พรรคเบอร์ซาตูของมาเลเซียปลดแกนนำจากตำแหน่ง เหตุละเมิดวินัย

  ดาตุ๊ก มูฮัมมัด ราดซี มานัน ประธานคณะกรรมการวินัยของพรรคเบอร์ซาตู (พรรคฝ่ายค้าน) ของมาเลเซียลงนามในหนังสือปลด ดาตุ๊ก ซรี ไซฟุดดิน อับดุลเลาะห์ แกนนำพรรคฯ ออกจากตำแหน่ง เมื่อ 6 ม.ค.68 (มีผลทันที) เนื่องจากกระทำความผิดทางวินัยของพรรค ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการฯ สอบสวนนายไซฟุดดิน ในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมโค่นล้มนายมูฮยิดดิน ยัสซิน ประธานพรรคเบอร์ซาตู หลังจากร่วมกับ ส.ส. อีก 15 คน เขียนจดหมายอุทธรณ์ต่อมาตรการลงโทษสมาชิกพรรคที่ผลักดันให้นายฮัมซาห์ ไซนูดิน รองประธานพรรคฯ ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานพรรคแทน ด้วยเหตุผลว่า นายมูฮยิดดิน มีความห่างเหินจากประชาชนระดับรากหญ้า และพรรคต้องการผู้นำคนใหม่ ทั้งนี้ นายไซฟุดดิน ยอมรับว่าได้รับหนังสือปลดจากตำแหน่งจริงและยืนยันจะยื่นอุทธรณ์

ในปี 2569 วิกฤตในเยเมนสะเทือนเอกภาพชาติอาหรับ

สถานการณ์ด้านความมั่นคงในเยเมน ประเทศในตะวันออกกลาง กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต หลังจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในเยเมน หรือ Southern Transitional Council (STC) ประกาศเมื่อต้นปี 2569 ว่าต้องการจัดการลงประชามติเพื่อแยกเป็นอิสระ จากรัฐบาลเยเมน ซึ่งปัจจุบันได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย การประกาศเจตจำนงและความมุ่งหวังทางการเมืองดังกล่าว แม้ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่าง STC กับรัฐบาลเยเมน แต่สถานการณ์นี้มีความซับซ้อน เพราะทั้ง STC และรัฐบาลเยเมน มีมหาอำนาจในภูมิภาคหรือชาติอาหรับขนาดใหญ่อยู่เบื้องหลัง คือ STC ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ส่วนรัฐบาลเยเมน ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย …เท่ากับว่า ความวุ่นวายทางการเมืองและความแตกแยกในเยเมน จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกลุ่มอาหรับด้วย รัฐบาลเยเมนยังไม่ยอมรับคำประกาศของกลุ่ม STC แต่เสนอให้มีการประชุมเจรจากันก่อน โดยขอให้ซาอุอีอาระเบียเข้าไปมีบทบาทในฐานะประเทศตัวกลางการประชุม อย่างไรก็ตาม กลุ่ม STC ปฏิเสธเข้าร่วมการประชุม โดยปฏิบัติการทางทหารยึดพื้นที่ทางตอนใต้ และพร้อมจะยึดจังหวัด Hadramaut และจังหวัด Al-Mahra ซึ่งมีพรมแดนติดกับซาอุดีอาระเบีย มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศเยเมน และมีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ คืนจากรัฐบาลเยเมนด้วย ซึ่งการต่อสู้ในจังหวัด Hadramaut ทางตะวันออกของเยเมน มีความสำคัญอย่างมาก ทั้งกลุ่ม STC…

อินโดนีเซียพาดพิงความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ของอินโดนีเซีย แถลงในที่ประชุม ครม. เมื่อ 6 ธ.ค.68 ว่า ปริมาณสำรองข้าวของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นจนมีจำนวนมากกว่า 3 ล้านตัน เป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รวมทั้งบรรลุเป้าหมายได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ภายในปี 2568 หรือปีแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี จากเดิมที่ตั้งเป้าจะบรรลุภายใน 4 ปี และมีแผนจะขยายไปยังคาร์โบไฮเดรตชนิดอื่น เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง รวมถึงแหล่งโปรตีนด้วย ทั้งนี้ ประธานาธิบดีปราโบโวได้ย้ำความสำคัญของการรับประกันความมั่นคงทางอาหารให้กับประชาชน ท่ามกลางความขัดแย้งและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น รวมทั้งเห็นว่า หากอินโดนีเซียไม่สามารถบรรลุเป้่าหมายดังกล่าวได้ จะต้องพึ่งพาการนำเข้าข้าวจากไทย กัมพูชา และเวียดนาม   ซึ่งขณะนี้ไทยและกัมพูชากำลังเผชิญสถานการณ์ความขัดแย้งที่อาจปะทุขึ้นอีก

สื่อเมียนมาระบุเชิงชี้นำให้สหรัฐฯ แทรกแซงกิจการภายในเมียนมาเช่นเดียวกับเวเนซุเอลา

สนข. DVB ซึ่งเป็นสื่อมวลชนอิสระของเมียนมาเมื่อ 7 ม.ค.69 นำเสนอบทวิเคราะห์ของนายอลัน เคลเมนต์ส ผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมา ชื่อว่า “A moment of reckoning for Venezuela but how about for Myanmar?” ซึ่งประเมินสถานการณ์ภายในเมียนมาว่า มีความคล้ายคลึงกับเวเนซุเอลา โดย พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ ผู้นำเมียนมาที่ขึ้นสู่อำนาจจากการทำรัฐประหารเมื่อปี 2564 มีความโหดเหี้ยมไม่ต่างจากนายนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ทั้งยังสร้างรายได้จากยาเสพติด ซึ่งทำให้เมียนมายังคงเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญและกระจายยาเสพติดไปสู่ทั่วโลก การกระทำของ พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ ในหลาย ๆ ด้าน อาจอันตรายกว่านายมาดูโร  นายเคลเมนต์สชี้นำให้สหรัฐฯ แทรกแซงกิจการภายในเมียนมาเช่นเดียวกับเวเนซุเอลา