อัศจรรย์แมกนีเซียม ตัวช่วยสู่ Longevity

ปัจจุบันคนทุกเพศทุกช่วงวัยหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ไม่ว่าอาหารคลีนและอาหารสุขภาพ ฮอร์โมนเพื่อปรับสมดุล และการออกกำลังกาย เพื่อปรับวิถีชีวิตให้สมดุล  นอกจากวิธีการเหล่านั้นแล้ว หลายคนใช้วิธีเสริมสร้างภูมิคุ้มกันภายในร่างกายมากขึ้น เช่น การดริปวิตามิน (IV Drip) การแช่ร่างกายในน้ำเย็นจัด (ice bath) ดีทอกซ์ รวมถึงการรับประทานอาหารเสริม ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน วิตามินซี วิตามินบี เหล็ก ซิงค์ โอเมก้า-3 คอลลาเจน หรือสารต้านอนุมูลอิสระหลากหลายชนิด  จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารไปในชีวิตประจำวัน แต่มีอีกแร่ธาตุที่จำเป็นอีกชนิดหนึ่งที่เริ่มนิยมทานเสริมกัน…… นั่นคือ “แมกนีเซียม” ซึ่งถูกกล่าวถึงในเรื่องการช่วยเรื่องการนอน หรือคลายกล้ามเนื้อ ความอัศจรรย์ของ “แมกนีเซียม” (Magnesium)……ดูเหมือนว่าจะตอบโจทย์ความปรารถนาของมนุษย์ในยุคต่อไปที่ต้องการมีอายุที่ยืนยาว หรือ Longevity เนื่องจากแมกนีเซียมเป็นส่วนเสริมเรื่องการพักผ่อน เพราะเป็นตัวช่วยสำคัญต่อการเสริมความแข็งแรงของร่างกายได้ลึกในระดับของเซลล์และดีเอ็นเอที่จะเป็นกุญแจไขสู่ความแข็งแรงของร่างกาย แมกนีเซียมเป็นแร่ธาตุตามธรรมชาติที่พบได้ในเปลือกโลก น้ำทะเล และในสิ่งมีชีวิต เกิดได้จากกระบวนการธรณีวิทยา หรือสังเคราะห์ได้ในห้องทดลองผ่านกระบวรการอีเล็กโทรไลด์จากการสกัดน้ำทะเล ซึ่งจะได้แมกนีเซียมที่บริสุทธิ์ มาใช้ในอุตสาหกรรมยาและอาหารเสริม และเป็นแมกนิเซียมที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับเกลือ ซึ่งทำให้สามารถบริโภคง่าย เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ตามร่างกายของมนุษย์นั้นต้องการแมกนีเซียมในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้ระบบต่างๆ ทำงานได้อย่างราบรื่น เช่น การทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท การสร้างพลังงาน รักษาความเสถียรของพันธุกรรม เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด…

กัมพูชาผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สามารถเพิกถอนสัญชาติผู้สมรู้ร่วมคิดกับต่างชาติ

กัมพูชามีการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในทางการเมือง โดยที่ประชุมสภาแห่งชาติกัมพูชา เมื่อ 11 กรกฎาคม 2568 มีมติเห็นชอบผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เพื่ออนุญาตให้รัฐบาลสามารถออกกฎหมายเพิกถอนสัญชาติของบุคคลที่ถูกตัดสินว่าสบคบคิดกับชาวต่างชาติเพื่อบ่อนทำลายผลประโยชน์แห่งชาติ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกัมพูชายืนยันว่า กฎหมายใหม่นี้จะบังคับใช้เฉพาะกับบุคคลผู้กระทำการทรยศ บ่อนทำลายความมั่นคงของชาติเท่านั้น และผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิดต่อผลประโยชน์ของชาติก็ไม่จำเป็นต้องกังวล ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีเป้าหมายหลักในการเพิ่มอำนาจให้รัฐบาลสามารถจัดการกับบุคคลที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำที่บ่อนทำลายเสถียรภาพทางการเมือง หรือทำงานร่วมกับกองกำลังต่างชาติเพื่อวัตถุประสงค์ที่ไม่เป็นไปตามผลประโยชน์ของกัมพูชา โดยจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 33 จากเดิมที่ระบุว่า “พลเมืองเขมรจะไม่มีการถูกเพิกถอนสัญชาติ ถูกเนรเทศ หรือส่งตัวไปประเทศอื่น เว้นแต่จะมีข้อตกลงร่วมกัน” โดยแก้ไขเป็น “การได้รับสัญชาติ การสูญเสียสัญชาติ และการเพิกถอนสัญชาติเขมร จะถูกกำหนดโดยกฎหมาย” กล่าวคือ สามารถเพิกถอนสัญชาติสามารถสำหรับผู้ที่มีสัญชาติกัมพูชาโดยกำเนิด หรือผู้ที่ได้รับสัญชาติในภายหลัง หากพิสูจน์ได้ว่ามีพฤติกรรมดังกล่าว การผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนี้ได้ก่อให้เกิดความกังวลจากองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและหลายประเทศทั่วโลก โดยมีข้อโต้แย้งว่าการกระทำดังกล่าวอาจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และอาจนำไปสู่การไร้สัญชาติ (statelessness) ซึ่งขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนสากล รวมถึงละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าคำว่า “สมรู้ร่วมคิดกับต่างชาติ” นั้นมีความคลุมเครือและสามารถตีความได้อย่างกว้างขวาง ทำให้มีโอกาสสูงที่จะมีการนำกฎหมายไปใช้ในทางที่ผิดหรือใช้เพื่อกำจัดคู่แข่งทางการเมืองโดยไม่เป็นธรรม ก่อนหน้านี้ สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภา ยืนยันว่า กัมพูชามีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเพิกถอนสัญชาติมาแต่เดิมแล้ว และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หรือแตกต่างจากหลักปฏิบัติของประเทศอื่น ๆ ในโลก…

GDP เวียดนามเติบโตแข็งแกร่งที่สุดในรอบ 15 ปี

สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม (National Statistics Office of Vietnam-NSO) สังกัดกระทรวงการคลัง รายงานว่า เศรษฐกิจเวียดนามแข็งแกร่งที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ โดยอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ในห้วงมกราคม-มิถุนายน ปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ 7.52 สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2554 เป็นผลลัพธ์เชิงบวกที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่น ความพยายาม และการดำเนินการที่เด็ดขาดในการบริหารจัดการด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาล ท่ามกลางความท้าทายจากผลกระทบอัตราดอกเบี้ยสูง ความต้องการของผู้บริโภคที่ลดลงและภาวะชะงักงันทางการค้า เมื่อพิจารณาภาคส่วนสำคัญที่มีการเติบโตในเชิงบวก ได้แก่ 1) เกษตรกรรม ป่าไม้ และประมง ขยายตัวที่ ร้อยละ 3.84 โดยได้แรงหนุนจากความต้องการภายในประเทศ รวมถึงอุปสงค์การส่งออก 2) การผลิตภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง เติบโตรวมกันที่ร้อยละ 8.33 โดยอุตสาหกรรมแปรรูปและการผลิตถือเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจเวียดนาม และ 3) ภาคบริการ เติบโตถึงร้อยละ 8.14 ทั้งการค้าส่งและการค้าปลีก (เพิ่มร้อยละ 7.03 ) ภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ (เพิ่มร้อยละ 9.82 ) ภาคการเงิน การธนาคารและการประกันภัย…

การส่งกลับชาวอุยกูร์จากไทยสะท้อนความล้มเหลวในการต่อต้านการกดปราบข้ามชาติ

เว็บไซต์ของโครงการสิทธิมนุษยชนชาวอุยกูร์ (Uyghur Human Rights Project – UHRP) ของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความครบรอบ 10 ปี ที่ไทยส่งตัวชาวอุยกูร์ 109 คน กลับจีน เมื่อ 8 ก.ค. 58 นับเป็นเครื่องหมายของการกดขี่ และปราบข้ามชาติที่ขยายตัวอย่างน่ากังวล และเมื่อ 27 ก.พ. 68 ไทยได้ส่งตัวชาวอุยกูร์ 40 คน กลับจีน ซึ่งตามมาด้วยการประณามของ OHCHR และ UNHCR ด้านรัฐบาลสหรัฐฯ ยังประกาศมาตรการคว่ำบาตรวีซ่าต่อ จนท.ไทย แต่ทั้งหมดไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง โดย 10 ปีผ่านไปการส่งตัวชาวอุยกูร์จากไทยกลายเป็นสัญลักษณ์ของความล้มเหลวของประชาคมระหว่างประเทศในการตอบสนองต่อการกดปราบข้ามชาติที่ขยายตัวของจีน ขณะที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างถอยหลัง สิทธิของผู้เปราะบางถูกแลกเปลี่ยนเพื่อผลประโยชน์ทางการทูต อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงสามารถเกิดขึ้นได้ หากมีรัฐบาลประเทศที่เคารพสิทธิมนุษยชน และพร้อมสนับสนุนเงินทุน รวมถึงกดดันให้หน่วยงานต่าง ๆ ปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจัง

แพลตฟอร์มคริปโตไทยถูกใช้เป็นช่องทางการฟอกเงิน 

มหาวิทยาลัยเท็กซัส เมืองออสติน สหรัฐฯ รายงานว่า องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ใช้วิธีกระจายเงินที่หลอกลวงเหยื่อมายังแพลตฟอร์มคริปโตในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต หลายแห่ง ซึ่งมีแพลตฟอร์ม Bitkub ของไทยเกี่ยวข้องด้วย โดยใช้วิธีโอนคริปโต เช่น USDT จากแพลตฟอร์มต่างประเทศเข้าสู่แพลตฟอร์มไทย เพื่อแปลงเป็นเงินบาทและถอนออกผ่านบัญชีม้าของธนาคารพาณิชย์ในไทย ซึ่งเหตุผลที่องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเลือกใช้แพลตฟอร์มคริปโตในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต เนื่องจาก 1) อยู่นอกเขตอำนาจของหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ และ 2) มาตรฐานการตรวจสอบและยืนยันตัวตนยังอยู่ในระดับต่ำ

ทางการลาวปฏิเสธข่าวสารกรณีส่งทหารร่วมรบในสงครามรัสเซีย-ยูเครน

  เว็บไซต์ข่าว Laotian Times รายงานเมื่อ 10 ก.ค.68 ว่า ลาวปฏิเสธข่าวสารกรณีสำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งอ้างว่าลาวเตรียมส่งทหารเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครน แลกเปลี่ยนกับเงินชดเชยและสัญชาติรัสเซีย โดยข่าวสารดังกล่าวไม่มีมูลความจริง เป็นข่าวปลอม เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงและบิดเบือนความจริงโดยเจตนา มุ่งสร้างความเข้าใจผิดให้แก่ทางการลาวต่อประชาคมโลก ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ข่าวสารดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อน เนื่องจากลาวและรัสเซียมีความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ดีระหว่างกัน และแลกเปลี่ยนการเยือนทุกระดับต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่า ความร่วมมือทางทหารของลาวกับชาติพันธมิตร รวมทั้งรัสเซีย ดำเนินการบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน มุ่งเน้นการพัฒนาการป้องกันประเทศและความมั่นคงภายใน

จีนเร่งเชื่อมโยงรถไฟความเร็วสูงกับประเทศเพื่อนบ้าน

ถ้อยแถลงของนาย Zhang Guoqing รอง นรม.จีน ในพิธีเปิด World Congress on High-Speed Rail ครั้งที่ 12 เมื่อ 10 ก.ค.68 ที่กรุงปักกิ่ง ว่า จีนจะส่งเสริมให้รถไฟความเร็วสูงเป็นหลักในการขับเคลื่อนโครงการ Belt and Road Initiative โดยจะเพิ่มการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการฝึกอบรมทักษะให้โครงการรถไฟความเร็วสูงในต่างประเทศ ซึ่งจีนจะยังคงเดินหน้าโครงการรถไฟสำคัญ เช่น รถไฟฮังการี-เซอร์เบีย รถไฟจีน-คีร์กีซสถาน-อุซเบกิสถาน และรถไฟจีน-ไทย พร้อมมีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐานด้านระบบราง ทั้งนี้ โครงการรถไฟความเร็วสูงจีน-ไทย ได้รับการอนุมัติระยะที่ 2 เมื่อต้นปี 2568 และคาดว่าจะเริ่มให้บริการในปี 2573 โดยโครงการล่าช้าไปเกือบ 10 ปีจากแผนเดิม เนื่องจากการก่อสร้างล่าช้า  ปัญหาการเงินและการออกแบบ รวมถึงผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19

กัมพูชาและเมียนมาฉลองวาระครบรอบความสัมพันธ์ 70 ปี

ผู้นำกัมพูชาและผู้นำเมียนมาเมื่อ 12 กรกฎาคม 2568 แลกเปลี่ยนหนังสือแสดงความยินดีและร่วมกันฉลองวาระครบรอบ 70 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวถึงความเป็นมิตร และความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยาวนาน รวมทั้งจะส่งเสริมความร่วมมือดังกล่าวให้ใกล้ชิดกัน เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติต่อไป ทั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชาและรัฐบาลเมียนมาสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างกันเมื่อ 12 กรกฎาคม 2498 ปัจจุบันทั้ง 2 ประเทศจะมีความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดีระหว่างกัน และพยายามขยายความร่วมมือด้านการค้า การท่องเที่ยว และการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง แต่เผชิญอุปสรรค เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศไม่มีพรมแดนติดกัน และสถานการณ์การเมืองภายในเมียนมาที่ยังมีความขัดแย้ง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำรัฐบาลกัมพูชากับเมียนมาค่อนข้างใกล้ชิด เฉพาะอย่างยิ่งภายหลังเมียนมามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาและอดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนคนแรกที่เยือนเมียนมาเมื่อปี 2565 เพื่อพบกับพลเอกอาวุโสมินอองไหลง์ ประธานสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) และ ผบ.ทสส. ในช่วงที่หลายประเทศระมัดระวังการเยือนเมียนมา เนื่องจากอาจเท่ากับการรับรองสถานะของ SAC รวมทั้งสนับสนุนการใช้มาตรการรุนแรงปราบปรามความเคลื่อนไหวของประชาชนชาวเมียนมาที่ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ที่ผ่านมา รัฐบาลกัมพูชาและรัฐบาลเมียนมาหารือกันอย่างใกล้ชิด โดยส่งเจ้าหน้าที่และผู้แทนระดับสูงแลกเปลี่ยนการเยือนเพื่อเน้นย้ำความร่วมมือในฐานะประเทศที่เป็นมิตรต่อกัน ซึ่งเมื่อปี 2567 กัมพูชากับเมียนมามีภาพลักษณ์ความสัมพันธ์ที่ดีอย่างมากจนเรียกว่าเป็นความสัมพันธ์พิเศษ (special relationship) โดยมีแนวโน้มจะขยายความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคงระหว่างกันด้วย ทั้งนี้ แม้ว่ากัมพูชาจะเน้นย้ำความสัมพันธ์ที่ดีต่อเมียนมา แต่ก็เห็นด้วยกับการขับเคลื่อนแนวทางของอาเซียนที่ต้องการให้เมียนมามีสันติภาพและเสถียรภาพทางการเมืองโดยเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้เมียนมากลายเป็นแหล่งอาชญากรรมข้ามชาติ นอกจากนี้…

ผู้นำสหรัฐฯ จะขึ้นภาษีตอบโต้ EU และเม็กซิโกร้อยละ 30

สื่อต่างประเทศติดตามนโยบายภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยล่าสุเเมื่อ 13 กรกฎาคม 2568 ประกาศว่าจะขึ้นภาษีตอบโต้สินค้านำเข้าจากสหภาพยุโรป (EU) และเม็กซิโกร้อยละ 30 เริ่มต้นใน 1 สิงหาคม 2568 เพื่อปกป้องผลประโยชน์ด้านการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ตามนโยบาย America First ซึ่งปัจจุบันผู้นำสหรัฐฯ ส่งหนังสือให้ประเทศคู่ค้า 24 ประเทศและ EU ให้เตรียมความพร้อมรับมือกับมาตรการภาษีตอบโต้ดังกล่าวแล้ว ประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ ส่วนใหญ่แสดงความผิดหวังและไม่พอใจสหรัฐฯ ที่ไม่ลดอัตราภาษี ทั้งที่หลายประเทศส่งผู้แทนไปเจรจากับสหรัฐฯ แล้ว ปัจจุบัน ประเทศที่ได้รับหนังสือจากผู้นำสหรัฐฯ เพื่อแจ้งอัตราภาษีอย่างเป็นทางการ ได้แก่ บราซิลร้อยละ 50 เมียนมาและลาวร้อยละ 40 ไทยและกัมพูชาร้อยละ 36 แคนาดา เซอร์เบียและบังกลาเทศร้อยละ 35 อินโดนีเซียร้อยละ 32 สหภาพยุโรป อัลเจเรีย อิรัก ลิเบีย เม็กซิโก แอริกาใต้ ศรีลังกาและบอสเนียร้อยละ 30 ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มอลโดวา…

จีน-อาเซียนสนับสนุนการใช้ CoC รักษาสันติภาพในทะเลจีนใต้

สื่อมวลชนจีนรายงานเมื่อ 13 กรกฎาคม 2568 ว่า นายหวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนได้หารือกับอาเซียนประเด็นสถานการณ์ความมั่นคงในทะเลจีนใต้เมื่อ 12 กรกฎาคม 2568 ที่มาเลเซีย และเห็นพ้องกันที่จะสนับสนุนกลไกการจัดทำเอกสารประมวลการปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (Code of Conduct – CoC) เพื่อให้เป็นกลไกการแก้ไขปัญหาระหว่างกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนยังระบุว่า ทุกประเทศเห็นว่าสถานการณ์ด้านความมั่นคงในทะเลจีนใต้ปัจจุบันสงบ มีความไว้วางใจระหว่างกันและมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับบรรยากาศความมั่นคงทางทะเลในภูมิภาคอื่น ๆ แม้ว่าจะยังมีประเทศนอกภูมิภาคที่พยายามแทรกแซงทะเลจีนใต้ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากประเทศในภูมิภาคเข้าใจและรู้ทันเทคนิคเดิม ๆ ที่ประเทศนอกภูมิภาคพยายามยุยงให้เกิดความขัดแย้ง ในระหว่างการประชุมจีนกับกลุ่มอาเซียน ที่ประชุมเห็นพ้องที่จะยกระดับเอกสารประมวลการปฏิบัติในทะเลจีนใต้ หรือ CoC ให้มีประสิทธิภาพมากกว่าปฏิญญาว่าด้วยแนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ (Declaration of the Conduct of Parties in the South China Sea – DOC) โดยเฉพาะการกำหนดประมวลการปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ คาดว่าจีนและอาเซียนจะสามารถบรรลุการจัดทำ CoC ได้ในปี 2569 ในระหว่างการประชุมกับกลุ่มอาเซียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนยังได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในทะเลจีนใต้ปัจจุบัน โดยเน้นย้ำให้ประเทศที่เกี่ยวข้องคำนึงถึงความร่วมมือ เสถียรภาพและสันติภาพ มากกว่าเรื่องการเผชิญหน้าหรือความขัดแย้ง เพื่อให้บรรยากาศความมั่นคงในทะเลจีนใต้เป็นประโยชน์ต่อทุกประเทศ…