สื่อต่างประเทศรายงานกรณีไทย-กัมพูชาหยุดยิง แต่การเจรจาระดับกองบัญชาการทหารยังไม่เกิดขึ้น

สื่อต่างประเทศเมื่อ 28 กรกฎาคม 2568 รายงานกรณีผู้นำไทยและกัมพูชาพบหารือกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เพื่อทำข้อตกลงหยุดยิง โดยมีนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเข้าร่วมด้วย ผลการหารือ ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องที่จะหยุดยิงในเวลา 00.00 น.ของ 28 กรกฎาคม 2568 และตั้งกลไกหารือกันอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับฟื้นฟูช่องทางการติดต่อระหว่างกันทั้งในมิติการทูตและการทหาร

การเจรจาไทย-กัมพูชาที่มาเลเซียเป็นประเด็นที่สื่อต่างชาติติดตาม

สื่อมวลชนต่างประเทศเมื่อ 28 กรกฎาคม 2568 ให้ความสนใจติดตามสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เฉพาะอย่างยิ่งกรณีผู้นำรัฐบาลทั้ง 2 ประเทศจะพบและเจรจากันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เพื่อแก้ไขปัญหาความตึงเครียดบริเวณพรมแดนที่มีการปะทะและตอบโต้กันด้วยมาตรการทางทหารอย่างต่อเนื่องจนทำให้มีรายงานผู้เสียชีวิต ได้รับบาดเจ็บ และต้องอพยพออกจากที่พักอาศัยจำนวนมาก สำหรับการเจรจาจะมีขึ้นในเวลา 15.00 น.

ท่าทีภาคส่วนเศรษฐกิจต่อสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

  ส.อ.ท. สทท. หอการค้าไทย สภาธุรกิจไทย-กัมพูชา นักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์ประเมินถึงสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยประมาณการมูลค่าความเสียหายอยู่ที่ประมาณ 500 ล้านบาท/วัน และหากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้ออาจมีมูลค่าความเสียหายในช่วงครึ่งหลังปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 110,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการไทยมีความเข้าใจ และได้ปรับแผนธุรกิจ โดยเปลี่ยนไปใช้การส่งออกผ่านทางเครื่องบิน หรือทางเรือแทน หรือใช้วิธีส่งไปขายในพื้นที่อื่น หรือด่านชายแดนฝั่งอื่นแทน ทั้งนี้ ภาคส่วนเศรษฐกิจได้แสดงท่าทีร้องขอต่อรัฐบาลด้วยคือ การหาแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัย หรือมาตรการคุ้มครองธุรกิจไทยในกัมพูชาด้วย รวมถึงการมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ/ผู้ค้ารายย่อยไทยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาด้วย

ประเทศในเอเชีย ตอ.ต.เผชิญแรงกดดันในการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ

  เว็บไซต์ Nikkei Asia ของญี่ปุ่น รายงานระบุ ประเทศเศรษฐกิจหลักของเอเชีย ตอ.ต.กำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากกรณีการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ โดยสิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย และกัมพูชา ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงภาษีกับสหรัฐฯ ซึ่งจะถึงกำหนดใน 1 ส.ค. 68 ส่งผลให้เสี่ยงต่อการถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราสูง โดยมีแรงกดดันเพิ่มขึ้นเมื่อประเทศเพื่อนบ้านทั้งเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ต่างบรรลุข้อตกลงภาษีกับสหรัฐฯ แล้ว โดยในส่วนของไทยนักวิเคราะห์ประเมินว่า หากตกลงอัตราภาษีได้ที่ร้อยละ 15 – 20 เศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวได้ที่ร้อยละ 1.1 – 1.4 นักวิเคราะห์ยังมองว่า การเจรจาภาษีแยกกันของแต่ละประเทศในภูมิภาคอาจส่งผลกระทบต่อเอกภาพของกลุ่มอาเซียน โดยสหรัฐฯ ต้องการควบคุมสินค้าจากจีนที่หลีกเลี่ยงภาษีด้วยการส่งผ่านประเทศที่สามในเอเชีย ตอ.ต.ไปยังสหรัฐฯ ทำให้ประเทศสมาชิกอาเซียนกลายเป็นเป้าหมายของสหรัฐฯ ในการเพิ่มแรงกดดันต่อจีนที่เป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

ความต้องการรถยนต์ EV ในภาคธุรกิจของไทยเพิ่มขึ้น

Nikkei Asia รายงานว่า ความต้องการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในกลุ่มลูกค้าองค์กรของไทยกำลังเพิ่มสูงขึ้น โดยบริษัท Bolt บริษัทเรียกรถสัญชาติเอสโตเนีย ตั้งเป้าหมายจะเพิ่มรถยนต์ EV อย่างน้อย 1,000 คัน ภายในปี 2571 ด้านบริษัท Sumitomo Mitsui Auto Service ของญี่ปุ่นมีแผนจะเพิ่มรถแท็กซี่ EV และรถยนต์ประเภทอื่นอีก 1,000 คัน เพื่อรองรับความต้องการของบริการเช่ารถและแท็กซี่สำหรับการท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้น และยังมีการร่วมทุนของบริษัท Marubeni ของญี่ปุ่น กับบริษัทบ้านปูของไทย ในการจัดตั้งธุรกิจบริหารจัดการรถยนต์ EV เชิงพาณิชย์ โดยมีแผนใช้รถประมาณ 3,000 คันภายในปี 2571 เช่นกัน โดยรถยนต์ EV ได้รับความสนใจจากภาคธุรกิจมากขึ้น เนื่องจากมีต้นทุนการบำรุงรักษาที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง แม้ว่าตลาดรถยนต์ EV ในไทยจะชะลอตัวจากปัญหาทางการเงินของบริษัท Neta Auto จากจีน แต่ผู้ผลิตรถยนต์จากจีนรายอื่น เช่น BYD Guangzhou Automobile Group…

จีน-สหรัฐฯ อาจตกลงขยายการระงับใช้ภาษีตอบโต้ระหว่างกันออกไปอีก 90 วัน

นสพ. South China Morning Post รายงานเมื่อ 28 ก.ค.68 อ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดทางการจีนว่า การเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ รอบที่ 3 ที่กรุงสตอกโฮล์ม สวีเดน ซึ่งจะเริ่มใน 29 ก.ค.68 มีแนวโน้มที่ทั้งสองฝ่ายจะตกลงขยายเวลาระงับการบังคับใช้การขึ้นอัตราภาษีนำเข้าต่อกันออกไปอีก 90 วัน และจะไม่มีการกำหนดมาตรการใหม่ทางภาษีหรือมาตรการตอบโต้ใด ๆ ที่จะเป็นการยกระดับความตึงเครียดทางการค้าระหว่างกัน โดยมีความเป็นไปได้ที่การหารือจะมุ่งเน้นในประเด็นที่เป็นอุปสรรค อาทิ ข้อห่วงกังวลของสหรัฐฯ ต่อการผลิตที่ล้นเกินของภาคอุตสาหกรรมจีน มากกว่าการมุ่งบรรลุข้อตกลงการค้า  

กิจกรรมชุมนุมขับไล่ นรม.อันวาร์ อิบราฮิม ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ยอดสูงสุด 18,000 คน

สนข.The Sun รายงานเมื่อ 26 ก.ค.68 ว่า การชุมนุมขับไล่ นรม.อันวาร์ อิบราฮิม ออกจากตำแหน่ง ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เนื่องจากประชาชนไม่พอใจปัญหาค่าครองชีพสูงและการขยายอัตราภาษีการขายและบริการ กับทั้งล้มเหลวในการบริหารประเทศ การชุมนุมได้ยุติด้วยความเรียบร้อย ไม่มีเหตุรุนแรง มียอดผู้เข้าร่วมชุมนุมสูงสุดประมาณ 18,000 คน   อย่างไรก็ดี ตำรวจจะตรวจสอบเนื้อหาการปราศรัยว่ามีการละเมิดกฎหมาย เฉพาะอย่างยิ่งในประเด็น 3R (ศาสนา เชื้อชาติ ราชวงศ์) หรือไม่ หากพบการละเมิด  ต้องการดำเนินตามกฎหมาย  

ผู้ใช้งานชาวไทยของแอปฟลิเคชัน Taobao เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

  นสพ.SCMP ของฮ่องกง รายงานระบุว่า แอปพลิเคชัน Taobao แพลตฟอร์มชอปปิ้งออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของจีนซึ่งเป็นของบริษัท Alibaba มีการเติบโตของผู้ใช้งานในไทยอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจาก Alibaba พบว่า จำนวนผู้ใช้งานใหม่ชาวไทยเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 60 เมื่อเทียบกับปี 2567 หลังจากการเปิดตัว Taobao เวอร์ชันภาษาไทย ซึ่งสามารถชำระเงินเป็นสกุลบาทได้ ถือเป็นความพยายามล่าสุดในการขยายธุรกิจในเอเชียของ Alibaba เนื่องจากความต้องการภายในจีนชะลอตัว และการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากคู่แข่งรายใหม่ เช่น Pinduoduo Douyin โดยด้วยจำนวนประชากรวัยหนุ่มสาวทำให้เอเชีย ตอ.ต.กลายเป็นหนึ่งในตลาดอีคอมเมิร์ซที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ในขณะที่ตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยสร้างรายได้ 1.1 ล้านล้านบาท ในปี 2567 เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากปี 2566

EU บรรลุข้อตกลงภาษีกับสหรัฐฯ

  สหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างกันเมื่อ 28 กรกฎาคม 2568 ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เยือนสก็อตแลนด์และพบหารือกับนางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ที่คลับกอล์ฟ Turnberry ในเขต South Ayrshire  สาระสำคัญของข้อตกลงดังกล่าว คือ สหรัฐฯ จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสมาชิกสหภาพยุโรป 27 ประเทศที่อัตราร้อยละ 15 ลดลงจากร้อยละ 30 ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ขณะที่สหภาพยุโรปจะต้องเปิดตลาดนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น และสินค้าบางประเภทจะได้รับอัตราภาษีนำเข้าร้อยละ 0 เช่น เครื่องบินและสินค้าเกษตรกรรมบางประเภท นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า EU จะลงทุนในสหรัฐฯ ประมาณ 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมทั้งจะลงทุนในภาคอุตสาหกรรมพลังงานของสหรัฐฯ เพิ่มอีกมูลค่า 750,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้าด้วย แม้ว่าอัตราภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมจะยังไม่เปลี่ยนแปลงและคงไว้ที่ร้อยละ 50 แต่ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปมีมุมมองเชิงบวกต่อข้อตกลงดังกล่าว…

บทบาทผู้นำสหรัฐฯ กรณีไทย-กัมพูชา เสริมยุทธศาสตร์แข่งขันอิทธิพลกับจีน

กรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศเมื่อ 26 กรกฎาคม 2568 ว่าได้หารือกับไทยและกัมพูชาเพื่อให้หยุดยิงระหว่างกัน รวมทั้งได้รับการตอบรับจากผู้นำกัมพูชาเมื่อ 27 กรกฎาคม 2568 ว่าพร้อมจะหยุดยิงกับไทย ทำให้บทบาทผู้นำโลกของสหรัฐฯ