สหรัฐฯ แบ่งปันข้อมูลข่าวกรองแก่ยูเครนเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการโจมตีรัสเซีย

สนข.วอลสตรีทเจอร์นัล รายงานเมื่อ 1 ต.ค.68 ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งอนุมัติการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองให้กับยูเครน เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน อาทิ โรงกลั่นน้ำมัน ท่อส่งน้ำมัน และโรงผลิตไฟฟ้า ที่อยู่ลึกเข้าไปในดินแดนของรัสเซียด้วยขีปนาวุธพิสัยไกล ซึ่งจะเป็นการทำลายแหล่งรายได้สำคัญของรัสเซียจากการขายน้ำมันเพื่อใช้สนับสนุนการสู้รบในยูเครน กับทั้งเรียกร้องให้องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) สนับสนุนด้านข่าวกรองแก่ยูเครนเช่นกัน ทั้งนี้ สหรัฐฯ กำลังพิจารณาขั้นตอนสุดท้ายเกี่ยวกับการส่งระบบขีปนาวุธพิสัยไกลที่ทันสมัยให้กับยูเครน อาทิ ขีปนาวุธร่อน Tomahawk ซึ่งมีพิสัยการยิงไกลถึง 2,500 กม. ครอบคลุมการโจมตีเป้าหมายในกรุงมอสโก

ผลกระทบจากภาวะ Government Shutdown ต่อสหรัฐฯ

  รัฐบาลสหรัฐฯ ประสบภาวะ Government Shutdown ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 เนื่องจากฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ ไม่อนุมัติงบประมาณรายจ่ายของภาครัฐ ทำให้หน่วยงานภาครัฐบางส่วนต้องยุติการให้บริการประชาชน รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐต้องยุติการทำงานชั่วคราว นอกจากนี้ สื่อสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าภาวะ Government Shutdown ครั้งนี้จะยืดเยื้อจนถึงห้วงสัปดาห์หน้า เพราะฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ จะยังไม่อนุมัติงบประมาณ แม้ว่าจะมีการประชุมใน 3 ตุลาคม 2568 เพราะความเห็นต่างระหว่างสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต ที่ต่างฝ่ายต่างต้องการผลักดันงบประมาณเพื่อดำเนินนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อฐานเสียงทางการเมือง ชาวอเมริกัน และชาวต่างชาติอาจได้รับผลกระทบจากภาวะ Government Shutdown เนื่องจากการให้บริการภาครัฐบางส่วนจะต้องยุติไปก่อน จนกว่าจะมีงบประมาณจัดสรร เช่น สวนสาธารณะ รวมทั้งการให้บริการในท่าอากาศยาน โดยประธานสมาคม U.S. Travel Association ให้ความเห็นเมื่อ 2 ตุลาคม 2568 ว่า หากภาวะปิดทำการชั่วคราวครั้งนี้ยืดเยื้อ จะทำให้เจ้าหน้าที่และพนักงานที่ปฏิบัติงานในท่าอากาศยานต้องหยุดงานชั่วคราวและไม่มีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ผู้ที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ นอกจากนี้ มีรายงานว่าโครงการช่วยเหลือด้านอาหาร โรงเรียนที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง การออกเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา การตรวจสอบอาหาร และการดำเนินงานในอุทยานแห่งชาติจะถูกจำกัดหรือปิดการให้บริการ จนกว่าฝ่ายนิติบัญญัติจะเห็นชอบงบประมาณได้ กระทรวงต่าง…

นานาชาติคัดค้านกรณีอิสราเอลสกัดเรือให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

  ผู้แทนประเทศและองค์กรสิทธิมนุษยชนคัดค้านและประณามอิสราเอล กรณีใช้เรือรบสกัดกั้นกองเรือของกลุ่ม Global Sumud Flotilla นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน ที่อยู่ระหว่างพยายามเข้าไปยังฉนวนกาซา เพื่อมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต่อชาวปาเลสไตน์ เมื่อ 1 ตุลาคม 2568 โดยมีรายงานว่าเรือรบของอิสราเอลใช้ปืนฉีดน้ำสกัดกั้นขบวนเรือของกลุ่มเคลื่อนไหวดังกล่าว และขึ้นไปควบคุมตัวนักเคลื่อนไหวเรียกร้องด้านสิทธิมนุษยชน อิสราเอลยืนยันว่านักเคลื่อนไหวชาวต่างชาติทั้งหมดประมาณ 100 คนมีสุขภาพแข็งแรงดี และไม่ได้รับอันตราย แต่อิสราเอลจำเป็นต้องดำเนินคดี เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวฝ่าฝืนมาตรการรักษาความปลอดภัย ด้านนานาชาติมีมุมมองว่าน่านน้ำดังกล่าวเป็นน่านน้ำนานาชาติ ดังนั้น กองทัพอิสราเอลไม่มีความชอบธรรมตามกฎหมายที่จะเข้าไปสกัดกั้นความเคลื่อนไหวของกองเรือที่ต้องการเข้าไปให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ปัจจุบันปรากฏท่าทีของรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศต่าง ๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับการสกัดกั้นเรือให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ควบคู่กับเรียกร้องให้อิสราเอลปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศและคุ้มครอบสิทธิขององค์กรระหว่างประเทศที่พยายามเข้าไปปฏิบัติงานในฉนวนกาซา รัฐมนตรีต่างประเทศตุรกีให้ความเห็นเมื่อ 2 ตุลาคม 2568 ว่าพฤติกรรมของอิสราเอลต่อกลุ่ม Global Sumud Flotilla เข้าข่ายละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและคุกคามต่อพลเรือน  รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักรระบุว่าเร่งติดต่อกับฝ่ายอิสราเอล เพื่อย้ำให้มั่นใจว่าอิสราเอลจะแก้ไขสถานการณ์โดยเร็ว ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ความปลอดภัยและสิทธิของนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน ขณะที่รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศแอฟริกาใต้ให้ความเห็นเชิงลบต่ออิสราเอล โดยมีมุมมองว่าการสกัดกั้นเรือให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สะท้อนว่าอิสราเอลพร้อมจะละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและมีเป้าหมายทำให้ชาวปาเลสไตน์เผชิญวิกฤต นายกรัฐมนตรีมาเลเซียแสดงท่าทีเชิงลบต่ออิสราเอล โดยระบุว่าการปิดกั้นความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเท่ากับการละเมิดสิทธิชาวปาเลสไตน์ รวมทั้งจะสนับสนุนกลุ่ม Global Sumud Flotilla ต่อไป ผู้ชุมนุมในหลายประเทศรวมตัวกันประท้วงคัดค้านอิสราเอล เช่น ฝรั่งเศส เบลเยียม…

จีนเริ่มใช้วีซ่าประเภท K ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

  สื่อต่างประเทศรายงานเมื่อ 1 ตุลาคม 2568 ว่า รัฐบาลจีนเริ่มใช้วีซ่าประเภท K เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเดินทางและพำนักในจีนได้นานขึ้น โดยจีนประกาศเตรียมใช้วีซ่าดังกล่าวเมื่อ สิงหาคม 2568 เป้าหมายเพื่อกระตุ้นการแลกเปลี่ยนความรู้และความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจากทั่วโลกกับชาวจีน โดยวีซ่าประเภท K จะลดขั้นตอนการทำเอกสารเพื่อขอวีซ่าเดินทางเข้าจีน เช่น ไม่ต้องมีสถาบันหรือต้นสังกัดรับรอง แต่ต้องมีคุณสมบัติด้านความรู้และประสบการณ์ทำงานที่ตรงตามความต้องการของจีน เช่น มีวุฒิการศึกษาสาขา STEM ได้แก่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ ซึ่งรัฐบาลจีนคาดหวังให้การใช้วีซ่าประเภทใหม่นี้ตอบสนองความต้องการของจีนที่จะเป็นผู้นำด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของโลก รัฐบาลจีนเคยใช้มาตรการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่า เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติที่มีทักษะที่จีนต้องการให้เดินทางเข้าประเทศมากขึ้น เช่น เมื่อปี 2556 จีนออกวีซ่าประเภท R หรือ Talent Visa เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติที่มีความสามารถและทักษะสูง โดยเป็นทักษะที่จีนต้องการเป็นพิเศษ สามารถเดินทางเข้า-จีนได้หลายครั้งและมีระยะเวลา 5-10 ปี รวมทั้งสามารถทำงานในจีนได้ สำหรับวีซ่าประเภท K ได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติอย่างมาก เนื่องจากเป็นมาตรการที่สวนทางกับนโยบายของสหรัฐฯ ที่จำกัดการรับชาวต่างชาติเข้าไปทำงานด้านเทคโนโลยีในสหรัฐฯ มากขึ้น เนื่องจากสหรัฐฯ ต้องการปกป้องความมั่นคง และวิตกว่าการให้ชาวต่างชาติเข้าไปมีบทบาทด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะทำให้สหรัฐฯ เสียเปรียบต่างประเทศ แม้ว่ารัฐบาลจีนจะออกวีซ่าประเภท…

สหรัฐฯ ค้ำประกันความมั่นคงให้กับกาตาร์

  ทั่วโลกให้ความสนใจการกระชับความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ กับกาตาร์ โดยมีรายงานเมื่อ 1 ตุลาคม 2568 กรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ลงนามในคำสั่งผู้บริหารเมื่อ 29 กันยายน 2568 ที่มีเนื้อหาเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ กับกาตาร์ให้ใกล้ชิดมากขึ้น โดยสหรัฐฯ จะค้ำประกันความมั่นคงให้กาตาร์ หากกาตาร์เผชิญการโจมตี หรือการคุกคามจากปัจจัยภายนอก ก็จะถือว่าเป็นการคุกคามต่อความมั่นคงและสันติภาพของสหรัฐฯ เช่นกัน คำสั่งผู้บริหารดังกล่าว เป็นการยกระดับความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมหาอำนาจด้านการทหารอันดับ 1 ของโลก กับกาตาร์ ซึ่งเป็นประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีความร่วมมือส่งเสริมบทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาคมาโดยตลอด เพราะกาตาร์เป็นที่ตั้งฐานทัพของสหรัฐฯ รวมทั้งสนับสนุนนโยบายของสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบัน คือ การเป็นตัวกลางการเจรจาระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮะมาส ประธานาธิบดีทรัมป์สั่งการให้รัฐมนตรีกระทรวงสงคราม หรือกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศและผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐฯ วางแผนและนโยบายร่วมกับหน่วยงานของกาตาร์ เพื่อปกป้องกาตาร์จากภัยคุกคามและการโจมตีจากต่างชาติ รวมทั้งให้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประสานงานกับกาตาร์อย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาค คำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์เป็นการส่งสัญญาณให้นานาชาติเห็นว่า ประเทศที่ร่วมมือกับสหรัฐฯ จะได้รับการปกป้อง แม้ว่าจะไม่ใช่พันธมิตรในกรอบเนโต พร้อมกับป้องปรามไม่ให้คู่ขัดแย้งของสหรัฐฯ กาตาร์ หรือประเทศใดก็ตามปฏิบัติการทางทหารโจมตีกาตาร์ และเป็นการมอบอำนาจตามกฎหมายของสหรัฐฯ ให้สามารถใช้ทุกเครื่องมือเพื่อปกป้องความมั่นคงของกาตาร์ได้ ทั้งการทูต การทหาร และเศรษฐกิจ เนื่องจากความปลอดภัยของกาตาร์จะเท่ากับความปลอดภัยของสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า…

สมาชิก EU จะเพิ่มความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ เพื่อรับมือกับรัสเซีย

  ผู้นำสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) รวมตัวกันที่กรุงโคเปนเฮเกน เดนมาร์กเมื่อ 1 ตุลาคม 2568 เพื่อหารือเรื่องความร่วมมือด้านความมั่นคงและป้องกันภัยคุกคามสำคัญของภูมิภาค เฉพาะอย่างยิ่งภัยคุกคามจากปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย  การประชุมครั้งนี้ มีนาย António Costa ประธานสภาสหภาพยุโรปและนายกรัฐมนตรี Mette Frederiksen ของเดนมาร์กเป็นเจ้าภาพ และมีผู้นำประเทศยุโรปเข้าร่วม ทุกประเทศเห็นพ้องว่ายุโรปกำลังเผชิญสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้นำประเทศยุโรปจึงควรเพิ่มความร่วมมือ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและตอบโต้กับภัยคุกคาม โดยพื้นที่สำคัญ คือ ยูเครนและน่านฟ้าฝั่งตะวันออกของยุโรป เนื่องจากปัจจุบันเผชิญภัยคุกคามจากปฏิบัติการทางหทารของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเดนมาร์กเน้นย้ำให้ทุกประเทศตระหนักว่ารัสเซียกำลังทำสงครามลูกผสม (hybrid warfare) และใช้เครื่องมือทางไซเบอร์ในการโจมตีเพื่อบ่อนทำลายความมั่นคงของยุโรปด้วย การประชุมดังกล่าวสะท้อนความเป็นเอกภาพของ EU และความพยายามในการป้องกันภูมิภาคจากภัยคุกคามร่วมกัน ซึ่งผลของการประชุมครั้งนี้ มี 3 ประเด็นสำคัญ คือ สมาชิก EU ได้ย้ำเป้าหมายร่วมกันที่จะเสริมสร้างความมั่นคงของภูมิภาคให้แข็งแกร่งมากขึ้นภายในปี 2573 ด้วยการระดมงบประมาณป้องกันภูมิภาคจำนวนอย่างน้อย 150,000 ล้านยูโร ผ่านกรอบความร่วมมือ Security Action for Europe หรือ SAFE ที่ริเริ่มขึ้นในปี 2568…

เวียดนามและลาวได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นบัวลอย

  สถานการณ์ภัยพิบัติในประเทศเพื่อนบ้านของไทยได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศ โดยปัจจุบันเวียดนามและลาวเผชิญกับพายุบัวลอย ซึ่งเป็นพายุโซนร้อนกำลังแรง ทำให้มีรายงานผู้ประสบภัยและความเสียหายจำนวนมาก เฉพาะอย่างยิ่งที่เวียดนาม มีรายงานเมื่อ 1 ตุลาคม 2568 ว่า พายุบัวลอยสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อเวียดนามแล้วอย่างน้อย 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีรายงานผู้เสียชีวิต 29 ราย สูญหาย 22 ราย และได้รับบาดเจ็บ 139 ราย พายุดังกล่าวทำให้เกิดอุทกภัยฉับพลันรุนแรงและดินถล่ม ทำลายทรัพย์สินสาธารณะและที่อยู่อาศัยในบริเวณกว้าง เฉพาะอย่างยิ่งในชนบทภาคเหนือและภาคกลางของเวียดนาม รวมทั้งทำให้เกิดปัญหาไฟดับ นอกจากนี้ ทางการเวียดนามให้ความสำคัญกับการรายงานความเสียหายและผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมของประเทศด้วย โดยพื้นที่เพาะปลูกอย่างน้อย 44,000 เฮกเตอร์ ถูกทำลายจากพายุดังกล่าว ซึ่งขึ้นฝั่งเวียดนามตั้งแต่ช่วงปลาย กันยายน 2568 ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ประกาศแจ้งเตือนให้ชาวเวียดนามเตรียมพร้อม ขณะที่รัฐบาลยกระดับมาตรการกู้ภัยและบรรเทาทุกข์ให้กับผู้ประสบภัย ลาวได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นดังกล่าวเช่นกัน โดยมีรายงานว่าพายุบัวลอยทำให้เกิดฝนตกหนัก อุทกภัยและดินถล่มในแขวงภาคกลางและเหนือของลาว ได้แก่ แขวงเชียงขวาง แขวงเวียงจันทน์ แขวงบอลิคำไซ แขวงคำม่วน แขวงสะหวันนะเขต หัวพัน อุดมไซ ไซยะบูลี และหลวงพระบาง เฉพาะอย่างยิ่งแขวงไซสมบูน จากการสำรวจความเสียหายเมื่อ 1…

มาเลเซียยังคงอยู่อันดับ Tier 2 ด้านการค้ามนุษย์ของสหรัฐฯ

เว็บไซต์ นสพ.Free Malaysia Today รายงานเมื่อ 2 ต.ค.68 ว่า กต.สหรัฐฯ ออกรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ประจำปี 2568 ระบุ มาเลเซียยังคงได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับ Tier 2 (เท่ากับปี 2567) ซึ่งหมายถึง รัฐบาลมาเลเซียไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำอย่างครบถ้วน และมีความพยายามปราบปรามการค้ามนุษย์เพิ่มขึ้น เช่น การสอบสวน ดำเนินคดี และการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เสียหาย สำหรับจุดที่ยังต้องแก้ไข เช่น การประสานงานระหว่างหน่วยงาน การเพิ่มศักยภาพเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดการดำเนินคดี และให้ช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างครอบคลุม

ผู้นำเมียนมาหารือกับหน่วยงานของจีน

พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ รักษาการประธานาธิบดีเมียนมาและประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงและสันติภาพแห่งรัฐ (State Security and Peace Commission-SSPC) เสร็จสิ้นการเยือนคาซัคสถานตามคำเชิญของประธานาธิบดีคาซัคสถาน โดยระหว่างเดินทางกลับ  ได้พบหารือกับนายหู ต้าเผิง สมาชิกคณะกรรมาธิการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และเลขาธิการกรรมาธิการด้านกิจการการเมืองและกฎหมาย ประจำคณะกรรมาธิการมณฑลยูนนาน และนายเติ้ง ซีจวิน ผู้แทนพิเศษด้านกิจการเอเชีย ตอ.ต.ของ กต.จีน ณ ห้องรับรองในท่าอากาศยานนานาชาติคุนหมิง มณฑลยูนนาน เมื่อ 29 ก.ย.68  ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมอง  ได้แก่  ความสัมพันธ์ระหว่างกัน  การให้ความช่วยเหลือจากจีนเมื่อประสบกับภัยธรรมชาติ รวมถึงความร่วมมือในการจัดสรรความช่วยเหลือ ความร่วมมืออย่างรอบด้านระหว่างสองประเทศในการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดนจีน-เมียนมา ความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามพรมแดน การเร่งรัดการดำเนินโครงการและข้อตกลงภายใต้ระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา (China-Myanmar Economic Corridor-CMEC) และการส่งเสริมการค้าระหว่างเมียนมากับมณฑลยูนนาน

ประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันสหรัฐฯ ให้หลักประกันด้านความมั่นคงกับกาตาร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อ 29 ก.ย.68 เพื่อให้สหรัฐฯ ค้ำประกันความมั่นคงให้กับกาตาร์ ที่เป็นพันธมิตรหลักนอกเนโต โดยสหรัฐฯ ระบุว่า การโจมตีด้วยอาวุธใดๆ ต่อดินแดน อธิปไตย หรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของกาตาร์ เป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงของสหรัฐฯ  หากเกิดกรณีการโจมตีดังกล่าว สหรัฐฯจะใช้มาตรการตามกฎหมายและเหมาะสม  ซึ่งรวมถึงมาตรการทางการทูต เศรษฐกิจ และการทหาร  เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และกาตาร์  ทั้งนี้ นายเบนจามิน เนทันยาฮู นรม.อิสราเอล ขอโทษ นรม.กาตาร์ทางโทรศัพท์ขณะเยือนสหรัฐฯ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมากรณีอิสราเอลปฏิบัติการโจมตีกรุงโดฮา เมื่อ ก.ย.68