นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ จะปรับเปลี่ยนไปจากเดิม  

สื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจถ้อยแถลงของนาง Tulsi Gabbard ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ (National Intelligence) ของสหรัฐฯ ระหว่างการประชุมความมั่นคงนานาชาติ International Institute for Security Studies Manama Dialogue ประจำปี 2568 ที่เมืองมานามา บาห์เรน เมื่อ 31 ตุลาคม 2568 เนื่องจากนาง Gabbard เป็นผู้ควบคุมงบประมาณ และประสานงานการทำงานของสมาชิกในประชาคมของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ในถ้อยแถลงของนาง Gabbard ระบุว่า นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ จะปรับเปลี่ยนไปจากเดิม โดยจะไม่พยายามเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในต่างประเทศอีกต่อไป เนื่องจากที่ผ่านมา สหรัฐฯ ติดอยู่ในกับดักความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศอื่น ๆ จนทำให้สหรัฐฯ ไปสร้างศัตรูในต่างประเทศมากขึ้น ตลอดจนต้องสูญเสียงบประมาณไปมากมาย ดังนั้น รัฐบาลสหรัฐฯ ที่นำโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะยุติและยกเลิกนโยบายในลักษณะดังกล่าว ไปดำเนินนโยบายต่างประเทศที่มีลักษณะสอดคล้องกับความเป็นจริง (pragmatic) และอยู่บนพื้นฐานการรักษาผลประโยชน์ของชาวอเมริกัน ตลอดจนเน้นสร้างสันติภาพทั่วโลก แม้ถ้อยแถลงของนาง Gabbard จะเป็นสัญญาณว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะยุติปฏิบัติการแทรกแซงการเมืองและระบบการปกครองในต่างประเทศ รวมทั้งไม่สนับสนุนการสร้างความขัดแย้งและสงคราม ตลอดจนจะใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจและการรักษาสันติภาพ…

ฟิลิปปินส์-สหรัฐฯ จัดตั้ง กกล.เฉพาะกิจในทะเลจีนใต้

เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ของฟิลิปปินส์แถลงที่ปูซาน เกาหลีใต้ เมื่อ 1 พ.ย.68 ว่า การจัดตั้ง กกล.เฉพาะกิจระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐฯ จะไม่ทำให้สถานการณ์ในทะเลฟิลิปปินส์ ตต. ตึงเครียดขึ้น แต่เป็นความริเริ่มที่มุ่งเสริมสร้างการประสานงานและลดความตึงเครียดท่ามกลางข้อพิพาททางทะเลกับจีน โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับขีดความสามารถในเชิงป้องปราม รักษาเสถียรภาพทางทะเล และการปกป้องเสรีภาพในการเดินเรือ ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์กับสหรัฐฯ ประกาศจัดตั้ง กกล.ดังกล่าวในห้วงการหารือระหว่าง รมว.กห.ฟิลิปปินส์และสหรัฐฯ นอกรอบการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อ 1 พ.ย.68 เพื่อเพิ่มความร่วมมือในการปฏิบัติการ ปรับปรุงการวางแผนและทำงานร่วมงาน โดยเฉพาะในทะเลจีนใต้ และเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ในทะเลจีนใต้ที่มีผลต่อพันธมิตร ทั้งการปะทะระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ ความตึงเครียดกับออสเตรเลียเกี่ยวกับเที่ยวบินสอดแนม และกิจกรรม่ของจีนในทะเลจีนใต้ รวมถึงรอบไต้หวัน

จีนเสนอการสร้างประชาคมเอเชีย-แปซิฟิกต่อที่ประชุมเอเปค

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน กล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อ การพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกอย่างเปิดกว้างและครอบคลุมสำหรับทุกฝ่าย (Building an Inclusive Open Asia-Pacific Economy for All) ในการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคครั้งที่ 32 (32nd APEC Economic Leaders’ Meeting) รอบที่ 1 ที่เมืองคยองจู เกาหลีใต้ เมื่อ 31 ต.ค.68 แสดงความพร้อมที่จะเปิดกว้างร่วมกับประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ผ่านการพัฒนาให้ทันสมัยในแบบจีน โดยนำเสนอข้อเสนอ 5 ประการ  ได้แก่ 1) ปกป้องระบบการค้าพหุภาคี ด้วยการเสริมสร้างประสิทธิภาพของระบบการค้าที่มีองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นศูนย์กลาง  2) สร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เปิดกว้างในภูมิภาค ด้วยการส่งเสริมการค้าเสรี   3) รักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่อุตสาหกรรม  4) ผลักดันการเปลี่ยนผ่านทางการค้าสู่ระบบดิจิทัลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 5) ส่งเสริมการพัฒนาที่ครอบคลุมและเป็นประโยชน์สำหรับทุกฝ่าย

ภาวะ government shutdown ของสหรัฐฯ กระทบต่อภารกิจของ FBI

สนข.รอยเตอร์ส รายงานเมื่อ 30 ต..ค.68 ว่า ภาวะการหยุดปฏิบัติงานชั่วคราวของหน่วยงานรัฐบาลกลางบางส่วน (government shutdown) ของสหรัฐ ที่ยืดเยื้อถึง 30 วัน ส่งผลกระทบต่อภารกิจของ สนง.สอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) อย่างยิ่ง เนื่องจากขาดแคลนงบประมาณสำหรับจ่ายค่าตอบแทนให้แหล่งข่าว รวมถึงการปฏิบัติการลับด้านยาเสพติดและการค้าอาวุธ ส่งผลให้การสืบสวนคดีดังกล่าวต้องยุติลง และสูญเสียแหล่งข่าว รวมทั้ง จนท. FBI ไม่สามารถเดินทางไปปฏิบัติงานนอกพื้นที่ได้    สนง.งบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ (CBO) ประเมินว่า ภาวะ government shutdown อาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ประมาณ 7,000 – 1,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาจฉุด GDP ไตรมา 4 ปี 2568 ของสหรัฐฯ ลงถึงร้อยละ 2

CyberXplore ปักษ์หลัง ต.ค.2568

CyberXplore ฉบับปักษ์หลังเดือนตุลาคม 2568 รายงานสถานการณ์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์จากทั่วโลก สรุปเหตุการณ์สำคัญและแนวโน้มภัยคุกคามในรอบ 15 วัน
เพื่อยกระดับการรับรู้และเตรียมความพร้อมของทุกภาคส่วน

รมว.กห.อาเซียนจะหารือเรื่องความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

ดาโต๊ะ ซรี โมฮาเม็ด คาเล็ด โนร์ดิน รมว.กห.มาเลเซีย เปิดเผยเมื่อ 30 ต.ค.68 ว่า การประชุม รมว.กห.อาเซียน (ASEAN Defence Ministers’ Meeting-ADMM) ครั้งที่ 19 และการประชุม รมว.กห.อาเซียน กับ รมว.กห.ประเทศคู่เจรจา (ASEAN Defence Ministers’ Meeting Plus-ADMM-Plus) ครั้งที่ 12 จะจัดขึ้นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ระหว่าง 30 ต.ค.-2 พ.ย.68  มุ่งหารือวาระสำคัญ อาทิ การติดตามและตรวจสอบการหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชา ภายใต้กลไกคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team-AOT) รวมถึงการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติงาน (Standard Operating Procedures-SOP) ในการจัดตั้งกองกำลังเตรียมพร้อมอาเซียนด้านการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ (ASEAN Militaries Ready Group-AMRG) และแผนการฝึกผสมทางทะเลกับประเทศคู่เจรจา (สหรัฐฯ จีน อินเดีย…

ญี่ปุ่นกังวลที่จีนควบคุมการส่งออกแร่หายาก

ถ้อยแถลงของนายอากาซาวะ เรียวเซ รมว.กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม ของญี่ปุ่น เมื่อ 30 ต.ค.68 ระบุว่าได้พบหารือและแสดงความห่วงกังวลต่อนายหวัง เหวินเทา รมว.พณ.จีน กรณีจีนประกาศมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายาก (Rare earth) เข้มงวดขึ้นเมื่อต้น ต.ค.68 พร้อมเรียกร้องให้จีนทบทวนการบังคับใช้มาตรการดังกล่าว เนื่องจากกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ทั้งนี้ การพบหารือระหว่างนายอากาซาวะกับนายหวังมีขึ้นที่เมืองคยองจู เกาหลีใต้ ระหว่างเยือนเกาหลีใต้เพื่อเข้าร่วมการประชุมที่เกี่ยวข้องกับการประชุมผู้นำเอเปค ครั้งที่ 32

การพบกันระหว่างผู้นำสหรัฐ ฯ และจีน

การให้สัมภาษณ์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 30 ต.ค. 68 ระบุถึงการหารือนอกรอบการประชุม APEC กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเป็นเวลากว่า 90 นาที ประสบผลด้วยดี สหรัฐฯ จะลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจีนเหลือร้อยละ 47 จาก ร้อยละ 57 จากการที่จีนจะเพิ่มมาตรการในการปราบปรามการค้าเฟนทานิลผิดกฎหมาย  กับทั้งจีนจะกลับมานำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ และจะเลื่อนการบังคับใช้มาตราการส่งออกสินแร่หายากออกไปอีก 1 ปี   ทั้งสองฝ่ายไม่ได้หารือกันเรื่องมาตรการควบคุมการส่งออกชิปขั้นสูงและประเด็นไต้หวัน   ประธานาธิบดีทรัมป์ยังจะเยือนจีนใน เม.ย.69 และประธานาธิบดีสีจะเยือนสหรัฐฯ หลังจากนั้น

เมียนมายังเผชิญวิกฤตความรุนแรง แม้รัฐบาลเริ่มรณรงค์หาเลียงเพื่อการเลือกตั้ง

สถานการณ์ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมายังคงเป็นประเด็นที่นานาชาติให้ความสำคัญและติดตามความคืบหน้า ตลอดจนต้องการให้ประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมา รวมทั้งไทย และอาเซียนร่วมมือกันโน้มน้าวให้รัฐบาลและกองทัพเมียนมายุติความรุนแรงก่อนจัดการเลือกตั้งทั่วไปใน 28 ธันวาคม 2568 ล่าสุด สหประชาชาติเมื่อ 29 ตุลาคม 2568 เผยแพร่รายงานของผู้แทนสหประชาชาติและองค์กร Independent Investigative Mechanism for Myanmar (IIMM) ที่กังวลว่าประชาชนเมียนมายังเผชิญวิกฤตความรุนแรงและการกดดันทางการเมือง ซึ่งมีแนวโน้มจะขยายตัวมากขึ้นในช่วงที่มีการหาเสียงเพื่อเลือกตั้ง เนื่องจาก IIMM มีหลักฐานว่ากองทัพเมียนมาคุกคาม ข่มขู่ และใช้ความรุนแรงกับบุคคลที่ถูกควบคุมตัว ขณะเดียวกันก็ยังปฏิบัติการทางทหารเพื่อโจมตีที่พักอาศัย โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในเมียนมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ยังอยู่ในความวิตกกังวลและหวาดกลัว ไม่เป็นผลดีต่อการแสดงออกเสรีภาพทางการเมือง สถานการณ์ในเมียนมายังทำให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรมด้วย โดยนาย Tom Andrews ผู้แทนของสหประชาชาติด้านสิทธิมนุษยชนในเมียนมาประเมินว่าชาวเมียนมาอย่างน้อย 22 ล้านคนต้องการความช่วยเหลือ และจำนวนอย่างน้อย 16 ล้านคนเผชิญวิกฤตความไม่มั่นคงทางอาหาร สาเหตุจากความรุนแรงและความขัดแย้งทางการเมือง ที่ทำให้นานาชาติไม่สามารถเข้าไปมอบความช่วยเหลือแก่ชาวเมียนมาได้โดยตรง ประกอบกับภัยธรรมชาติหรือแผ่นดินไหวที่ซ้ำเติมความเดือดร้อนของชาวเมียนมา รวมทั้งความเสี่ยงจากกรณีนานาชาติ รวมทั้งสหรัฐฯ ตัดลดงบประมาณให้ความช่วยเหลือชาวเมียนมา นักปกป้องสิทธิมนุษยชนมีมุมมองว่าการยอมรับผลการเลือกตั้งของเมียนมาในปลายปี 2568 อาจทำให้สถานการณ์ด้านความมั่นคงมนุษย์ในเมียนมาเลวร้ายมากขึ้น เพราะรัฐบาลและกองทัพเมียนมาวางแผนการเลือกตั้งให้เอื้อต่อการสืบทอดอำนาจทางการเมืองและกำจัดคู่แข่ง โดยให้พรรค Union Solidarity…

แนวโน้มความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน ภายหลังการพบหารือระหว่างผู้นำ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พบหารือกันเมื่อ 30 ตุลาคม 2568 ที่เมืองปูซาน เกาหลีใต้ ห้วงที่มีการประชุมสุดยอดกลุ่มความร่วมมือเอเปค โดยจะเป็นการพบกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกหลังจากปี 2562 ซึ่งการพบหารือครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางบรรยากาศความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ตึงเครียด เพราะประธานาธิบดีทรัมป์ขู่จะขึ้นภาษีสินค้านิเข้าจากจีนเพื่อตอบโต้มาตรการควบคุมการส่งออกแรร์เอิร์ธของรัฐบาลจีน อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์การพบหารือระหว่างผู้นำประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจครั้งนี้ค่อนข้างเป็นเชิงบวก และอาจส่งผลดีต่อบรรยากาศความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น แนวโน้มความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนหลังจากการพบหารือครั้งนี้น่าจะดีขึ้น เนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ และจีนเห็นพ้องจะปรับลดมาตรการทางการค้าที่เป็นอุปสรรคระหว่างกัน ลดแรงกดดันในการส่งออก และจะยังคงมีช่องทางหารือระหว่างกันต่อไป สำหรับมาตรการที่สหรัฐฯ จะผ่อนคลายให้จีน เช่น สหรัฐฯ ปรับลดอัตราภาษีตอบโต้จีนกรณีการควบคุมสารเสพติดเฟนทานิล จากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 10 ยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมเรือขนส่งสินค้าจากจีน ให้คำมั่นว่าสหรัฐฯ จะไม่เพิ่มรายชื่อบริษัทต่างชาติในบัญชี Entity List ของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ และระบุว่าสหรัฐฯ กับจีนอาจลงนามในข้อตกลงการค้าระหว่างกันได้เร็ว ๆ นี้ ด้านจีนตกลงจะชะลอมาตรการการควบคุมการส่งออกแรร์เอิร์ธ ซึ่งมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมการผลิตของสหรัฐฯ ออกไปก่อน รวมทั้งเห็นพ้องที่จะนำเข้าถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์อาหารจากสหรัฐฯ มากขึ้น ผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำจีนได้สร้างผลงานในการเจรจากับต่างประเทศ โดยประธานาธิบดีทรัมป์ประสบความสำเร็จในการโน้มน้าวให้จีนยอมเพิ่มการนำเข้าสินค้าอาหารจากสหรัฐฯ ที่จะเป็นโอกาสเพิ่มความได้เปรียบดุลการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ขณะที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้แสดงวิสัยทัศน์ให้ทั่วโลกเห็นว่าจีนให้ความสำคัญกับการรักษาบรรยากาศเศรษฐกิจโลก…