ดัชนีราคาผู้บริโภคของไต้หวันจะเพิ่มขึ้น หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด

นสพ. Taipei Times รายงานเมื่อ 24 มิ.ย.68 อ้างถ้อยแถลงของนาย Kuo Jyh-huei รมว.กระทรวงกิจการเศรษฐกิจของไต้หวัน (MEA) ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index-CPI) ของไต้หวันจะเพิ่มขึ้น 0.3 จุด หากราคาเชื้อเพลิงในไต้หวันสูงขึ้นที่ร้อยละ 10 หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดเนื่องจากวิกฤตในภูมิภาค ตอ.กลาง เพราะเรือสินค้าจะต้องเปลี่ยนเส้นทางการเดินเรือ ซึ่งอาจทำให้การขนส่งล่าช้า และส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกและราคาเชื้อเพลิงในไต้หวันสูงขึ้น แม้การนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติผ่านช่องแคบดังกล่าวจะมีสัดส่วนน้อยกว่าร้อยละ 20 ของการนำเข้าทั้งหมด 

รัสเซียเรียกร้องให้ยูเครนดำรงสถานะรัฐที่เป็นกลางและปลอดอาวุธนิวเคลียร์

นายเซียร์เกย์ ลาฟรอฟ รมว.กต.รัสเซีย อ้างคำกล่าวของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ “Primakov Readings” ครังที่ 11 ที่กรุงมอสโก เมื่อ 24 มิ.ย.68 ว่า รัสเซียต้องการให้ยูเครนดำรงสถานะรัฐที่เป็นกลาง (Non-aligned neutral state) และปลอดอาวุธนิวเคลียร์ ตามที่ระบุไว้ในคำประกาศอิสรภาพของยูเครนเมื่อปี 2534 (Declaration of Independence of Ukraine 1991) ขณะเดียวกัน นายลาฟรอฟ มองว่า ที่ผ่านมา สหภาพยุโรป (EU) เป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ รัสเซียจึงไม่ต่อต้าน หากยูเครนต้องการเข้าเป็นสมาชิก EU อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน EU ได้เปลี่ยนแปลงเป็นการรวมกลุ่มทางเมืองและการทหารมากขึ้น และมีสถานะเสมือนสาขาหรือส่วนเสริมของเนโต EU มีพันธกรณีและข้อตกลงที่จะต้องเกี่ยวข้องกับเนโตในห้วงสงคราม โดยทัศนะของนายลาฟรอฟบ่งชี้มุมมองของรัสเซียต่อ EU ว่ามีแนวโน้มเป็นภัยคุกคามต่อรัสเซียเช่นกัน

NATO จัดประชุมสุดยอดที่เนเธอร์แลนด์เป็นวันแรก

สนข. France24 รายงานเมื่อ 24 มิ.ย.68 ว่า การประชุมสุดยอดองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO Summit) ที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ เป็นวันแรกจะมุ่งเน้นหารือเรื่องการเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เสนอให้ชาติพันธมิตรเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมเป็นร้อยละ 5 ของ GDP ซึ่งรวมถึงการใช้จ่ายร้อยละ 3.5 สำหรับการป้องกันประเทศ และร้อยละ 1.5 สำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง อย่างไรก็ตาม สเปนปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เช่น เบลเยียม แคนาดา ฝรั่งเศส และอิตาลี ก็กำลังเผชิญกับความท้าทายในการบรรลุเป้าหมาย  

ผลสำรวจพบว่าชาวอเมริกันกังวลว่าความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านจะรุนแรงขึ้น

ผลสำรวจความคิดเห็นของชาวอเมริกัน จำนวน 1,139 คน โดย Reuters/Ipsos ระหว่าง 21 -23 มิ.ย.68  พบว่า ร้อยละ 79 ของชาวอเมริกันกังวลว่าอิหร่านจะปฏิบัติการโจมตีต่อเป้าหมายชาวอเมริกันเพื่อตอบโต้สหรัฐฯ และร้อยละ 84 มองว่า สถานการณ์ความขัดแย้งจะบานปลายยิ่งขึ้น โดยร้อยละ 45 ของผู้ตอบแบบสอบถาม ประกอบด้วยผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครต (ร้อยละ 74) และผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน (ร้อยละ 17) ไม่สนับสนุนปฏิบัติการโจมตีดังกล่าว ขณะที่ร้อยละ 36 ประกอบด้วยผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน (ร้อยละ 69) และผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครต (ร้อยละ 13) สนับสนุนปฏิบัติการโจมตี  

สหรัฐฯ ระแวดระวังการถูกอิหร่านโจมตีทางไซเบอร์ และการก่อการร้ายต่อมาตุภูมิสหรัฐฯ

สหรัฐฯ  ระแวดระวังมากขึ้น เพื่อมิให้ตกเป็นเป้าหมายการถูกอิหร่านโจมตีทางไซเบอร์ และการก่อการร้าย เพราะ การโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านของสหรัฐฯ เมื่อ 21 มิถุนายน 2568 ยิ่งทำให้ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ทั่วโลกมีความเสี่ยงมากขึ้นจากการถูกโต้กลับจากอิหร่าน ซึ่งเมื่อ 23 มิถุนายน 2568 ฐานทัพ Al Udeid ในกาตาร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งศูนย์บัญชาการทางอากาศของกองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางก็ถูกอิหร่านยิงขีปนาวุธเข้าใส่เกือบ 20 ลูกแล้ว ในประเทศ สหรัฐฯ ก็เสี่ยงที่จะเป้าหมายของอิหร่านเช่นกัน กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ หรือ Department of Homeland Security (DHS) เมื่อ 22 มิถุนายน 2568 ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่กลุ่มแฮกเกอร์ที่มีอุดมการณ์ หรือกลุ่มแฮกเกอร์ที่รัฐบาลอิหร่านให้การสนับสนุนจะยังคงโจมตีทางไซเบอร์ต่อเป้าหมายที่เป็นเครือข่ายที่สำคัญของสหรัฐฯ นอกจากนี้ อาจมีกลุ่มหัวรุนแรง  รวมทั้งคนที่ก่อความรุนแรง และพวกอาชญากรที่เกลียดชังชาวยิวโดยลำพังใช้พื้นที่สหรัฐฯ เป็นการแก้แค้นสหรัฐฯ ให้กับอิหร่าน หน่วยงานด้านปกป้องชายแดน และอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ DHS กังวลถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดภัยคุกคามจากกลุ่มผู้ประสงค์ร้ายจากอิหร่านที่แฝงตัวเข้ามา และกลุ่มผู้สนับสนุนหรือเห็นอกเห็นใจอิหร่าน แม้สหรัฐฯ ยังไม่พบสิ่งบ่งชี้ที่เฉพาะเจาะจงว่าจะเกิดเหตุรุนแรงจากกลุ่มดังกล่าว  เนื่องจากมีชาวอิหร่านจำนวน 1,200…

รัสเซียอาจได้ประโยชน์จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

รัสเซียน่าจะเป็นประเทศที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ความสนใจของนานาชาติต่อสงครามในยูเครนลดน้อยลง และขณะเดียวกันก็ยังสามารถรักษาความสัมพันธ์กับอิหร่านไว้ได้อย่างแน่นแฟ้น โดยพิจารณาจากการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านเดินทางเยือนรัสเซียเมื่อ 23 มิถุนายน 2568 เพื่อหารือกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย กรณีสหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ในอิหร่าน การหารือครั้งนั้น ผู้นำรัสเซียได้โอกาสยืนยันต่อประชาคมระหว่างประเทศอย่างชัดเจนว่า ประณามการโจมตีของสหรัฐฯ และจะให้ความช่วยเหลือแก่ชาวอิหร่านต่อไป ท่าทีของประธานาธิบดีปูตินน่าจะทำให้อิหร่านพอใจและเชื่อมั่นว่ารัสเซียจะช่วยเหลืออิหร่านหากต้องเผชิญสภาวะสงคราม เป็นการเสริมสร้างบทบาทและภาพลักษณ์ของรัสเซียในฐานะมหาอำนาจโลกที่คัดค้านการปฏิบัติการทางทหารของโลกตะวันตก หรือสหรัฐฯ เหตุการณ์นี้อาจเป็นโอกาสให้รัสเซียใช้เป็นเหตุผลในการส่งอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธี หรือส่งหัวรบนิวเคลียร์ไปประจำการในอิหร่าน เพื่อป้องกันภัยคุกคามจากอิสราเอล ซึ่งจะเป็นการขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงที่สำคัญระหว่างทั้ง 2 ประเทศ รวมทั้งเป็นการสร้างความมั่นคงร่วม ควบคู่กับขยายบทบาทและอิทธิพลของรัสเซียในภูมิภาคตะวันออกกลาง หลังจากสูญเสียอิทธิพลในซีเรีย อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้น้อยที่รัสเซียจะส่งอาวุธนิวเคลียร์ให้อิหร่านโดยตรง รัสเซียยังไม่มีแผนการอย่างเป็นทางการที่จะส่งอาวุธให้อิหร่าน เพราะรัสเซียยังจำเป็นต้องใช้อาวุธจำนวนมากในการสู้รบกับยูเครน นอกจากจะเป็นความเคลื่อนไหวแบบปิดลับ ภายใต้กรอบความร่วมมือในฐานะหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกัน นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า รัสเซียไม่ได้ให้ความช่วยเหลืออิหร่านในทันที แต่อาจแลกเปลี่ยนผลประโยชน์โดยให้อิหร่านประกาศอนุมัติแผนการปิดช่องแคบฮอร์มุซ แลกกับการค้ำประกันความมั่นคงและการช่วยเหลือ หากเผชิญสงคราม โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่า การที่รัฐบาลอิหร่านประกาศอนุมัติปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทันทีหลังจากการหารือกับผู้นำรัสเซีย อาจเป็นไปเพื่อให้ราคาน้ำมันและพลังงานทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และทำให้รัสเซียได้โอกาสขายน้ำมันและพลังงานในราคาและปริมาณที่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมา รัสเซียเผชิญมาตรการคว่ำบาตรการซื้อ-ขายน้ำมันและพลังงานจากหลายประเทศ แม้ว่าจะมีรายงานการทำข้อตกลงซื้อ-ขายพลังงานระหว่างรัสเซียกับบางประเทศ แต่ก็ไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ดังนั้น ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นในห้วงนี้ ประกอบกับการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน อาจเป็นโอกาสให้รัสเซียขายน้ำมันได้มากขึ้น สถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง อาจเบี่ยงเบนความสนใจของนานาชาติจากสงครามในยูเครน…

ที่ประชุมสุดยอดเนโตปี 2568 มีเป้าหมายหลักในการจะเพิ่มงบประมาณ

การประชุมสุดยอดเนโต ที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ ระหว่าง 24-25 มิถุนายน 2568  เป็นการประชุมประจำปีที่มีการหารือประเด็นความมั่นคงระหว่างประเทศที่สำคัญ นาย Mark Rutte เลขาธิการเนโตระบุเมื่อ 23 มิถุนายน 2568 คาดหวังให้การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีการหารือและพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก เรื่องความท้าทายด้านความมั่นคงในยุคใหม่ โดยมีมุมมองว่าโลกเผชิญอันตรายมากกว่าที่ผ่านมา และมีภัยคุกคามหลากหลายรูปแบบ ดังนั้น ผู้นำประเทศต่าง ๆ ควรให้ความสำคัญกับการประชุมครั้งนี้ และร่วมกันทำให้ความร่วมมือในกรอบเนโตเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งต่อไป การประชุมสุดยอดเนโตครั้งนี้มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากสมาชิกเนโตจะต้องอนุมัติ New Defence Investment Plan ซึ่งจะให้ประเทศสมาชิกจัดสรรรายจ่ายเพื่อสนับสนุนเนโตร้อยละ 5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) รวมทั้งร่วมมือกันกระตุ้นและส่งเสริมอุตสาหกรรมอาวุธในกลุ่มประเทศเนโต ซึ่งจะเป็นผลดีต่อทั้งการเสริมสร้างความมั่นคงทางการทหาร และเศรษฐกิจ การประชุมสุดยอดครั้งนี้ยังจะหารือกันเกี่ยวกับแนวทางการช่วยเหลือยูเครน เพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากรัสเซีย และการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรนอกเนโตและประเทศในภูมิภาคอื่น ๆ เฉพาะอย่างยิ่งประเทศในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เพราะเนโตตระหนักถึงความท้าทายด้านความมั่นคงและการทหารจากความเคลื่อนไหวและขยายอิทธิพลของจีน ซึ่งปัจจุบันมี 4 ประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก เป็นพันธมิตรหลักนอกเนโต ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลียนิวซีแลนด์ ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ต้องการพบหารือกับผู้นำทั้ง 4 ประเทศ…

อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในกาตาร์ จะหยุดยิงต่อเมื่ออิสราเอลหยุดก่อน

  อิหร่านตอบโต้สหรัฐฯ แล้ว ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในกาตาร์ด้วยขีปนาวุธ เมื่อ 23 มิถุนายน 2568 ตามที่ปรึกษาของผู้นำสูงสุดอิหร่านได้ประกาศไว้ว่าอิหร่านอาจใช้ขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ฐานทัพสหรัฐฯ ที่ตกเป็นเป้าหมาย ได้แก่ ฐานทัพ Al Udeid ในกาตาร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งศูนย์บัญชาการทางอากาศของกองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง มีทหารอเมริกันอยู่ประมาณ 8,000 คน นับว่าเป็นฐานทัพสหรัฐฯ ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค เบื้องต้นไม่พบว่าได้รับความเสียหายรุนแรง เนื่องจากสหรัฐฯ และกาตาร์ได้ร่วมมือกันยกระดับการเฝ้าระวังและป้องกันฐานทัพดังกล่าวไว้แล้วล่วงหน้า โดยใช้ระบบป้องกันภัยทางอากาศยิงสกัดขีปนาวุธจากอิหร่าน แต่ยืนยันว่าฐานทัพดังกล่าวตกเป็นเป้าโจมตีด้วยขีปนาวุธพิสัยกลางและพิสัยใกล้อย่างน้อย 19 ลูก อย่างไรก็ดี ฐานทัพ Al Udeid  ไม่ได้รับความเสียหายมากนัก เพราะสหรัฐฯ ได้อพยพเครื่องบิน และยุทโธปกรณ์ที่สำคัญ ๆ ออกจากฐานทัพนี้ไปก่อนที่จะโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน เมื่อ 21 มิถุนายน 2568 แล้ว เพราะเชื่อว่าเป็นเป้าหมายการตอบโต้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกาตาร์ประณามการโจมตีของอิหร่านว่าเป็นการละเมิดอธิปไตย รวมทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ ส่วนข้อมูลเรื่องการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในอิรัก ไม่เป็นความจริง โดยก่อนหน้านี้…

นรม.ญี่ปุ่นยกเลิกการเดินทางเข้าร่วมประชุม NATO

นายอิชิบะ ชิเกรุ นรม.ญี่ปุ่น ยกเลิกกำหนดเดินทางเข้าร่วมประชุมผู้นำองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization Summit-NATO Summit) ในฐานะชาติพันธมิตรหลักนอกกลุ่มเนโต (Major Non-NATO Ally) ห้วง 24-26 มิ.ย.68 ที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ ซึ่งสื่อมวลชนญี่ปุ่นคาดการณ์ว่าอาจเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่ตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งนี้ นายอิวายะ ทาเกชิ รมว.กต.ญี่ปุ่น เข้าร่วมประชุมแทน และเป็นครั้งแรกที่ นรม.ญี่ปุ่น ไม่ได้เข้าร่วม NATO Summit ตั้งแต่ญี่ปุ่นเริ่มได้รับเชิญเข้าร่วมเมื่อปี 2565

สหรัฐฯ เฝ้าระวังการก่อการร้ายในประเทศจากอิหร่าน

สนข. The Hill รายงานเมื่อ 22 มิ.ย.68 ว่า สนง. ศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ ชี้แจงถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดภัยคุกคามจากกลุ่มผู้ประสงค์ร้ายจากอิหร่าน ที่แฝงตัวเข้ามาในสหรัฐฯ สูงขึ้น โดยระบุถึงชาวอิหร่านจำนวนมากที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และทางการไม่สามารถติดตามหรือตรวจสอบได้ ตลอดจนภัยคุกคามจากกลุ่มผู้สนับสนุนหรือเห็นอกเห็นใจอิหร่าน ทั้งที่ก่อเหตุเอง หรือสนับสนุนการก่อการร้ายจากอิหร่าน อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังไม่พบสิ่งบ่งชี้ว่าจะเกิดเหตุรุนแรงในเร็ว ๆ นี้ และมีความเป็นไปได้ว่า ภัยจากการก่อการร้ายในประเทศตะวันตกอาจเพิ่มสูงขึ้น