อินโดนีเซียอาจยกเลิกแผนนำเข้าพลังงานจากสหรัฐฯ

 นาย Bahlil Lahadalia รมว.พลังงานและทรัพยากรแร่ของอินโดนีเซีย แถลงเมื่อ 14 ก.ค.68 ว่า อินโดนีเซียอาจยกเลิกแผนนำเข้าสินค้าพลังงานจากสหรัฐฯ มูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากการเจรจาเรื่องมาตรการภาษีไม่บรรลุข้อตกลง ทั้งนี้ กระทรวงฯ เตรียมจัดสรรงบประมาณ 10,000-15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองรับการนำเข้าพลังงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอการเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 34,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่คณะผู้แทนการเจรจา นำโดยนายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รมต.ประสานงานด้านเศรษฐกิจ กำลังเร่งการเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลง ก่อนกำหนดใน 1 ส.ค.68 โดยตั้งเป้าหมายให้สหรัฐฯ ปรับลดอัตราภาษีตอบโต้ลงจาก ร้อยละ 32 ซึ่งเป็นอัตราเดิมที่เคยประกาศไว้เมื่อห้วง เม.ย.68   

แรงงานต่างด้าว : กลไกเศรษฐกิจและความท้าทายด้านความมั่นคงของไทย

สถานการณ์ของแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยยังคงมีความซับซ้อนและท้าทาย เนื่องจากการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว เผชิญปัญหาในหลายมิติ หนึ่งในปัญหาหลักคือแรงงานจำนวนมากยังคงเข้าสู่ประเทศโดยผิดกฎหมาย ส่งผลให้รัฐไม่สามารถควบคุม ดูแล หรือคุ้มครองสิทธิได้อย่างทั่วถึง และยังเปิดช่องให้เกิดการแสวงหาประโยชน์ เช่น การเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่ หรือการตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ รัฐบาลไทยจึงได้จัดระเบียบแรงงานเหล่านี้ เช่น การตรวจสอบใบอนุญาตทำงาน การเร่งรัดการขึ้นทะเบียน และการขยายระยะเวลาพำนักอาศัยในไทยของแรงงานตามระบบหนังสือบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (Memorandum of Understanding หรือ MOU) เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศกับประเทศต้นทาง โดยเฉพาะเมียนมาร์ ลาว และกัมพูชา เพื่อจัดการแรงงานอย่างเป็นระบบกำกับการนำเข้าแรงงานอย่างถูกกฎหมาย ลดการลักลอบเข้าเมือง และส่งเสริมความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างรัฐ โดยจำนวนแรงงานต่างด้าวที่ได้เข้ามาในไทย ในปี 2568 ประเทศที่มีแรงงานเข้ามาทำงานในประเทศไทยมากที่สุดคือ เมียนมาร์ จำนวน 969,000 คน ต่อมาคือกัมพูชา จำนวน 167,000 คน ลำดับต่อมาคือลาว 64,000 คน อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติพบปัญหา เช่น ความล่าช้าในกระบวนการ ความไม่โปร่งใสในระบบนายหน้า แรงงานถูกเอารัดเอาเปรียบ หรือกลายเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ซึ่งนำไปสู่แรงกดดันจากทั้งประเทศต้นทางและองค์กรระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในด้านสิทธิมนุษยชนและภาพลักษณ์ของไทยบนเวทีโลก ในช่วงที่ประเทศต้นทางเกิดวิกฤต เช่น ความไม่สงบในเมียนมา…

จากชุมชนค้าส่ง สู่ย่านครีเอทีฟสุดแพง : ถนนทรงวาด

ทุกวันนี้ภาพจำของถนนทรงวาดในสายตาคนรุ่นใหม่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเหมาะสำหรับคนมีรสนิยมและต้องการประสบการณ์เฉพาะตัวที่แตกต่าง ด้วยย่านดังกล่าว มีคาเฟ ดีไซน์ที่โดดเด่น แกลเลอรีแสดงผลงานของศิลปิน ร้านอาหารหลากหลาย และร้านขายสินค้างานคราฟต์สวย ๆ ร้านค้าเหล่านี้ใช้สถานที่ซึ่งเคยเป็นโกดังเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยานำมาปรับปรุงและรีโนเวท สร้างจุดเด่นและเอกลักษณ์เฉพาะตัวดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เข้ามาใช้บริการ อย่างไรก็ดี หากเราถามนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่น หลายคนบอกว่าสินค้าแถวถนนทรงวาดที่อยู่บริเวณใกล้ถนนเยาวราช “ของมีราคาแพงขึ้นมาก” ก่อให้เกิดความสงสัยว่า ปัจจัยใดทำให้ราคาสินค้าและบริการในย่านนี้แพงกว่าพื้นที่รอบข้างถึงหลายเท่าตัว….. ย่านค้าส่งเก่าแก่ สู่ย่านไลฟ์สไตล์ชิค ๆ ของคนรุ่นใหม่ ถนนทรงวาดเป็นหนึ่งในย่านเก่าแก่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ  โดยมีจุดกำเนิดจากการตั้งถิ่นฐานของชาวจีนโพ้นทะเลที่โล้สำเภามายังสยามอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ชาวจีนกลุ่มนี้ได้เข้ามาเป็นแรงงานและประกอบอาชีพด้านการค้า โดยรัฐได้จัดสรรพื้นที่ให้ตั้งถิ่นฐานในย่านสำเพ็งและเยาวราชเป็นหลัก ต่อมาได้ขยายตัวจนกลายเป็นชุมชนหนาแน่น ในช่วงเวลานั้น เกิดเหตุเพลิงไหม้ในย่านเหล่านี้บ่อยครั้ง ด้วยสภาพความแออัดและโครงสร้างที่พักอาศัยไม่เอื้อต่อการควบคุมอัคคีภัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) จึงมีพระราชดำริให้สร้างถนนสายใหม่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยถนนสายนี้มีความยาวประมาณ 1.2 กิโลเมตร เชื่อมต่อกับท่าเรือ ทำให้สะดวกต่อการลำเลียงสินค้าจากเรือขึ้นฝั่งได้โดยตรง นอกจากจะเป็นศูนย์กลางทางการค้าของชาวจีนแล้ว ถนนทรงวาดยังกลายเป็นพื้นที่ที่รวมความหลากหลายทางชาติพันธุ์ เนื่องจากมีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจ ซึ่งเอื้อให้ผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมเข้ามาประกอบกิจการและตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ดังกล่าว เช่น ชาวอินเดีย ชาวมุสลิม ชาวตะวันตก ฯลฯ  ความหลากหลายนี้ ได้ส่งผลให้ถนนทรงวาดไม่เพียงแต่มีความสำคัญในเชิงเศรษฐกิจเท่านั้น หากยังสะท้อนให้เห็นถึงพหุวัฒนธรรมและพลวัตของสังคมเมืองในช่วงเวลาสำคัญของการพัฒนาประเทศอีกด้วย เมื่อกาลเวลาผ่าน บริบทสังคมก็แปรเปลี่ยน ทรงวาดจากถนนที่เคยเป็นแหล่งขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญหลงเหลือไว้เพียงความทรงจำ สู่ย่านที่รู้จักในฐานะแหล่งค้าขายพืชผลทางเกษตรเป็นหลัก…

ทุนจีนบุกตลาดร้านอาหารในไทย : ท้าทายผู้ประกอบการไทย

เชื่อว่าทุกคนต้องเคยสงสัยและเริ่มตั้งคำถามว่า…เพราะอะไรร้านเครื่องดื่มอย่างชานมและร้านอาหารอย่างหมาล่าของจีน ถึงได้ขยายสาขาได้อย่างรวดเร็วในไทย  เฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่ ๆ  ในช่วง 3–5 ปีที่ผ่านมา ตลาดร้านอาหารและเครื่องดื่มในไทยเผชิญกับปรากฏการณ์ “ทุนจีนรายย่อย” เข้ามารุกหนักอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ร้านหมาล่ารสเผ็ดจัดจ้าน สู่แบรนด์ชานมไอศกรีมราคาประหยัด ไปจนถึงแบรนด์ไก่ทอดที่มีราคาย่อมเยา จุดร่วมของแบรนด์เหล่านี้คือ “การขยายสาขาเร็ว ราคาถูก และโมเดลแฟรนไชส์ต้นทุนต่ำ” ปรากฏการณ์นี้ สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับผู้ประกอบการไทย เพราะแย่งลูกค้าไปได้นั่นเอง บทความนี้มีคำตอบว่า ทำไมธุรกิจอาหารจีนถึงเติบโตอย่างรวดเร็วในไทย…. แบรนด์จีนบุกตลาดไทยเริ่มเด่นชัดในช่วงหลังปี 2562 โดยทดลองตลาดผ่านร้านหมาล่า ร้านชานม หรือร้านไก่ทอดแบรนด์ในรูปแบบสาขาเล็ก ๆ ตามตลาดนัดและห้างสรรพสินค้า เช่น 蜜雪冰城  (Mixue) แฟรนไชส์ไอศกรีมและชาชื่อดังจากจีน เปิดตัวในไทยเมื่อปี 2565 และขยายสาขากว่า 200 แห่งในระยะเวลาเพียง 2 ปี ทั้งยังมีจุดเด่นคือราคาถูก เช่น ไอศกรีม 9 บาท ชาไข่มุก 19 บาท และดีไซน์ร้านสไตล์การ์ตูน ดึงดูดวัยรุ่น ที่สำคัญราคาจับต้องได้ไม่แพงจนเกินไป และยังเปิดให้บริการในประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ฮ่องกง…

รัสเซียไม่ให้ความสำคัญต่อคำขู่ของสหรัฐฯ ที่จะเรียกเก็บภาษีร้อยละ 100

 สนข.Tass รายงานเมื่อ 15 ก.ค.68 ว่า นาย Dmitry Medvedev รองประธานสภาความมั่นคงรัสเซียเผยแพร่ข้อความเป็นภาษาอังกฤษในสื่อสังคมออนไลน์ X ว่า รัสเซียไม่ใส่ใจการยื่นคำขาดที่เป็นการแสดงละครของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เมื่อ 14 ก.ค.68 ว่า จะเรียกเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 100 ต่อรัสเซีย หากรัสเซีย-ยูเครนไม่สามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับยูเครนภายใน 50 วัน  ทั้งนี้ การเผยแพร่ข้อความดังกล่าวของนาย Medvedev เป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซียแสดงท่าทีตอบโต้คำขู่ของสหรัฐฯ  

สิงคโปร์ได้รับการอันดับให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งทางทะเลที่ดีที่สุดของโลก

  เว็บไซต์ maritimegateway.com รายงานเมื่อ 14 ก.ค. 68 ว่า ดัชนีการพัฒนาศูนย์กลางการขนส่งระหว่างประเทศ (ISCDI) ประจำปี 2568 จัดอันดับให้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการขนส่งทางทะเลที่ดีที่สุดของโลกเป็นปีที่ 12 ติดต่อกัน ด้วยคะแนนสูงถึง 99.50 จาก 100 คะแนน สะท้อนประสิทธิภาพของโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือ ระบบบริการสนับสนุนทางทะเล และสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นเลิศ ประเมินจากความสามารถรองรับเรือขนาดใหญ่ ระบบโลจิสติกส์ จำนวนท่าจอด ความลึกของช่องทางเดินเรือ และนโยบายเปิดการค้า ซึ่งจุดแข็งของสิงคโปร์ คือ การให้บริการทางการเงิน และกฎหมายที่เอื้อต่อผู้ใช้บริการ อีกทั้งยังมุ่งเน้นด้านความยั่งยืนด้วยการร่วมมือพัฒนาเชื้อเพลิงทางเลือก โครงการสีเขียว และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในระบบขนส่ง อาทิ การเปิดเส้นทางสีเขียวทางทะเล (Green Shipping Corridors) ที่ขับเคลื่อนร่วมกับพาร์ตเนอร์ระดับนานาชาติ ขณะที่ลำดับรองลงมา ได้แก่ ลอนดอน 81.02 คะแนน เซี่ยงไฮ้ 81.01 คะแนน และฮ่องกง 80.77 คะแนน

ประธานาธิบดีทรัมป์จะพบหารือกับเลขาธิการเนโตในสัปดาห์นี้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะพบหารือกับนายมาร์ค รุตเตอร์ เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (เนโต)  ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระหว่าง 14 – 15 ก.ค.68 เกี่ยวกับประเด็นสหรัฐฯ จะสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ยูเครนหลังจากประธานาธิบดีทรัมป์พร้อมจะจัดส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศ “Patriot” ให้แก่ยูเครน (ไม่ระบุจำนวน)  เพื่อตอบโต้การที่ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูตินที่ไม่มีความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพรัสเซีย-ยูเครน ตลอดจนการที่รัสเซียยังปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อยูเครน ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่สหรัฐฯ จะให้ประเทศสมาชิกเนโตหรือยูเครนเป็นผู้จัดซื้องยุทโธปกรณ์ให้ยูเครนมจากสหรัฐฯ

สหรัฐฯ จะส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศให้ยูเครน พร้อมเจรจากับเนโต

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เมื่อ 14 กรกฎาคม 2568 ประกาศว่า สหรัฐฯ พร้อมจะส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศที่มีศักยภาพสูง หรือระบบ Patriot ให้ยูเครน เพื่อตอบสนองความต้องการของยูเครนและขยายขีดความสามารถในการป้องกันประเทศของยูเครนให้แข็งแกร่งมากขึ้น นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังระบุว่าจะหารือกับนาย Mark Rutte เลขาธิการเนโตที่อยู่ระหว่างการเยือนสหรัฐฯ ใน 14-15 กรกฎาคม 2568 เพื่อพิจารณาแนวทางปกป้องสันติภาพและการส่งความช่วยเหลือด้านการทหารให้ยูเครนเพิ่มเติมด้วย ซึ่งสื่อมวลชนสหรัฐฯ คาดว่าอาจหมายถึงการส่งยุทโธปกรณ์เชิงรุกให้ยูเครนใช้ในการตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย ประธานาธิบดีทรัมป์ยังใช้โอกาสนี้วิจารณ์รัสเซียเชิงลบ เนื่องจากไม่ยอมรับข้อตกลงยุติสงครามตามที่สหรัฐฯ เสนอ โดยให้ทั้ง 2 ฝ่ายยุติปฏิบัติการทางทหารทั้งหมดเป็นระยะเวลา 30 วัน พร้อมกับพาดพิงประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซียว่าเป็นผู้นำที่สร้างความปะหลาดใจให้ผู้อื่นเสมอ โดยมีท่าทีระหว่างการเจรจาเป็นมิตร และกลับสั่งทิ้งระเบิดไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ไม่พอใจท่าทีดังกล่าว เพราะทำให้ความพยายามของผู้นำสหรัฐฯ ไม่มีความคืบหน้า จึงแสดงความผิดหวังต่อประธานาธิบดีปูติน การเปลี่ยนแปลงท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ต่อสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนครั้งนี้ด้วยการสนับสนุนยุทโธปกรณ์  เป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซียให้ยอมรับข้อเสนอของสหรัฐฯ เพื่อให้เป็นผลงานด้านการดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์เคยส่งสัญญาณว่าอาจลดความช่วยเหลือด้านการทหารต่อยูเครน เนื่องจากส่งผลกระทบต่องบประมาณของสหรัฐฯ และจะให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเจรจาแทน นอกจากนี้ ในการพบหารือระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับประธานาธิบดียูเครนที่ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อมีนาคม 2568…

TACO Trump : ชาวอเมริกันวิจารณ์ท่าทีผู้นำสหรัฐฯ  

  สื่อมวลชนสหรัฐฯ และชาวอเมริกันบางส่วนวิจารณ์การเปลี่ยนแปลงท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ต่อการประกาศเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ หรือมาตรการภาษีตอบโต้ ว่า เป็นปรากฏการณ์ TACO Trump หรือ Trump Always Chickens Out (TACO) ซึ่งหมายถึงพฤติกรรมของผู้นำสหรัฐฯ ที่ขี้ขลาด เพราะใช้วิธีการข่มขู่ประเทศคู่ค้าสลับกับขยายเวลาการใช้มาตรการดังกล่าวออกไป รวมทั้งเปลี่ยนใจมากกว่า 28 ครั้งตั้งแต่ประกาศนโยบายนี้เมื่อ เมษายน 2568 พฤติกรรมดังกล่าวทำให้ทั่วโลกสับสนและไม่เชื่อมั่นต่อทิศทางการดำเนินยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐฯ รวมทั้งอาจทำให้สหรัฐฯ สูญเสียความน่าเชื่อถือในการเจรจาการค้ากับต่างประเทศ สื่อสหรัฐฯ เปิดเผยสถิติว่า ปรากฏการณ์ TACO Trump สะท้อนจากการเปลี่ยนแปลงท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ อย่างน้อย 28 ครั้งเกี่ยวกับการบังคับใช้มาตรการภาษี เริ่มตั้งแต่เมื่อ 2 เมษายน 2568 ที่ประกาศนโยบายภาษีต่อสินค้านำเข้าทุกประเภทเพื่อเสรีภาพของชาวอเมริกัน จากนั้นก็เปลี่ยนรายละเอียดโดยระบุว่าสินค้าประเภทเซมิคอนดักเตอร์ พลังงาน และแร่ธาตุสำคัญ จะได้รับการยกเว้น สะท้อนว่า ผู้นำสหรัฐฯ ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าดังกล่าวจากต่างประเทศ นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังแสดงมุมมองแตกต่างจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้วย เช่น นาย Peter Navarro ที่ปรึกษาด้านการค้าของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่าอัตราภาษีที่สหรัฐฯ กำหนดจะไม่สามารถต่อรองได้…

ผู้นำสหรัฐฯ หารือเลขาธิการเนโต เพิ่มความช่วยเหลือยูเครน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์หารือกับนายมาร์ค รุตเตอร์ เลขาธิการเนโตเมื่อ 14 กรกฎาคม 2568 พร้อมเปิดเผยนโยบายเพิ่มความช่วยเหลือด้านการทหารแก่ยูเครน โดยระบุว่าจะให้สมาชิกเนโตซื้อยุทโธปกรณ์สำคัญด้านการป้องกันภัยทางอากาศ หรือระบบ Patriot รวมทั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธจากสหรัฐฯ เพื่อมอบให้ยูเครน ซึ่งบริษัทผู้ผลิตอาวุธของสหรัฐฯ มีความพร้อมสนับสนุนนโยบายนี้อย่างมาก นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังประกาศว่าจะให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด ด้านเลขาธิการเนโตเชื่อมั่นว่าสหรัฐฯ จะเพิ่มงบประมาณด้านการทหารเพื่อช่วยเหลือยูเครนด้วย นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีต่อความร่วมมือในกลุ่มพันธมิตรเนโตและรักษาเอกภาพของกลุ่ม การเปลี่ยนแปลงท่าทีและทิศทางดำเนินนโยบายของผู้นำสหรัฐฯ ครั้งนี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญ เพราะก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์วิจารณ์การให้ความช่วยเหลือด้านการทหารแก่ยูเครนเชิงลบ ด้านนักวิเคราะห์ต่างประเทศเชื่อว่าการเจรจากับรัสเซียเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้นำสหรัฐฯ เปลี่ยนใจ เพราะการเจรจาไม่เป็นผล ทำให้ผู้นำสหรัฐฯ ต้องการทำให้รัสเซียเห็นว่าจะได้รับผลกระทบหากไม่ให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ด้านประเทศยุโรปพอใจกับการเปลี่ยนแปลงท่าทีดังกล่าว และพร้อมร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อเสริมขีดความสามารถด้านการทหารแก่ยูเครนทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่านายรุตเตอร์ เลขาธิการเนโต เป็นผู้มีอิทธิพลต่อมุมมองของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในกรณีนี้ หรือได้ฉายาว่า “Trump whisperer” เนื่องจากในระหว่างที่นายนายรุตเตอร์เคยดำรงตำแหน่งผู้นำเนเธอร์แลนด์ ได้เยือนสหรัฐฯ และพบหารือกับประธานาธิบดีทรัมป์ในช่วงรับตำแหน่งสมัยแรกบ่อยครั้ง มีรายงานว่ามีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ใกล้ชิดกับผู้นำสหรัฐฯ นอกจากนี้ หลังจากรับตำแหน่งเลขาธิการเนโตเมื่อ ตุลาคม 2567 นายรุตเตอร์แสดงความคิดเห็นในเชิงบวกต่อท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ รวมทั้งเคยเรียกประธานาธิบดีทรัมป์ ว่า “Daddy” จึงคาดว่านายรุตเตอร์น่าจะได้รับความไว้วางใจจากผู้นำสหรัฐฯ อย่างมาก…