เกิดอะไรขึ้นที่คิวบาในปี 2569 ..วิเคราะห์เป้าหมายสหรัฐฯ

 Int Podcast ชวนติดตามพัฒนาการความมั่นคงในคิวบา เพื่อนบ้านสหรัฐฯ ที่กำลังเผชิญความท้าทายจากนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ …ทำไมสหรัฐฯ ต้องกดดันคิวบา และจะเกิดเหตุการณ์ “ลักพาตัว” ผู้นำคิวบาซ้ำรอยเวเนซุเอลาหรือไม่!? ร่วมหาคำตอบและวิเคราะห์สถานการณ์โลกไปด้วยกันครับ #สหรัฐฯ #คิวบา #ความมั่นคงโลก #วิกฤตพลังงาน #ความขัดแย้ง #ละตินอเมริกา #มหาอำนาจ

CyberXplore ปักษ์หลัง ก.พ.2569

CyberXplore ฉบับปักษ์หลังเดือนกุมภาพันธ์ 2569 รายงานสถานการณ์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์จากทั่วโลก สรุปเหตุการณ์สำคัญและแนวโน้มภัยคุกคามในรอบ 15 วัน
เพื่อยกระดับการรับรู้และเตรียมความพร้อมของทุกภาคส่วน

รอบรั้วอาคเนย์ ปักษ์หลัง ก.พ.69

รอบรั้วอาคเนย์ Intelligence Report by NIA ฉบับปักษ์หลัง กุมภาพันธ์ 2569
รายงานสถานการณ์และบทบาทของผู้นำที่น่าสนใจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมประเมินแนวโน้ม

4 เครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ต่อรองอำนาจรัฐ

ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ต้องจัดให้เป็นเป้าหมายอันดับต้น ๆ ในยุทธศาสตร์แห่งชาติ นอกเหนือจากความมั่นคงด้านอธิปไตยและการเมือง เนื่องจากเศรษฐกิจนั้น หมายถึงกิจกรรมขนาดใหญ่ที่ส่งผลต่อองค์ประกอบของรัฐในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การแจกจ่าย การบริโภค การบริหารจัดการ การจ้างงาน การแลกเปลี่ยน และการจัดสรรทรัพยากร ดังนั้น เศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องใกล้ตัวประชาชนไม่แพ้เรื่องการเมือง เพราะทุกคนในสังคมมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการนึกถึงวิธีการบริหารจัดการเงินทุนที่มีอยู่ในแต่ละเดือนของมนุษย์เงินเดือนและพนักงานทั้งหลาย การที่ผู้บริหารบริษัทจะต้องเลือกทำข้อตกลงเพื่อขยายการลงทุนร่วมกับนายทุนรายอื่น ๆ รวมไปถึงการคำนวณรายได้จากการเก็บภาษีของรัฐบาล ทั้งหมดนี้นับว่าเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นเพื่อสร้าง “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” ซึ่งหมายถึงการทำให้ระบบเศรษฐกิจมีความปลอดภัย และมีเสถียรภาพต่อไปนั่นเอง ในช่วงต้นปี 2569 มีรายงานขององค์กรระหว่างประเทศและนักวิเคราะห์จำนวนมากที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลก รวมทั้งเศรษฐกิจไทย จะเผชิญสภาวะยากลำบากและมีอุปสรรคท้าทายจากหลายปัจจัย และปัจจัยแรกที่มีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก ก็คือสถานการณ์ระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลง เพราะปัจจุบัน “รัฐ” หรือผู้บริหารประเทศต่าง ๆ กำลังใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจ (statecraft) เพื่อสร้างและรักษาอำนาจต่อรองทางการเมืองระหว่างประเทศ เพราะผลจากโลกาภิวัตน์ (globalization) ทำให้ปัจจัยเศรษฐกิจของแต่ละประเทศเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น ผ่านการทำข้อตกลงและความร่วมมือทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคี “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” กลายเป็นหน้าที่รัฐต้องรักษาและเสริมสร้างไว้ให้ประชาชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและทำให้เกิดการพัฒนา ดังนั้น รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นประเทศขนาดเล็ก กลาง…

ความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นในวันที่ไม่มีแพนด้า

เพื่อนบ้านก็เหมือนลิ้นกับฟัน กระทบกระทั่งกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งจีนและญี่ปุ่นก็ไม่ต่างจากคู่เพื่อนบ้านอื่น ๆ ที่มีเรื่องให้ต้องผิดใจกัน ในห้วงปี 2568 ที่เกิดการปะทะทางทหารและทางการทูตในหลายประเทศและภูมิภาค เอเชียตะวันออกก็ไม่น้อยหน้า โดยไม่ได้มีเพียง hotspot เจ้าประจำคือ คาบสมุทรเกาหลีและช่องแคบไต้หวันเท่านั้น แต่ยังมีการปะทุขึ้นมาของความขัดแย้งระหว่างสองยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียตะวันออก คือจีนกับญี่ปุ่น หลังจากที่นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นสายอนุรักษ์นิยมกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่ญี่ปุ่นจะเข้าแทรกแซงหากจีนใช้กำลังต่อไต้หวันเมื่อพฤศจิกายน 2568 จนนำไปสู่การตอบโต้ไม่หยุดระหว่างจีนกับญี่ปุ่นจนถึงปัจจุบัน นอกจากไม่มีสัญญาณว่าความขัดแย้งจะคลี่คลาย หนำซ้ำยังมีแนวโน้มจะยืดเยื้อจากการที่ทั้งสองฝ่ายตอบโต้กัน อย่างต่อเนื่อง โดยจีนตอบโต้และกดดันญี่ปุ่นด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจ การทูต และทางทหาร เช่น การจำกัดการส่งออกแร่หายาก การระงับการนำเข้าอาหารทะเล การเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น การเลื่อนฉายภาพยนตร์ญี่ปุ่นในจีนจนทำให้ยอดจำหน่ายตั๋วภาพยนตร์แอนิเมชันญี่ปุ่นลดลง นอกจากนั้น จีนยังใช้มาตรการทางการทูตเช่น การไม่อนุมัติการแต่งตั้งกงสุลใหญ่ของญี่ปุ่นประจำนครฉงชิ่ง ร่วมด้วยมาตรการทางทหารด้วยการส่งเรือของหน่วยยามฝั่งไปลาดตระเวณรอบหมู่เกาะที่เป็นพื้นที่พิพาทระหว่างทั้งสองประเทศ และสร้างความกดดันด้วยการที่เครื่องบินทหารของจีนล็อกเรดาร์เป้าหมายไปที่เครื่องบินขับไล่ของญี่ปุ่น ขณะที่ญี่ปุ่นไม่มีท่าทีจะอ่อนข้อทั้งยังได้ประโยชน์ทางการเมืองจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทั้งกระแสชาตินิยม และการผลักดันนโยบายทางทหาร เห็นได้จากที่มีข่าวสารการพัฒนาขีดความสามารถด้านการรักษาความมั่นคง การทหาร และการข่าวของญี่ปุ่นบ่อยครั้งขึ้น แม้อาจไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้งกับจีนครั้งนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความขัดแย้ง    ที่เกิดขึ้นประกอบกับปัญหาเดิมคือการอ้างสิทธิ์เหนือน่านน้ำและหมู่เกาะในทะเลจีนตะวันออกก็ยังไม่มีทางออก การเสริมสร้างสมรรถนะทางทหารเพื่อการป้องกันประเทศของญี่ปุ่นในปัจจุบันจึงดูจะมีความชอบธรรมและสมเหตุสมผล สำหรับญี่ปุ่น การมีผู้นำสตรีคนแรกไม่เพียงสร้างสีสันให้การเมืองญี่ปุ่น แต่การมาของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิยังมาพร้อมกับนโยบายที่แข็งกร้าวจนทำให้ญี่ปุ่นกลับมาอยู่ในสายตาของนานาประเทศอีกครั้งด้วยภาพลักษณ์ใหม่ คือการเป็น hard-power actor ทั้งการมีจุดยืนชัดเจนในประเด็นไต้หวันแม้ต้องงัดข้อกับจีน การผลักดันนโยบายการทหารและความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง เช่น…

ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือจะใช้อาวุธนิวเคลียร์เสริมบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ

นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือย้ำความสำคัญของการครอบครองและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อค้ำประกันความมั่นคงของประเทศ โดยเมื่อ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือกล่าวในระหว่างเข้าร่วมการประชุมของพรรคแรงงานเกาหลี (Workers’ Party of Korea-WPK) ครั้งที่ 9  และชมการแสดงพาเหรดของกองทัพเกาหลีเหนือที่กรุงเปียงยางว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือจะให้ความสำคัญกับการพัฒนากองทัพนิวเคลียร์ และระบบขีปนาวุธต่อไป เฉพาะอย่างยิ่งขีปนาวุธที่สามารถปล่อยจากเรือดำน้ำได้ และอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี ซึ่งจะมีขนาดเล็กแต่มีประสิทธิภาพสูง สามารถโจมตีเป้าหมายได้แบบเฉพาะจุด ทั้งนี้ นายคิม จองอึนประกาศให้ชาวเกาหลีเหนือเชื่อมั่นว่า สถานะการเป็นประเทศที่ครอบครองและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์นั้นมีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ ทำให้สามารถป้องปรามศัตรูและภัยคุกคามได้อย่างดี พร้อมทั้งเชิดชูบทบาทของกองทัพเกาหลีเหนือที่เป็นแกนกลางความมั่นคงของประเทศ ในการแสดงพาเหรดกองทัพเกาหลีเหนือครั้งนี้มีทหารเข้าร่วมมากกว่า 14,000 คน แต่สื่อต่างประเทศให้ความสนใจกรณีไม่มีการเปิดเผยอาวุธนิวเคลียร์หรือยุทโธปกรณ์รุ่นใหม่ ซึ่งแตกต่างจากการแสดงพาเหรดกองทัพเกาหลีเหนือที่ผ่านมา ท่าทีดังกล่าวของนายคิม จองอึน เป็นสัญญาณให้นานาชาติตระหนักถึงความมุ่งมั่นของเกาหลีเหนือที่จะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมอาวุธ และคาดว่าจะพัฒนาความร่วมมือกับประเทศที่สนับสนุนเกาหลีเหนือต่อไป โดยเฉพาะรัสเซียและจีน นอกจากนี้ ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือยังแสดงท่าทีต่อนโยบายต่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่ เกาหลีเหนือจะไม่เจรจากับเกาหลีใต้เพื่อรวมชาติ ส่วนการเจรจากับผู้นำสหรัฐฯ อาจเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อสหรัฐฯ ยุติการดำเนินนโยบายที่เป็นภัยคุกคามหรือข่มขู่เกาหลีเหนือ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน นายคิม จองอึนยังไม่มีเหตุผลที่จะต้องเจรจากับสหรัฐฯ ด้านโฆษกทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ให้ความเห็นต่อท่าทีของเกาหลีเหนือว่าเกาหลีใต้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายที่จะหาแนวทางอยู่ร่วมกันอย่างสันติ จึงเห็นว่าการสร้าวความเชื่อใจและเคารพระหว่างกันจะเป็นปัจจัยสู่สันติภาพในคาบสมุทรเกาหลีได้ รัฐบาลจีนแสดงท่าทีที่น่าสนใจต่อการสร้างสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลี โดยเมื่อ 26…

การปะทะระหว่างอัฟกานิสถานกับปากีสถานบริเวณชายแดน

ความขัดแย้งระหว่างอัฟกานิสถานกับปากีสถานตึงเครียดขึ้น จากกรณีมีรายงานว่าอัฟกานิสถานปฏิบัติการโจตีฐานทัพของปากีสถานครั้งใหญ่เมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2569 โดยเน้นทำลายฐานทัพปากีสถานบริเวณชายแดนภาคตะวันออกของประเทศ เพื่อตอบโต้ปากีสถานที่ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในจังหวัด Nangharhar และจังหวัด Paktia ของอัฟกานิสถานเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมากกว่า 70 ราย ทั้งนี้ รัฐบาลตอลิบันของอัฟกานิสถานประกาศว่าการปฏิบัติการของปากีสถานละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง สถานการณ์การปะทะทางการทหารและความขัดแย้งระหว่างอัฟกานิสถานกับปากีสถาน ตึงเครียดมากขึ้นตั้งแต่การปะทะทางการทหารที่บริเวณจุดข้ามแดน Durand Line เมื่อ ตุลาคม 2568 ส่งผลให้ทั้ง 2 ประเทศตัดสินใจปิดจุดผ่านแดนดังกล่าว จากนั้นแม้ทำข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกันแล้ว แต่มีรายงานว่าพบการปะทะทางทหารระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีรายงานด้วยว่ารัฐบาลปากีสถานตอบโต้อัฟกานิสถานด้วยการโจมตีทางอากาศในกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน พร้อมประกาศว่าเตรียมจะทำสงคราม ขณะเดียวกันก็ชี้แจงว่าฐานทัพปากีสถานไม่ได้รับความเสียหายจากการโจมตี ตามที่รัฐบาลตอลิบันกล่าวอ้าง ความตึงเครียดระหว่างอัฟกานิสถานและปากีสถานมีแนวโน้มจะยืดเยื้อ เสี่ยงรุนแรงและขยายตัวมากขึ้น เนื่องจากปมความไม่ไว้วางใจระหว่างกัน เพราะปากีสถานเชื่อว่ารัฐบาลตอลิบันในอัฟกานิสถานสนับสนุนกลุ่มตอลิบันในปากีสถาน (TTP) ให้ก่อเหตุร้ายและโค่นล้มรัฐบาล ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศเชื่อว่ากลุ่มตอลิบันในอัฟากานิสถานยังคงอยู่เบื้องหลังและช่วยเหลือกลุ่มตอลิบันในปากีสถาน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง และช่วยรัฐบาลตอลิบันในอัฟกานิสถานปราบปรามกลุ่มก่อการร้าย Islamic State Khorasan Province ต่อไป

จีน-เยอรมนีขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้า

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ต้อนรับนายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ ของเยอรมนีที่เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ที่กรุงปักกิ่ง เพื่อขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างกัน ทั้งนี้ นานาชาติให้ความสนใจความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศที่เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 2 และ 3 ของโลก ดังนั้น พัฒนาการความสัมพันธ์จึงอาจส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจของยุโรปและโลก รวมทั้งการสนับสนุนบทบาทขององค์การสหประชาชาติ (UN) ให้เป็นกลไกกลางค้ำประกันความมั่นคงในระเบียบโลกแบบพหุภาคี ผู้นำจีนใช้โอกาสนี้ย้ำนโยบายสำคัญด้านเศรษฐกิจของจีน ที่เน้นการพัฒนาอย่างสันติ และมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาประเทศให้ทันสมัย โดยพร้อมจะร่วมมือกับเยอรมนี เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจโลกให้เติบโต มีนวัตกรรม เทคโนโลยี และยินดีแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกัน ด้านผู้นำเยอรมนี แสดงความยินดีที่ได้เยือนจีนในช่วงเทศกาลตรุษจีน พร้อมย้ำว่าเยอรมนีให้ความสำคัญกับนโยบายจีนเดียว รวมทั้งพร้อมให้ความร่วมมือกับจีนในฐานหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ต่อไป นอกจากนี้ ทั้ง 2 ประเทศยังเชื่อว่าการพัฒนาความร่วมมือทวิภาคี จะเป็นผลดีต่อการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหภาพยุโรป (EU) เพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลโลก (global governance) ในช่วงเวลาที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และไม่แน่นอนสูง การเยือนจีนครั้งนี้จะเป็นผลดีต่อบริษัทและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในเยอรมนี ที่มีแนวโน้มจะร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของจีนมากขึ้น มีรายงานว่าการเยือนครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีนำคณะผู้บริหารและเจ้าของธุรกิจรายใหญ่กว่า 30 ราย เดินทางไปพร้อมกันด้วย…