ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเที่ยวไทยเมื่อปี 2567 ที่ติดอันดับสูงสุด 3 อันดับแรก คือ จีน มาเลเซีย และอินเดีย ทำไมถึงนักท่องเที่ยวชาวอินเดียถึงชอบมาไทย และจะเป็นไปได้ไหมว่าจำนวนชาวอินเดียจะเดินทางมาเที่ยวไทยถึง 2.3 ล้านคนในปี 2568 ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของไทยตั้งเป้าหมายไว้ หลังจากเมื่อปี 2567 นักท่องเที่ยวอินเดียทำสถิติท่องเที่ยวไทยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จำนวน 2.1 ล้านคน และมีค่าเฉลี่ยต่อหัว 34,920 บาท/คน/เที่ยว
ทำไมไทยเราถึงต้องการดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวอินเดียอย่างมากในปี 2568 อาจจะตอบได้ว่าไทยมองเห็นเทรนด์ที่ชาวอินเดียชอบเดินทางท่องเที่ยวนอกประเทศมากขึ้นด้วย โดยรายงาน Economic Impact 2024 ของ World Travel & Tourism Council ระบุว่าปี 2567 นักท่องเที่ยวชาวอินเดีย จะใช้จ่ายเงินเพื่อการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากที่อยู่ในอันดับที่ 12 ของโลก ขณะเดียวกันไทยก็ให้ความสำคัญกับปี 2568 ว่า “Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025” “ปีทองแห่งการท่องเที่ยว”ปรับรูปแบบเมืองรองการท่องเที่ยวเป็น “เมืองน่าเที่ยว”ทั่วไทย
ไทยได้ร่วมมือกับอาเซียนไในการดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวอินเดียมาเที่ยวไทยด้วยเช่นกัน ซึ่งการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียน-อินเดีย ครั้งที่ 12 ณ เมืองยะโฮร์บาห์รู มาเลเซีย เมื่อ 20 มกราคม 2568 ผู้แทนไทยได้ยินดีที่อาเซียนและอินเดียประกาศให้ปี 2568 เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวร่วมกัน และจะมีความพยายามในการฟื้นฟูการท่องเที่ยวของภูมิภาคอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ นอกจากนี้ ไทยยังมีโครงการ ASEAN + INDIA SHOPPERS IN THAILAND 2025 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวกลุ่มอาเซียนและอินเดีย รวมทั้งไทยยังเดินทางไปเปิดตลาดการท่องเที่ยวที่อินเดียด้วย และพร้อมที่จะกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยไปเที่ยวอินเดียมากเช่นกัน ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวแบบ Two – way Tourism ที่อาเซียนและอินเดียสนับสนุนให้เกิดขึ้น
นโยบายที่ไม่ต้องขอวีซ่าให้ยุ่งยาก และเสียเวลาได้เพิ่มแรงดึงดูดใจที่ทำให้นักท่องเที่ยวชาวอินเดียนิยมมาเที่ยวไทย เช่นเดียวกับมาเลเซียก้ไม่ต้องขอวีซ่า ส่วนอินโดนีเซียเป็น visa on arrival และเวียดนามเป็น e-visa เป็นต้น นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวชาวอินเดียยังใช้เวลาไม่นานในการเดินทางโดยเครื่องบินไปยังไทย ซึ่งประมาณ 4 ชั่วโมง และมีสายการบินจำนวนมากจากอินเดียไปไทย สถานที่ที่ชาวอินเดียนิยมไปเที่ยวในไทย ได้แก่ กรุงเทพฯ พัทยา และทางใต้ เช่น ภูเก็ต และกระบี่ โดยนอกจากแนวโน้มจะมาจัดงานแต่งงาน และฮันนีมูนแล้ว กระแสการเดินทางท่องเที่ยวด้วยตนเอง แบบอิสระ หรือ FIT (Foreign Individual Tourism) ยังมีเพิ่มขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวัยรุ่น สำหรับของที่ชาวอินเดียนิยมซื้อ เช่น เสื้อผ้า ผลิตภัณฑ์อาหารไทย ของที่ระลึก เครื่องลำอาง เครื่องหอม และเครื่องหนัง
อย่างไรก็ดี ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2568 นักท่องเที่ยวชาวอินเดียที่เดินทางไปยังไทย ยังอยู่อันดับ 5 และกลุ่มผู้ประกอบการภาคการท่องเที่ยวเริ่มมีความกังวล เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง เช่น นักท่องเที่ยวชาวจีนในห้วง ก.พ. 68 ต่ำสุดในรอบ 15 เดือน และจำนวนนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียในพื้นที่ภาคใต้ลดหายไปถึงร้อยละ 40 สาเหตุหลักยังเป็นเรื่องความกังวลถึงความไม่ปลอดภัยในไทย ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติอื่น เช่น รัสเซีย และอินเดีย ที่เข้ามาไทยด้วยนโยบายฟรีวีซา ไม่ได้ช่วยทำให้การใช้จ่ายในภาคการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น อีกทั้งพบว่าเริ่มกลายเป็นกลุ่มก่อปัญหาที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยมากกว่า
นอกจากนี้ การที่มีชาวอินเดียจำนวนมากที่ถูกหลอกมาทำงานคอลเซ็นเตอร์ผิดกฎหมายในประเทศเพื่อนบ้านของไทย อาจทำให้นักท่องเที่ยวชาวอินเดียอาจลังเลเรื่องความปลอดภัยในไทย แม้จะเป็นการมาเที่ยว ไม่ได้มาทำงาน ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำกรุงเวียงจันทน์ของลาวเตือนเมื่อ 27 มกราคม 2568 ว่า คนหนุ่มสาวชาวอินเดียให้ระวังการถูกหลอกลวง โดยเฉพาะถ้าถูกบอกว่าได้ทำงานในไทย
อย่างไรก็ดี ปัจจัยจากฝ่ายอินเดียที่ชาวอินเดียมีศักยภาพทางเศรษฐกิจในการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ ประกอบกับจุดแข็งของไทยที่ถูกใจนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย น่าจะช่วยให้ไทยบรรลุเป้าหมายในการดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวอินเดียได้ถึง 2.3 ล้านในปี 2568 ได้ เช่น ใช้เวลาไม่นานในการเดินทางจากอินเดียไปไทย ค่าใช้จ่ายไม่แพง สถานที่ท่องเที่ยวสวยงาม อาหารอินเดียหาได้ง่าย และมีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้ออำนวยต่อการท่องเที่ยว