ผู้นำจีนเยือนคีร์กีซสถาน ร่วมการประชุมสุดยอด SCO

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนเยือนคีร์กีซสถาน เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่มความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organization-SCO) ประจำปี 2569 ที่เมือง Bishkek เมืองหลวงของคีร์กีซสถาน ระหว่าง 31 สิงหาคม 2569 – 1 กันยายน 2569 โดยการเยือนครั้งนี้จะเป็นผลดีต่อการกระชับความร่วมมือระหว่างจีนกับคีร์กีซสถาน รวมทั้งส่งเสริมบทบาทของกรอบความร่วมมือพหุภาคีให้ SCO เป็นกลไกส่งเสริมความเชื่อมั่นระหว่างประเทศสมาชิกต่อไป ซึ่งรัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับการผลักดันและสนับสนุนกรอบ SCO อย่างมาก และในโอกาสครบรอบ 25 ปีในปี 2569 นี้ คาดว่าจีนจะสมาชิก SCO จะย้ำการให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการพัฒนา เฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงการคมนาคมระหว่างภูมิภาค และโครงการพลังงานสะอาด ขณะเดียวกัน ทั่วโลกจับตามองท่าทีของจีนและสมาชิก SCO ต่ออิหร่าน ซึ่งเป็นสมาชิก SCO ที่กำลังเผชิญภาวะสงครามกับสหรัฐฯ และมีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดทิศทางราคาพลังงานโลก ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าจีน รัสเซีย รวมทั้งสมาชิก SCO ส่วนใหญ่จะยังยืนยันท่าทีสนับสนุนความมั่นคงของอิหร่าน และหลีกเลี่ยงการใช้การประชุม SCO…

กลยุทธ์ตัดตอนทางการเมือง กรณีผู้นำอิสราเอลประณามการก่อเหตุรุนแรงในเขตเวสต์แบงก์

กรณีนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลเมื่อ 30 สิงหาคม 2569 ออกแถลงการณ์ประณามชาวอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ที่ก่อเหตุบุกทำร้ายชาวบ้านในหมู่บ้าน Qusra และ Jarud เขตเวสต์แบงก์ เมื่อ 29 ส.ค. 69 โดยวิจารณ์ว่า การกระทำดังกล่าวขัดขวางการปฏิบัติภารกิจของกองทัพอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ พร้อมทั้งยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากชาวอิสราเอลจำนวนหนึ่ง หรือกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานที่ละเมิดกฎหมายเท่านั้น ทั้งนี้ ท่าทีของผู้นำอิสราเอลมีขึ้นหลังเกิดเหตุกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานกระจายกำลังโจมตีชาวปาเลสไตน์หลายจุดทั่วเขตเวสต์แบงก์ ทำให้ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ชาวอิสราเอล ปัจจุบัน มีผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลมากกว่า 500,000 คน อาศัยอยู่ในเขตเวสต์แบงก์ ร่วมกับชาวปาเลสไตน์ประมาณ 3.4 ล้านคน ขณะที่ สนง.เพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (OCHA) ระบุว่า นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายกรกฎาคม 2569 เกิดเหตุกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานโจมตีจนทำให้ชาวปาเลสไตน์บาดเจ็บ เสียชีวิต หรือทรัพย์สินเสียหายแล้วมากกว่า 1,330 ครั้ง ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า ท่าทีของผู้นำอิสราเอลนั้นล่าช้า รวมทั้งขัดแย้งต่อสถานการณ์จริงในพื้นที่ และอาจเป็นไปเพื่อปกป้องภาพลักษณ์ของอิสราเอลในเวทีระหว่างประเทศว่าไม่ได้สนับสนุนการก่อเหตุรุนแรงของกลุ่มที่มีแนวคิดหัวรุนแรงสุดโต่ง ควบคู่กับสร้างเงื่อนไข หรือ “ข้ออ้าง” ในการส่งเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงเข้าไปปฏิบัติการควบคุมตัวบุคคลและตั้งฐานที่มั่นในเขตเวสต์แบงก์มากขึ้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่อิสราเอลไม่ได้เข้าไปปราบปรามกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานอย่างจริงจัง แต่กลับมีรายงานว่าเข้าไปปฏิบัติการคุกคามและขับไล่ชาวปาเลสไตน์ในพื้นที่ ดังนั้น ท่าทีของผู้นำอิสราเอลเป็นเพียงการเดินเกมการเมือง เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของรัฐบาลอิสราเอลให้ยังคงได้รับการยอมรับในเวทีระหว่างประเทศ ด้วยกลยุทธ์…

ความคืบหน้าปฏิบัติการกู้ภัยในเนปาล-ทิเบต

เหตุอุทกภัยและดินถล่มฉับพลันที่บริเวณพรมแดนเนปาล-ทิเบต เมื่อ 26 สิงหาคม 2569 ยังคงเป็นภัยพิบัติที่ทำความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง โดยมีรายงานเมื่อ 30 สิงหาคม 2569 ว่าจำนวนผู้สูญหายเพิ่มขึ้นเป็น 3,000 ราย และเสียชีวิตแล้วมากกว่า 800 ราย โดยผู้สูญหายจำนวนหนึ่งเป็นแรงงานชาวเนปาลและชาวต่างชาติ ได้แก่ อินเดีย จีน และเกาหลีใต้ ที่ทำงานในโครงการก่อสร้างเขื่อนพลังงานน้ำ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง 11 แห่งในพื้นที่ประสบภัย ขณะที่สภาพภูมิอากาศในพื้นที่ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดเหตุภัยพิบัติซ้ำ เนื่องจากฝนตกหนักทำให้ระดับน้ำในทะเลสาบบริเวณใกล้เคียงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด และระมัดระวังปฏิบัติการให้ความช่วยเหลืออย่างมาก ทั้งนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบการติดตามสถานการณ์ภูมิอากาศและระดับน้ำในทะเลสาบ ยังมั่นใจว่าหากสถานการณ์เสี่ยงภัย จะสามารถแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้ล่วงหน้า 30 นาที รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเนปาลระบุว่าปัจจุบันได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่มากกว่า 19,00 นายและเฮลิคอปเตอร์ 16 ลำ ร่วมปฏิบัติการกู้ภัย อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติการช่วยเหลือและกู้ภัยในพื้นที่โครงการเขื่อนพลังงานน้ำเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากมีอุโมงค์จำนวนมาก และภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทำให้หน่วยกู้ภัยไม่สามารถระบุตัวตนผู้ประสบภัยได้ตามเป้าหมาย ทำให้มีรายงานว่าอินเดียและจีน ส่งทีมกู้ภัยเข้าไปร่วมปฏิบัติการช่วยเหลือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเนปาล ประเมินความเสียหายจากภัยพิบัติดังกล่าวประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเนปาลยังคงเน้นปฏิบัติการช่วยเหลือและกู้ภัยเป็นอันดับแรก ยังไม่เปลี่ยนเป้าหมายการปฏิบัติการไปสู่ขั้นตอนการบรรเทาทุกข์ หรือการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม…

สหรัฐฯ-อิหร่าน ปะทะรอบใหม่ ภูมิภาคตะวันออกกลางเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจ

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านในภูมิภาคตะวันออกกลางทำให้ประเทศอื่น ๆ เสี่ยงตกเป็นเป้าหมายโจมตีและได้รับผลกระทบมากขึ้น จากกรณีล่าสุดเมื่อ 30 สิงหาคม 2569 ทั้ง 2 ประเทศเริ่มการโจมตีด้วยกำลังทหารรองใหม่ โดยมีรายงานว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายเริ่มปฏิบัติการใช้จรวดยิงทำลายเกาะ Larak นอกชายฝั่งติดกับเมืองบันดาร์อับบาส ทางตะวันออกของอิหร่าน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญด้านการบริหารจัดการเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ทั้งนี้ สหรัฐฯ เปิดเผยว่าการโจมตีเกาะ Larak เป็นไปเพื่อสกัดกั้นปฏิบัติการลักลอบวางทุ่นระเบิดของกองทัพอิหร่าน ด้านอิหร่านไม่พอใจและประกาศว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรง จากนั้นจึงมีรายงานว่าอิหร่านปฏิบัติการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ จำนวน 2 แห่งในจอร์แดน ได้แก่ ฐานทัพ King Hussein และฐานทัพ al-Azraq  ด้านกองทัพจอร์แดนระบุว่าสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธได้จำนวน 8 ลูก ส่วนกองทัพอิหร่านระบุว่าสามารถสร้างความเสียหายให้กับฐานทัพดังกล่าวได้ การตอบโต้ทางทหารดังกล่าวเป็นการปะทะรอบล่าสุด หลังจากทั้ง 2 ฝ่ายยับยั้งการโจมตีระหว่างกันเมื่อ ปลายกรกฎาคม 2569 แต่ระดับความขัดแย้งไม่ผ่อนคลาย เนื่องจากยังไม่มีการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้ง ไม่มีการปฏิบัติตามเงื่อนไขการเจรจา ขณะที่สหรัฐฯ ก็เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเพื่อกดดันอิหร่านอย่างจริงจังเมื่อ 24 สิงหาคม 2569 สถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ จะส่งผลเสียต่อความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางในระยะยาว โดยผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า สหรัฐฯ ยังไม่ประสบความสำเร็จในการใช้เครื่องมือทางทหารให้บรรลุเป้าหมายเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองการปกครองของอิหร่าน…