![]()

สถาบัน International Institute for Strategic Studies (IISS) สถาบันวิจัยและคลังสมองชั้นนำของโลกด้านความมั่นคง เผยแพร่บทวิเคราะห์ เรื่อง New geographies: submarine cables in the Indo-Pacific เมื่อ 10 กันยายน 2569 โดย Darshana M. Baruah และ Virpratap Vikram Singh วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงทาง ยุทธศาสตร์ของสายเคเบิลใต้ทะเลระหว่างประเทศ 170 เส้น ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ห้วงปี 2535–2573 ขณะที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ (Big Tech) ของสหรัฐฯ เช่น บริษัท Meta และ Google เข้าไปมีบทบาทลงทุนในสายเคเบิลยุคใหม่ เพิ่มขึ้นอย่างมาก แทนกลุ่มบริษัทโทรคมนาคมแบบเดิม เพื่อควบคุมโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence -AI) และบริการคลาวด์
สายเคเบิลใต้ทะเลเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคมหลักที่รับส่งข้อมูลอินเทอร์เน็ตทั่วโลกมากกว่า ร้อยละ 99 โดยเส้นทางดั้งเดิมมักเดินสายผ่านจุดคอขวดทางทะเลสำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ และช่องแคบมะละกา รวมถึงเชื่อมต่อผ่านเมืองศูนย์กลางการค้าและท่าเรือหลัก โดยเมืองที่มีสายเคเบิลระหว่างประเทศเชื่อมต่อมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง มุมไบ (อินเดีย) บาตัม (อินโดนีเซีย) ฟูไจราห์ (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE) ซิดนีย์ (ออสเตรเลีย) จิบูตี เจดดาห์ (ซาอุดีอาระเบีย) เซี่ยงไฮ้ (จีน) และชิมะ (ญี่ปุ่น)
อย่างไรก็ดี ได้มีการเปลี่ยนเส้นทางและเมืองศูนย์กลางใหม่ ในห้วงปี 2565–2573 โดยสายเคเบิลใหม่และที่วางแผนไว้จำนวน 70 เส้น เริ่มเบี่ยงเส้นทางออกจากพื้นที่เสี่ยงและความแออัด ส่งผลให้ลอสแอนเจลิส (สหรัฐฯ) เจนไน (อินเดีย) Salalah (โอมาน) และ Toucheng (ไต้หวัน) เป็นจุดเชื่อมต่อที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการหลีกเลี่ยงพื้นที่ขัดแย้ง และพื้นที่เสี่ยง เช่น โครงการสายเคเบิลใหม่ (เช่น Bifrost, Echo, I-AM และ Candle) พยายามหลีกเลี่ยงพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้ โดยเปลี่ยนไปใช้เส้นทางผ่านช่องแคบมากัสซาร์ ทะเลบันดา หรือเขตน่านน้ำใกล้ฟิลิปปินส์แทน ส่วนมหาสมุทรอินเดียตะวันตกเฉียงเหนือและทะเลแดง มีความกังวลสูงด้านความปลอดภัยและการถูกตัดสายเคเบิลจากความขัดแย้ง และการก่อวินาศกรรม ซึ่งส่งผลให้หลายโครงการในพื้นที่ต้องชะลอตัว
สำหรับพื้นที่เกาะ เช่น กวม (Guam) เกาะคริสต์มาส (Christmas Island) ฟิจิ (Fiji) และเฟรนช์โปลินีเซีย (French Polynesia) กำลังกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ใหม่ในการเชื่อมโยงสายเคเบิลใต้ทะเลข้ามทวีป แต่ก็มีความเสี่ยงต่อการถูกก่อกวนจากฝ่ายตรงข้าม เพื่อสร้างความเสียหาย หรือรบกวนการส่งผ่านข้อมูลจากฝ่ายตรงข้าม ซึ่งยากที่จะป้องกัน เนื่องจากมีข้อจำกัดในการเฝ้าระวังพื้นที่ในท้องทะเลลึก ความคลุมเครือในการระบุตัวผู้กระทำผิด และช่องว่างทางกฎหมาย
ข้อเสนอในการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสายเคเบิลใต้ทะเลในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ได้แก่ 1) เร่งผลักดันข้อตกลงและบรรทัดฐานระหว่างประเทศ เพื่อคุ้มครองสายเคเบิลใต้ทะเล 2) รัฐบาลของประเทศต่างๆ ต้องเพิ่มงบประมาณและการลงทุนด้านเศรษฐกิจและการทหาร รวมทั้งด้านเทคโนโลยีเฝ้าระวังท้องทะเลลึก และกำลังทางเรือ เพื่อปกป้องจากการถูกก่อวินาศกรรม 3) ส่งเสริมให้ผู้พัฒนาโครงข่ายเบี่ยงเส้นทางออกจากจุดที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ทะเลจีนใต้ และทะเลแดง แล้ววางสายเคเบิลผ่านเส้นทางใหม่ 4) ขยายความร่วมมือระหว่างพันธมิตร เช่น ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ ไต้หวัน และสหรัฐฯ ในการให้ทุนสนับสนุนแก่ประเทศในมหาสมุทรแปซิฟิก เพื่อสร้างโครงข่ายอินเทอร์เน็ตและระบบสายเคเบิลสำรอง และ 5) แก้ไขข้อจำกัดด้านอำนาจศาลในน่านน้ำสากล พร้อมทั้งพัฒนาขีดความสามารถในการสืบสวนและระบุตัวผู้ก่อเหตุในพื้นที่กึ่งสีเทาได้อย่างชัดเจนขึ้น







