สหรัฐฯ ปลดเจ้าหน้าที่ประจำกระทรวงการต่างประเทศจำนวนมาก

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อ 12 กรกฎาคม 2568 ประกาศปลดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประจำกระทรวงการต่างประเทศ 1,350 ตำแหน่ง ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลและปรับปรุงการทำงานของหน่วยงานราชการให้ทันสมัยและคล่องตัว ความเคลื่อนไหวนี้อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายการทูตและอิทธิพลของสหรัฐฯ ในต่างประเทศ สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้ ได้แก่ เจ้าหน้าที่พลเรือนชาวอเมริกันจำนวน 1,107 คน และชาวต่างชาติที่ทำงานกับกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จำรวน 246 คน ทั้งหมดคือเจ้าหน้าที่ที่ประจำการอยู่ในสหรัฐฯ ด้านเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศรู้สึกเสียใจที่เพื่อนร่วมงานจำนวนมากต้องถูกปลดจากตำแหน่ง ทั้งที่ยังมีความต้องการทำงานเพื่อชาติ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่และพนักงานที่ถูกปลดจากตำแหน่งได้รับแจ้งคำสั่งผ่านอีเมลล่วงหน้า มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สนับสนุนแนวคิดอนุรักษ์นิยม อนุญาตให้ผู้นำสหรัฐฯ ใช้คำสั่งปฏิรูประบบราชการได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้คำสั่งดังกล่าวถูกระงับไว้เพราะอาจส่งผลกระทบต่อชาวอเมริกันจำนวนมาก ปัจจุบัน ชาวอเมริกันบางส่วนวิตกว่าเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานอื่น ๆ อาจได้รับผลกระทบตามมาเร็ว ๆ นี้ ด้านนายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ให้ความเห็นว่าปัจจุบันกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีตำแหน่งงานที่ไม่จำเป็นมากเกินไป และอาจพิจารณาปรับลดจำนวนเจ้าหน้าที่ในตำแหน่งที่ไม่จำเป็นได้ร้อยละ 15 และจะมีประกาศแจ้งการปลดตำแหน่งเพิ่มเติมอีกด้วย อย่างไรก็ตาม สหภาพแรงงาน American Foreign Service Association (AFSA) ไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้และมีถ้อยแถลงประณามการปลดเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ สำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ…

กัมพูชาประกาศเปิดให้บริการท่าอากาศยานนานาชาติแห่งใหม่ในต้นกันยายน 2568

  สำนักงานเลขาธิการการบินพลเรือนกัมพูชา (State Secretariat of Civil Aviation-SSCA) ประกาศเมื่อ 9 กรกฎาคม 2568 ว่า กัมพูชาเตรียมเปิดใช้งานท่าอากาศยานนานาชาติเตโช-ตาเขมา ในจังหวัดกันดาล (ท่าอากาศยานนานาชาติแห่งใหม่ของกัมพูชา) ใน 9 กันยายน 2568 โดยพร้อมให้บริการเที่ยวบินทั้งในประเทศและระหว่างประเทศทุกเส้นทาง ปัจจุบันการก่อสร้างด้านโครงสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว อยู่ระหว่างดำเนินการด้านเอกสาร อบรมพนักงาน และดูแลความสะอาดเรียบร้อยภายในอาคารท่าอากาศยาน สำหรับพิธีเปิดอย่างเป็นทางการมีกำหนดจัดขึ้นใน 20 ตุลาคม 2568 โดยมีสมเด็จฯ ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเป็นประธาน ท่าอากาศยานนานาชาติเตโช-ตาเขมา ตั้งอยู่ที่เมืองตาเขมา จังหวัดกันดาล (ห่างจากราชธานีพนมเปญไปทางทิศใต้ประมาณ 30-40 กิโลเมตร) โดยจะเปิดให้บริการแทนที่ท่าอากาศยานนานาชาติพนมเปญ ในราชธานีพนมเปญ ที่จะปิดให้บริการ ครอบคลุมพื้นที่ 16,250 ไร่ เป็นท่าอากาศยานประเภท 4F ตามองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization – ICAO) สามารถรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ เช่น…

ลาวปฏิเสธข่าวสารส่งกองกำลังเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครน

สื่อมวลชนลาว รายงานเมื่อ 10 กรกฎาคม 2568 ว่า ลาวปฏิเสธข่าวสารกรณีสำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่ง ระบุว่า ลาวเตรียมส่งทหารเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครน พร้อมว่ากองกำลังที่เข้าร่วมจะได้รับเงินชดเชย และสัญชาติรัสเซีย โดยทางการลาวยืนยันว่า ข่าวสารดังกล่าวไม่มีมูลความจริงโดยสิ้นเชิง เป็นข่าวปลอม โดยเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงและบิดเบือนความจริงโดยเจตนา ที่มุ่งสร้างความเข้าใจผิดให้ลาวต่อประชาคมโลก และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างลาวกับชาติพันธมิตร ก่อนหน้านี้ เมื่อ 5 กรกฎาคม 2568 เว็บไซต์ข่าวของยูเครน รวมถึงสำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่ง รายงานอ้างข่าวกรองทางทหารของยูเครน (Defense Intelligence of Ukraine) ที่ประเมินว่า ลาวอาจสนับสนุนทหารช่าง 50 นาย เพื่อเข้าร่วมปฏิบัติการเก็บกู้ทุนระเบิดในแคว้นคุสด์ รัสเซีย ซึ่งเป็นพื้นที่สู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครน โดย อ้างภารกิจด้านมนุษยธรรม  เพื่อแลกเปลี่ยนกับที่รัสเซียส่งมอบยุทโธปกรณ์และอุปกรณ์สำหรับป้องกันประเทศให้แก่ลาว นอกเหนือจากนี้ ยังรายงานว่า ลาวเสนอช่วยรัสเซียด้วยการออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อพักฟื้นสำหรับทหารรัสเซียที่บาดเจ็บจากปฏิบัติการทางทหารระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งทำให้ลาวจะเหมือนกับเกาหลีเหนือที่ส่งทหารและเสนอที่พักพิงให้ทหารที่บาดเจ็บ ลาวยังระบุเพิ่มเติมว่า ข่าวสารดังกล่าวเกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ละเอียดอ่อน เนื่องจากที่ผ่านมาลาวและรัสเซีย มีความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ดีระหว่างกัน และแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้นำระดับสูงอย่างต่อเนื่อง พร้อมยืนยันว่า ลาวไม่เปลี่ยนแปลงต่อนโยบายต่างประเทศที่ยึดมั่นในสันติภาพ เอกราช มิตรภาพ และความร่วมมือ และย้ำว่าประเทศไม่มีนโยบายหรือเจตนาใด ๆ ที่จะส่งกำลังพลทางทหารหรือพลเมืองของตนเข้าไปแทรกแซงความขัดแย้งภายในของประเทศอื่น…

ประเทศในเอเชียผิดหวังกับนโยบายภาษีตอบโต้ของทรัมป์

กรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศอัตราภาษีตอบโต้ต่อประเทศคู่ค้าจำนวน 23 ประเทศ เมื่อ 7 กรกฎาคม 2568 ทำให้ประเทศในเอเชียจำนวนมากไม่พอใจแนวนโยบายของผู้นำสหรัฐฯ เพราะมีประเทศในเอเชีย 14 ประเทศได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว รวมทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ พันธมิตรด้านความมั่นคงที่ใกล้ชิดของสหรัฐฯ และพยายามเจรจากับสหรัฐฯ มาโดยตลอด เพื่อต่อรองให้ลดอัตราภาษีตอบโต้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเน้นย้ำว่า มาตรการดังกล่าวเป็นไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐฯ เฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเสียดุลการค้ากับต่างประเทศ โดยจะมีผลบังคับใช้ใน 1 สิงหาคม 2568 แต่ละประเทศเผชิญอัตราภาษีตอบโต้ที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังจะไม่ยุติการใช้มาตรการภาษีกดดันประเทศคู่ค้า โดยเมื่อ 10 กรกฎาคม 2568 ประกาศจะใช้อัตราภาษีตอบโต้สินค้าจากแคนาดาร้อยละ 35 และพร้อมจะเพิ่มอัตราภาษีต่อประเทศคู่ค้าอื่น ๆ ด้วย ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ และแคนาดากำลังเจรจากันเรื่องนโยบายการค้าและการลงทุน โดยคาดว่าจะบรรลุข้อตกลงได้ใน 21 กรกฎาคม 2568 ดังนั้น การขู่ขึ้นภาษีร้อยละ 35 น่าจะเพื่อกดดันแคนาดาที่เป็นคู่ค้าสำคัญของสหรัฐฯ ให้ยอมรับข้อเสนอและเงื่อนไขของสหรัฐฯ มากขึ้น ประเทศที่จะเผชิญอัตราภาษีตอบโต้ใน 1 สิงหาคม 2568 เรียงจากอัตรามากไปน้อย ได้แก่ สปป.ลาว…

รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ – จีน จะพบกันในการประชุมอาเซียน

นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และนายหวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนจะพบหารือกันใน 11 กรกฎาคม 2568 นอกรอบการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศครั้งที่ 58 ของอาเซียน ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย โดยเป็นการพบกันครั้งสำคัญเพราะอยู่ในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนมีประเด็นขัดแย้งและแตกต่างกันหลายเรื่อง ทั้งนโยบายภาษีตอบโต้ การแข่งขันด้านเทคโนโลยีและสถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก นอกจากนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายเป้นผู้แทนระดับสูงที่จะพบกัน ตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์รับตำแหน่งเมื่อมกราคม 2568 เมื่อ 10 กรกฎาคม 2568 นายหวังอี้ เปิดเผยประเด็นที่ทั้ง 2 ฝ่ายอาจหารือกัน คือ ความท้าทายจากนโยบายภาษีตอบโต้ฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ ซึ่งจีนมีมุมมองว่านโยบายดังกล่าวควรจะยุติธรรมและสอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น ตลอดจนเป็นผลดีต่อระเบียบโลก นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่าสหรัฐฯ กับจีนจะหารือกันเพื่อแสดงจุดยืนเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงในช่องแคนไต้หวัน และความกังวลของสหรัฐฯ ต่อกรณีจีนสนับสนุนรัสเซียทำสงครามในยูเครนด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่สหรัฐฯ กังวลว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ ต่อรัสเซียและยูเครน ด้านนายรูบิโอคาดหวังว่าจะได้หารืออย่างตรงไปตรงมากับผู้แทนระดับสูงของจีน และมุ่งมั่นว่าจะใช้โอกาสการเยือนมาเลเซียครั้งนี้ ย้ำให้อาเซียนและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เห็นว่า สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการกระชับความร่วมมืออย่างรอบด้านตามยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกที่เปิดกว้าง เสรีและมั่นคง และพร้อมจะมีบทบาทสร้างสันติภาพในภูมิภาค คาดว่านายรูบิโอจะเน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคง การส่งเสริมบทบาทของสหรัฐฯ ในทะเลจีนใต้ และการส่งเสริมกลไกกลุ่ม…

จีนพร้อมเพิ่มความร่วมมือและการพัฒนากับกลุ่มประเทศในสันนิบาตอาหรับ

นายหลี่ เฉียง นรม.จีนกล่าวขณะเข้าพบนาย Ahmed Aboul-Gheit เลขาธิการกลุ่มสันนิบาตอาหรับ (Arab League-AL) ระหว่างเยือนกรุงไคโร อียิปต์ เมื่อ 9-10 ก.ค.68 สนับสนุนการขยายความร่วมมือระหว่างจีนกับกลุ่มประเทศในสันนิบาตอาหรับ และพร้อมสนับสนุนวัตถุประสงค์ของ AL   ทั้งยังแสดงความต้องการขยายความร่วมมือด้านอื่น ๆ อาทิ เศรษฐกิจ การค้า พลังงาน การลงทุน การเงิน อวกาศ รวมถึงการพัฒนาพลังงานรูปแบบใหม่ ระบบปัญญาประดิษฐ์ เศรษฐกิจดิจิทัล และเศรษฐกิจสีน้ำเงิน เพื่อผลักดันการพัฒนาอย่างยั่งยืน  และเพื่อประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ นรม.จีน แสดงความพร้อมประสานงานและร่วมมือกับกลุ่มประเทศอาหรับผ่านกรอบความร่วมมือต่าง ๆ เช่น องค์การสหประชาชาติ (UN) องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) องค์การการค้าโลก (WTO) และ G20 ในระยะต่อไป  

หน่วยต่อต้านข่าวกรองรัสเซียสกัดกั้นแผนวางระเบิดรางรถไฟข้ามแม่น้ำทางตอนใต้ของรัสเซีย

นสพ.Moscow Times และ สนข. Tass รายงานเมื่อ 9 ก.ค.68 ว่า หน่วยต่อต้านข่าวกรองรัสเซีย (Federal Security Service of the Russian Federation-FSB) วิสามัญฆาตกรรมชายสัญชาติรัสเซีย (ไม่เปิดเผยชื่อ) โดยอ้างว่า บุคคลดังกล่าวเตรียมก่อวินาศกรรมด้วยการใช้ระเบิดทำมือที่มีสารวัตถุระเบิดกว่า 11 กิโลกรัมวางระเบิดรางรถไฟข้ามแม่น้ำทางใต้ของแคว้นซาราตอฟ และต่อสู้ขัดขืนการจับกุมของ จนท.ฝ่ายความมั่นคงรัสเซีย จนส่งผลให้ผู้ก่อการร้ายเสียชีวิต ทั้งนี้ FSB แถลงว่า ชายชาวรัสเซียดังกล่าวเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย ผ่านการติดต่อกับผู้ประสานงานในยูเครน หลังก่อเหตุ วางแผนจะหลบหนีไปยูเครน เพื่อไปรบในสงครามรัสเซีย-ยูเครน

สหราชอาณาจักรประกาศคว่ำบาตรรัสเซียเพิ่มเติมจากกรณีการใช้อาวุธเคมีในยูเครน

สหราชอาณาจักรประกาศมาตรการคว่ำบาตรใหม่ต่อเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของรัสเซีย 2 ราย และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจของรัสเซีย 1 แห่ง เมื่อ 7 ก.ค.68 ฐานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้และจัดหาอาวุธเคมีในยูเครน โดยสั่งอายัดทรัพย์สินและห้ามเดินทางเข้าประเทศต่อนาย Aleksey Rtishchev และนาย Aleksey Rtishchev หัวหน้าและรองหัวหน้าหน่วยป้องกันรังสี เคมี และชีวภาพของกองทัพรัสเซีย เนื่องจากมีบทบาทในการเคลื่อนย้ายและใช้อาวุธเคมีในพื้นที่ความขัดแย้ง นอกจากนี้ ยังมีการคว่ำบาตรสถาบันวิจัยด้านเคมีประยุกต์ของรัสเซียที่จัดหาอาวุธชนิดระเบิดควัน RG-Vo ให้แก่กองทัพรัสเซีย ซึ่งรัฐบาลสหราชอาณาจักรระบุว่าได้ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธในสงครามอย่างขัดต่ออนุสัญญาว่าด้วยอาวุธเคมี

อาเซียนเรียกร้องให้ทุกฝ่ายแก้ปัญหาทะเลจีนใต้ด้วยความรอบคอบ

ในการประชุม รมว.กต.อาเซียนกับ รมว.กต.จีน (Post Ministerial Conferences-PMC) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เมื่อ 10 ก.ค.68 ซึ่งนายหวังอี้ รมว.กต.จีน เข้าร่วม   อาเซียนได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในประเด็นในทะเลจีนให้มีความรอบคอบในการบริหารจัดการสถานการณ์ดังกล่าวที่มีความละเอียดอ่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงผลกระทบต่อความมั่นคงและการค้าโลกในพื้นที่ทะเลจีนใต้ พร้อมกันนี้ ได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะสรุปการเจรจาเกี่ยวกับประมวลการปฏิบัติในทะเลจีนใต้(Code of Conduct on South China Sea-COC) ที่มีประสิทธิภาพและมีเนื้อหาที่ครอบคลุม ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

รมว.กต. ลาว เวียดนาม กัมพูชา เห็นพ้องสานต่อความร่วมมือ

ผลการพบหารือไตรภาคีระหว่าง รมว.กต.ลาว เวียดนาม และกัมพูชา มี รมว.กต.ลาว เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารเช้า นอกรอบการประชุม รมว.กต.อาเซียน ครั้งที่ 58 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เมื่อ 9 ก.ค.68 ทั้งสามฝ่ายกล่าวชื่นชมมิตรภาพ การพัฒนา และความร่วมมือดั้งเดิมระหว่างกลุ่มประเทศอินโดจีน พร้อมกับทบทวนผลการประชุมระหว่าง จนท.ระดับสูง รวมถึงการประชุมสุดยอดผู้นำไตรภาคี เมื่อ ก.พ.และ พ.ค.68 เพื่อนำผลการพูดคุยดังกล่าวมาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โอกาสนี้ ทั้งสามฝ่ายเห็นพ้องจะสนับสนุนและส่งเสริมข้อริเริ่มร่วมกัน อาทิ การป้องกันประเทศ ความมั่นคง การบูรณาการทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนข่าวสาร การสนับสนุนซึ่งกันและกันในเวทีระหว่างประเทศ และคาดหวังว่าทั้งสามฝ่ายจะรักษามิตรภาพเพื่อประโยชน์ของประชาชน