรุงลิมา เมืองหลวงของเปรู ทั้งที่ปัจจุบัน รัฐบาลเปรูอยู่ระหว่างการสอบสวนนาง Chávez ข้อหาเป็นกบฏ เนื่องจากมีส่วนร่วมในเหตุการณ์พยายามยุบสภาและทำรัฐประหาร เมื่อปี 2565 แต่ล้มเหลว นาย Hugo de Zela รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเปรูระบุว่า การตัดสินใจของรัฐบาลเม็กซิโกที่ช่วยเหลือนาง Chávez  เข้าข่ายพฤติกรรมที่ไม่เป็นมิตร และส่งผลเสียต่อบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ ด้านทำเนียบประธานาธิบดีเปรูระบุว่า ท่าทีของรัฐบาลเม็กซิโกเข้าข่ายความพยายามแทรกแซงการเมืองภายในของเปรู และกล่าวโทษเม็กซิโกว่าแทรกแซงกิจการภายในของประเทศในภูมิภาคอเมริกาใต้บ่อยครั้ง ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างเปรูกับเม็กซิโกมีปัญหาตึงเครียดและกระทบกระทั่งกันบ่อยครั้ง รัฐบาลเปรูต้องการให้เม็กซิโกยุติการแทรกแซงการเมืองภายใน และเคารพอธิไปไตยของเปรู การระงับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างเปรูกับเม็กซิโกเคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อปี 2475 และก่อนหน้านี้เมื่อ ธันวาคม 2567 เปรูไม่พอใจที่สถานเอกอัครราชทูตเม็กซิโกในกรุงลิมา รับนาย Pedro Castillo อดีตประธานาธิบดีเปรู พร้อมครอบครัว เป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง และให้หลบหนีอยู่ในสถานเอกอัครราชทูต เปรูจึงตอบโต้ด้วยการประกาศให้เอกอัครราชทูตเม็กซิโกเป็นบุคคลไม่พึงปรารถนา (persona non…

ตุรกีจัดการประชุมหารือสถานการณ์ในฉนวนกาซา

ประเทศในตะวันออกกลางและอินโดนีเซียร่วมการประชุมนานาชาติที่เมืองอิสตันบูล ตุรกีเมื่อ 3 พฤศจิกายน 2568 เพื่อหารือแนวทางเพิ่มความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา และเรียกร้องให้อิสราเอลปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศตุรกีเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมดังกล่าว มีผู้แทนจากกาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จอร์แดน ปากีสถาน และอินโดนีเซียเข้าร่วม ที่ประชุมมีมติจะพิจารณาแผนการส่งกองกำลังนานาชาติ หรือ International Stabilization Force (ISF) เข้าไปรักษาความสงบเรียบร้อยในฉนวนกาซา และเร่งหาช่องทางกระจายความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้ชาวปาเลสไตน์ นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นพ้องว่าอิสราเอลยังละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการสร้างความเชื่อมั่นและสันติภาพในระยะยาว ดังนั้น นานาชาติควรจะยังคงมาตรการกดดันรัฐบาลและกองทัพอิสราเอลต่อไป ปัจจุบันข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮะมาสที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 10 ตุลาคม 2568 ยังดำเนินต่อไป แต่มีรายงานว่าอิสราเอลปฏิบัติการโจมตีที่อยู่อาศัยของชาวปาเลสไตน์อย่างต่อเนื่อง ทำให้นานาชาติไม่สามารถกระจายความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในพื้นที่ได้ตามเป้าหมาย และมีรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลในช่วงที่บังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิงแล้วอย่างน้อย 236 ราย การหารือดังกล่าวอาจยังไม่เพียงพอที่จะกดดันอิสราเอลให้ยุติปฏิบัติการโจมตีในฉนวนกาซา ตามข้อตกลงระหว่างกัน เพราะสหรัฐฯ ยังไม่ลงโทษอิสราเอลและยังคงความร่วมมือใกล้ชิด ขณะเดียวกัน ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่านานาชาติจะตั้งกองกำลังรักษาเสถียรภาพ (ISF) ได้ในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอสันติภาพที่ผู้นำสหรัฐฯ เสนอให้กลุ่มประเทศอาหรับและนานาชาติมีส่วนร่วมในการรักษาความมั่นคงในฉนวนกาซา เฉพาะอย่างยิ่งจอร์แดนและอียิปต์ ทั้งนี้ มีรายงานว่าอิสราเอลจะได้สิทธิกำหนดว่าประเทศใดจะได้เข้าร่วมการตั้งกองกำลัง ISF และมีแนวโน้มจะไม่อนุญาตให้กองทัพตุรกีเข้าร่วม เพราะไม่ไว้วางใจท่าทีของรัฐบาลตุรกี…

ผู้นำประเทศเอเชียกลางจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกับสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีคาซิม โจมาร์ท โทคาเยฟ ของคาซัคสถาน พร้อมด้วยผู้นำอุซเบกิสถาน เติร์กเมนิสถาน คีร์กีซสถาน และทาจิกิสถานจะเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ ใน 6 พ.ย.68 เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศเอเชียกลาง 5 ประเทศ – สหรัฐฯ (C5+1 summit) ซึ่งเป็นการประชุมครบรอบ 10 ปีการจัดตั้งกรอบ C5+1 ด้วย ประเด็นหลักที่คาซัคสถานซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ถึงร้อยละ 60 ของภูมิภาคเอเชียกลางต้องการผลักดัน คือการส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียกลาง อาทิ Meta และ Tesla ซึ่งปัจจุบันเริ่มลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ และฐานข้อมูล (data center) ในคาซัคสถาน รวมถึงโน้มน้าวสหรัฐฯ ให้ลงทุนโครงการพัฒนาระบบรางและระบบขนส่งที่ทันสมัย ตอลดจนส่งเสริมการบูรณาการระบบศุลกากร เพื่อเป็นช่องทางให้สหรัฐฯ เข้าถึงแหล่งแร่หายากในเอเชียกลาง และใช้เส้นทางขนส่งเชื่อมโยงภูมิภาคตะวันออกกลางโดยไม่ผ่านอิหร่าน จีน หรือรัสเซีย

ญี่ปุ่นกังวลต่อจีนเพิ่มกิจกรรมทางทหารในทะเลจีน ตอ.และมหาสมุทรแปซิฟิก

นายโคอิซูมิ ชินจิโร รมว.กห.ญี่ปุ่น พบหารือกับ พล.ร.อ. ต่ง จุน รมว.กห.จีน เป็นครั้งแรกเมื่อ 1 พ.ย.68 ที่มาเลเซีย นายโคอิซูมิกังวลกรณีจีนเพิ่มกิจกรรมทางทหารในทะเลจีน ตอ.และมหาสมุทรแปซิฟิก เฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณใกล้หมู่เกาะเซ็นกากุ จ.โอกินาวะ ทางใต้ของญี่ปุ่น พร้อมแสดงความเห็นว่าความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างญี่ปุ่นกับจีนเป็นมิติความสัมพันธ์ที่ยากลำบากที่สุด และยังคงมีประเด็นปัญหาระหว่างกัน ทั้งสองฝ่ายต้องหารือและพูดคุยกันอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ญี่ปุ่น และจีนย้ำถึงความสำคัญของการจัดการพูดคุยระหว่างหน่วยงานด้านการป้องกันของสองประเทศ รวมทั้งการใช้งานสายด่วน (Hotline) เพื่อป้องกันการปะทะโดยมิได้เจตนา

ไต้หวันไม่กังวลว่าสหรัฐฯ จะลดการสนับสนุน

กต.ไต้หวัน ออกแถลงการณ์เมื่อ 2 พ.ย.68 แสดงความเสียใจต่อการขาดความเข้าใจการรายงานของ สนข. CNN เมื่อ 29 ต.ค.68 ที่อ้างว่า ไต้หวันกังวลว่าสหรัฐฯ จะลดการสนับสนุนก่อนการพบหารือระหว่างผู้นำจีนกับสหรัฐฯ สืบเนื่องจาก จนท.สหรัฐฯ เพิกเฉยและไม่เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำนอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ ตามคำเชิญของนายหลิน เจียหลง รมว.กต.ไต้หวัน โดยระบุว่า นายหลินไม่ใช่เจ้าภาพ แต่เป็นผู้ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำที่ร้าน Le Bernardin  กต.ไต้หวันย้ำด้วยว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ ยังคงเข้มแข็งและมั่นคง

จีนสกัดกั้นการจารกรรมข้อมูล : กรณีข้อมูลพันธุกรรมพืช

กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐจีนหรือ Ministry of State Security (MSS) ออกคำเตือนเป็นระยะ ๆ ถึงการที่ข้อมูลของจีนจะตกเป็นเป้าหมายการจารกรรม ซึ่งมีหลากหลายวิธีการ โดย เมื่อสิงหาคม -กันยายน 2568 มีการเผยแพร่กรณีชาวจีนถูกหลอกให้ส่งมอบข้อมูลด้านความมั่นคงหลากหลายกรณี เช่น นักศึกษาชาวจีนที่ไปเรียนที่ไต้หวัน ถูกหลอกให้หลงรักก่อนเดินทางกลับจีน กรณีหน่วยงานด้านการจารกรรมของต่างชาติแสวงประโยชน์จากผู้ให้บริการส่งอาหารให้รวบรวมข้อมูลลับในจีน  และกรณีสายลับต่างชาติขโมยข้อมูลใบหน้าของชาวจีนที่เป็นเป้าหมาย  เพื่อนำไปเข้าถึงข้อมูลบุคคลและข้อมูลลับในที่ทำงาน รวมถึงใช้ใบหน้าที่ขโมยมาเพื่อทำการจารกรรมข้อมูล ล่าสุด สื่อมวลชนจีนเมื่อ 3 พฤศจิกายน 2568  เปิดเผยผลงานล่าสุดของ MSS ในการสกัดกั้นความพยายามของต่างประเทศที่ต้องการจารกรรมข้อมูลสำคัญของจีน ได้แก่ ข้อมูลพันธุกรรมพืชเกษตรกรรม ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาสายพันธุถั่วเหลือง ข้าวโพด และข้าวของจีน รัฐบาลจีนถือว่าข้อมูลดังกล่าว โดยเฉพาะรายละเอียดเกี่ยวกับการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ลูกผสมที่มีคุณสมบัติเฉพาะ มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ เฉพาะอย่างยิ่งความมั่นคงทางอาหารและนวัตกรรมด้านเกษตรกรรม ที่มีความสำคัญอย่างมากต่อความอยู่รอดในอนาคต ดังนั้น การที่ต่างประเทศพยายามเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือมีพฤติกรรมลักลอบนำข้อมูลนี้ออกไปเผยแพร่ เท่ากับเป็นภัยคุกคามและอันตรายต่อความมั่นคงของจีน ข้อมูลเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์รุ่นแรก (parent seeds) ที่ใช้ในการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ลูกผสม MSS ถือว่าเป็นข้อมูลลับที่สุด เพราะเป็นทรัพยากรสำคัญและ “กุญแจ” ที่จะพัฒนานวัตกรรมด้านเกษตรกรรมของจีน ให้สามารถสร้างผลผลิตทางเกษตรกรรมที่เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศและต่างประเทศได้ ดังนั้น…

ความคืบหน้าเหตุคนร้ายไล่แทงในรถไฟ สหราชอาณาจักร

สหราชอาณาจักรเผชิญเหตุความรุนแรงและการใช้อาวุธมีดในที่สาธารณะ จากกรณีเมื่อ 2 พฤศจิกายน 2568 มีรายงานว่าผู้ก่อเหตุร้ายชาวอังกฤษใช้มีดไล่แทงประชาชนระหว่างโดยสารรถไฟความเร็วสูงจากสถานี Doncaster ไปยังสถานี London King’s Cros ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 11 ราย เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่การก่อการร้าย ขณะเดียวกันก็ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้แล้ว มั่นใจว่าผู้ก่อเหตุเป็นชายชาวอังกฤษ อายุประมาณ 32 ปี เป็นผู้ก่อเหตุเพียงลำพัง และไม่เกี่ยวข้องกับอุดมการณ์ของกลุ่มก่อการร้ายสากล ด้านนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรแสดงความกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว เนื่องจากการก่อเหตุร้ายด้วยอาวุธมีดในประเทศมีแนวโน้มเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ผู้นำสหราชอาณาจักรเรียกร้องให้ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์งดการเผยแพร่ข้อมูลข่าวปลอมหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะไม่ต้องการให้สังคมสับสน ซ้ำรอยเหตุการณ์เมื่อปี 2567 ที่มีเหตุวัยรุ่นชายใช้อาวุธมีดทำร้ายเยาวชนระหว่างเรียนเต้นรำที่เมืองเซาท์พอร์ต ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และได้รับบาดเจ็บ 11 ราย จากนั้นมีการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่าผู้ก่อเหตุเป็นผู้อพยพชาวมุสลิมที่ฝักใฝ่แนวคิดหัวรุนแรงสุดโต่ง จึงทำให้ประชาชนไม่พอใจและเกิดกระแสประท้วงรัฐบาลเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลปกป้องชีวิตเด็กและเยาวชน รวมทั้งเชื่อมโยงเหตุร้ายดังกล่าวกับนโยบายการรับผู้อพยพเข้าประเทศ จนทำให้เกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและเสี่ยงเกิดการจลาจลในกรุงลอนดอน สถิติการก่อเหตุร้ายด้วยอาวุธมีดในสหราชอาณาจักรในห้วง 10 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจำนวนผู้ก่อเหตุก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ทำให้ปัจจุบัน สหราชอาณาจักรถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่เผชิญการก่อเหตุรุนแรงด้วยอาวุธมีดบ่อยครั้งที่สุดในประเทศยุโรป มีรายงานจากหน่วย Office of National Statistics ว่าในปี 2568…