บริษัท Advantest ถูกโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่

บริษัท Advantest Corporation ผู้นำระดับโลกด้านอุปกรณ์ทดสอบเซมิคอนดักเตอร์จากประเทศญี่ปุ่น ตรวจพบการบุกรุกระบบไอทีและตกเป็นเป้าหมายของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) เมื่อ15 ก.พ.69

ญี่ปุ่นจะส่ง ออท.ประจำกระทรวงเยือนไทย กัมพูชา และฟิลิปปินส์

นายฮายาชิ เทจิ ออท.ประจำกระทรวง (รับผิดชอบด้านความร่วมมือลุ่มน้ำโขง) จะเยือนไทย กัมพูชา และฟิลิปปินส์ (ประธานอาเซียนประจำปี 2569) ระหว่าง 23-27 ก.พ.69 เพื่อพบหารือและแลกเปลี่ยนความเห็นกับ จนท.ของรัฐของทั้งสามประเทศในประเด็นสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นได้ดำเนินการผ่านหลายช่องทางเพื่อลดความตึงเครียดของสถานการณ์ระหว่างกัมพูชากับไทย รวมถึงการประสานงานผ่านช่องทางการทูต การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการจัดสรรงบประมาณสำหรับจัดหาสิ่งอุปกรณ์ให้คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ภายใต้กรอบความช่วยเหลือเพื่อความมั่นคงอย่างเป็นทางการ  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสองประเทศ

ออสเตรเลียเตรียมสร้างเรือลำเลียงพลขนาดใหญ่เพิ่ม

เว็บไซต์กองทัพออสเตรเลีย รายงานเมื่อ 20 ก.พ.69 ว่า ออสเตรเลียได้ลงนามในสัญญาฉบับที่ 2 กับบริษัท Austal Defence Shipbuilding มูลค่า 4,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 87,922 ล้านบาท) เพื่อดำเนินการต่อเรือลำเลียงพลขนาดใหญ่ (Landing Craft Heavy) จำนวน 8 ลำ ให้กับกองทัพบกออสเตรเลีย โดยเรือดังกล่าวมีความยาวประมาณ 100 เมตร และมีขีดความสามารถในการขนส่งอาวุธโจมตีพิสัยไกลที่มีความแม่นยำสูง อันจะช่วยเสริมศักยภาพด้านการปฏิบัติการสะเทินน้ำสะเทินบก การลำเลียงยุทโธปกรณ์ ตลอดจนการสนับสนุนภารกิจบรรเทาสาธารณภัยในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ลงนามสัญญาฉบับที่ 1 มูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 21,983 ล้านบาท) เพื่อจัดหาเรือลำเลียงพลขนาดกลาง

รัสเซียและคิวบาหารือเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน และนายเซียร์เกย์ ลาฟรอฟ รมว.กต.รัสเซีย พบหารือกับนายบรูโน โรดริเกซ ปาร์รียา รมว.กต.คิวบา เมื่อ 19 ก.พ.69 ซึ่งทั้งสองฝ่ายร่วมกันประณามสหรัฐฯ อย่างรุนแรงกรณีสหรัฐฯ ดำเนินมาตรการที่ไม่ชอบธรรม รวมถึงการกดดันทางเศรษฐกิจและการทหารต่อคิวบา พร้อมกับยืนยันความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกัน นอกจากนี้ พล.ท.โรเบร์โต โซโตลองโก เสนาธิการใหญ่กองทัพคิวบาและ รมช.กห.คิวบา พบหารือกับนายวาซีลี ออสมาคอฟ รมช.กห.รัสเซีย เมื่อ 19 ก.พ.69 ประเด็นความร่วมมือด้านเทคนิคทางการทหารและแผนความร่วมมือระหว่าง กห.ในระยะต่อไป ทั้งนี้ การเยือนรัสเซียของคณะผู้แทนคิวบาดังกล่าว มีขึ้นห้วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างคิวบากับสหรัฐฯ ตึงเครียดเพิ่มขึ้นจากมาตรการขึ้นภาษีศุลกากรต่อประเทศที่ 3 ซึ่งส่งออกน้ำมันให้คิวบาของสหรัฐฯ

สหรัฐฯ จะเก็บภาษีนำเข้าร้อยละ 10 หลังภาษีตอบโต้เป็นโมฆะ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศทั่วโลกในอัตราร้อยละ 10 เป็นเวลา 150 วัน ภายใต้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 2517 (Trade Act of 1974) เพิ่มเติมจากอัตราภาษีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยภาษีอัตราใหม่นี้ จะมีผลบังคับใช้ภายใน 3 วันเพื่อทดแทนการเก็บภาษีภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินเมื่อ 20 ก.พ.69 ว่า ผิดกฎหมาย โดยระบุว่าประธานาธิบดีทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจ นอกจากนี้  ประธานาธิบดีทรัมป์ยังระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะเริ่มดำเนินการสอบสวนหลายกรณีภายใต้มาตรา 301 ว่าด้วยแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมเพื่อปกป้องสหรัฐฯ จากการค้าที่ไม่เป็นธรรมของประเทศและบริษัทอื่น ๆ

บริษัทด้านเทคโนโลยีทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อพัฒนา AI ของอินเดีย

อินเดียกำลังกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก เมื่อบริษัทเทคโนโลยี Microsoft, Google, Meta และ Amazon เตรียมทุ่มงบลงทุนด้าน AI มูลค่า 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

ผู้นำกัมพูชากล่าวหาไทยในห้วงที่เข้าร่วมประชุม Board of Peace ที่สหรัฐฯ

เป้าหมายหลักของสมเด็จฯ ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เดินทางไป วอชิงตัน ดี.ซี. นอกจากเข้าร่วมประชุม Board of Peace ก็คือ ใช้โอกาสดังกล่าวกระจายข่าวสาร (message) เชิงลบของไทยไปยังเวทีระหว่างประเทศ โดยใช้สื่อต่างประเทศเป็นกระบอกเสียง ควบคู่ไปกับสร้างผลงานให้กับ Board of Peace ที่สหรัฐฯ จัดตั้ง ด้วยการเสนอให้ดึง Board of Peace เข้าไปมีบทบาทในการแก้ไขความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะเดียวกันก็ใช้สื่อต่างประเทศ และสื่อในประเทศของกัมพูชาส่งสัญญาณไปยังมหาอำนาจที่ใกล้ชิด เช่น จีนว่าทำไมกัมพูชาต้องรักษาดุลอำนาจกับสหรัฐฯ สมเด็จฯ ฮุน มาแนตได้พบกับกับนายคริสโตเฟอร์ ลินเดา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ เมื่อ 19 กุมภาพันธ์ 2569 โดยในระหว่างการหารือได้พาดพิงไทยด้วยการเล่าประเด็นความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา  สมเด็จฯ ฮุน มาแนตยังได้ชี้แจงถึงความจริงจังในการกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์ของกัมพูชา รวมทั้งความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคง โอกาสการค้าและการลงทุนระหว่างสหรัฐฯ กับกัมพูชา  นายลินเดายังชื่นชมที่สมเด็จฯ ฮุน มาแนต เข้าร่วม Board of Peace ด้วย…

ความคืบหน้าการเจรจาโครงการนิวเคลียร์สหรัฐฯ-อิหร่าน

  สหรัฐฯ กับอิหร่านมีความคืบหน้าเชิงบวกในการเจรจาโครงการพัฒนานิวเคลียร์  ผู้แทนของอิหร่านให้ความเห็นเมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า ผลการเจรจาครั้งที่ 2 ที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ทั้ง 2 ฝ่ายเข้าใจหลักการร่วมที่จะแก้ไขความขัดแย้งเกี่ยวกับโครงการพัฒนานิวเคลียร์อิหร่าน แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุว่ายังมีขั้นตอนดำเนินการ และรายละเอียดสำคัญอีกมากที่ตั้ง 2 ประเทศต้องร่วมมือกัน ด้านนาย Badr Albusaidi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโอมาน ซึ่งทำหน้าที่ผู้ประสานงานระบุว่าการเจรจามีความคืบหน้าและผลลัพธ์ที่ดี มีแนวโน้มจะเป็นจุดเริ่มต้นการตั้งเป้าหมายร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และสะท้อนว่าการเจรจายังคงเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการลดระดับความขัดแย้งระหว่างประเทศ สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการเจรจาดังกล่าว พิจารณาจากกรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าจะมีส่วนร่วมทางอ้อมกับการเจรจากับอิหร่าน และเสนอแนะให้อิหร่านเข้าร่วมการเจรจาอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้น สหรัฐฯ อาจส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดไปปฏิบัติการในอิหร่านแทน ขณะที่รองประธานาธิบดีเจ.ดีแวนซ์ ของสหรัฐฯ ให้ความเห็นว่าผู้แทนของทั้ง 2 ประเทศตกลงที่จะพบหารือกันต่อไปเป็นครั้งที่ 3 อิหร่านใช้ประโยชน์จากการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจสื่อมวลชนต่างประเทศจากประเด็นการประท้วงขับไล่รัฐบาลในประเทศ ให้ไปสนใจความคืบหน้าการเจรจาโครงการนิวเคลียร์แทน นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่าอิหร่านต้องการซื้อเวลาด้วยการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อซ่อนอาวุธนิวเคลียร์ และเปลี่ยนเป้าหมายการเจรจาให้เป็นประเด็นที่ตอบสนองผลประโยชน์ของอิหร่านมากที่สุด ซึ่งการเจรจาเพื่อซื้อเวลานี้ เป็นเทคนิคที่อิหร่านใช้ในการเจรจากับนานาชาติ โดยเฉพาะสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่อง อิหร่านอาจกำลังใช้เทคนิคการรับมือกับแรงกดดันจากมหาอำนาจ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านระบุว่าเทคนิคการเจรจาของอิหร่านจะประกอบด้วยการทำให้สถานการณ์การเมืองในประเทศ “ดูเหมือน”…

โลกและไทยจะเผชิญความเสี่ยงอะไรบ้าง…..ในปี 2569

ในทุก ๆ ปี โลกของเราจะเผชิญกับความเสี่ยงต่อความเป็นอยู่ ความสงบสุข และสันติภาพ ซึ่งความเสี่ยงแต่ละเรื่องมีระดับความรุนแรง และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์มากน้อยไม่เท่ากัน  การรู้ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นก็จะเป็นผลดีต่อการรับมือทั้งในระดับนโยบายและปฏิบัติ รวมทั้งใช้เป็นโอกาสด้วยเช่นกัน ซึ่งในปี 2569 โลกมีความเสี่ยงหลาย ๆ เรื่อง ที่ต้องตามติดกันหลายเรื่องทีเดียว…. เมื่อ มกราคม 2569 หน่วยงานด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีชื่อเสียง คือ World Economic Forum (WEF) ได้มีการเผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นประเด็นความเสี่ยงระดับโลกปี 2569 จากผู้บริหารองค์กรต่างๆ และผู้เชี่ยวชาญ (Executive Opinion Survey – EOS) จากทั้งหมด 116 ประเทศ ผลก็คือว่า…. ความเสี่ยงอันดับ 1 ของโลก ได้แก่ การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐศาสตร์  อันดับ 2 -3 คือ ความขัดแย้งทางอาวุธระหว่างรัฐ  และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ   ส่วนความเสี่ยงอันดับที่ 4 มี 2 ประเด็น ได้แก่…

ไทยเสี่ยงเป็นประเทศล้าหลังทางเศรษฐกิจของเอเชีย ตอ.ต.

Bloomberg เผยแพร่บทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทย หลังจากพรรคที่เป็นฝ่ายอนุรักษนิยมชนะการเลือกตั้ง โดยหลายฝ่ายคาดหวังว่าจะสร้างเสถียรภาพให้กับประเทศ ในขณะที่เศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาขยายตัวต่ำกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง ความขัดแย้งชายแดนกับกัมพูชา ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง รวมถึงปัญหาโครงสร้างประชากร โดยไทยยังขาดแนวคิดหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ฟื้นจากภาวะซบเซา ในขณะที่เวียดนามมีการส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ มาเลเซียมุ่งเน้นด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center) และสิงคโปร์ที่เป็นศูนย์กลางการเงินของภูมิภาคและที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทข้ามชาติ แต่ไทยยังขาดเป้าหมายหลักที่จะเป็นแรงจูงใจในการระดมทรัพยากรและกำหนดทิศทางนโยบายของประเทศ