ท่าทีเอกชนต่อมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าไทยของสหรัฐฯ

กรณีสหรัฐฯ ประกาศมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าไทยที่ร้อยละ 19 ภาคเอกชนล่าสุด เช่น ส.อ.ท. สภาธุรกิจตลาดทุนไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย แสดงความคาดหวังสอดคล้องกัน โดยต้องการอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยของสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณร้อยละ 20 โดยมองว่า หากรัฐบาลทำได้จะเป็นสัญญาณที่ดี ไม่ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจไทยรุนแรงทั้งด้านการส่งออก และด้านผลห่วงโซ่การผลิตทั้งในภาคอุตสาหกรรมและเกษตร ที่สำคัญคือจะทำให้ไทยเป็นพื้นที่เศรษฐกิจน่าสนใจของนักลงทุนต่อไป สำหรับผู้ประกอบการ แม้จะส่งผลกระทบ แต่อยู่ในระดับที่พอรับได้ อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการต่อจากนี้คือ การออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ ภาคเอกชนส่วนใหญ่ประมาณการว่า หากอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยของสหรัฐฯ เป็นไปตามคาดหวังยังมีความเป็นไปได้ที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยน่าจะอยู่ที่ร้อยละ 2

ปัญหาผลผลิตการเกษตรตกต่ำ

  กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกลำไย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และยางพาราต่างออกมาสะท้อนถึงปัญหาความเดือดร้อนเรื่องผลผลิตการเกษตรตกต่ำ กลุ่มลำไยระบุว่าสาเหตุ  เพราะปริมาณผลผลิตมีปริมาณมาก แต่ส่วนใหญ่ผลมีขนาดเล็กลง ซึ่งทำให้ใช้ส่งออกไปต่างประเทศไม่ได้มาก และทำให้ล้งและโรงอบชองชาวจีนต้องคัดเลือกการรับซื้อผลผลิต ด้านกลุ่มมันสำปะหลังระบุว่าปริมาณผลผลิตที่จะออกมาน่าจะมีมาก เพราะเหตุอุทกภัยจึงพากันเร่งขุดมันสำปะหลังออกขาย  ส่วนกลุ่มปาล์มน้ำมัน และยางพารา ออกมาเรียกร้องเช่นกัน แต่ราคาผลผลิตตกต่ำ เพราะรัฐบาลอนุญาตให้มีการนำเข้าผลผลิตจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย อย่างไรก็ดี เกษตรกรทุกกลุ่มได้แสดงปัญหาตรงกันคือเรื่องต้นทุนการเพาะปลูกที่เพิ่มสูง โดยเฉพาะราคาปุ๋ย ซึ่งเกษตรกรทุกกลุ่มต้องการให้รัฐบาลเร่งมีมาตรการช่วยเหลือพยุงราคาผลผลิต โดยกลุ่มลำไย และกลุ่มกลุ่มปาล์มน้ำมัน และยางพารา ระบุว่า หากยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือ อาจจำเป็นต้องยกระดับโดยรวมตัวชุมนุมเพื่อแสดงการเรียกร้องต่อไป

ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาขยายตัวสู่โลกออนไลน์

เว็บไซต์ Nikkei Asia ของญี่ปุ่น เผยแพร่บทความระบุว่า สื่อสังคมออนไลน์ได้กลายเป็นอีกหนึ่งแนวรบของข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา แม้ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิง แต่การโจมตีทางออนไลน์ที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังของทั้งสองประเทศนั้นยุติได้ยาก และจะทิ้งบาดแผลไปยาวนาน ท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่รุนแรงขึ้น โดยการเคลื่อนไหวทางออนไลน์เพิ่มขึ้นทันที หลังจากเกิดการปะทะกันทางทหาร ทั้ง Facebook TikTok X Telegram Truth Social รวมถึงในเกม Roblox การใช้แฮชแท็ก การใช้ถ้อยคำแสดงความเกลียดชัง จนถึงขั้นกล่าวหาว่าอีกฝ่ายฆ่าคนของตนเอง โดยมีการสร้างเนื้อหาภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารกับต่างประเทศ ตลอดจนความพยายามแก้ไขแผนที่ชายแดนบน Google Maps นอกจากนี้ ยังมีการสร้างบัญชีปลอม สร้างข่าวปลอม การโจมตีทางไซเบอร์ของกลุ่มแฮ็กเกอร์จากทั้งสองประเทศ

ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาสะท้อนการยกระดับการใช้อาวุธ

สนข.ABC ของออสเตรเลีย เผยแพร่บทความระบุ ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงการแพร่กระจายของอาวุธทั่วโลกในเอเชีย ตอ.ต. ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างใช้อาวุธระดับสูงจากหลายประเทศ โดยไทยใช้เครื่องบินรบ F-16 โดรน ยานเกราะ Stryker และเครื่องบินรบ Gripen ซึ่งไทยมีทั้งงบประมาณด้านกลาโหมและกำลังพลมากกว่ากัมพูชา ขณะที่กัมพูชาเร่งปรับปรุงกองทัพอย่างรวดเร็วโดยการกระชับความสัมพันธ์กับจีน กัมพูชาใช้ระบบจรวดหลายลำกล้องแบบ PHL-81 ของจีน และระบบอาวุธอื่น ๆ  นอกจากนี้ ยังมีการใช้ระเบิดคลัสเตอร์ และการใช้จรวดแบบไม่มีระบบนำวิถีในพื้นที่ที่มีพลเรือนหนาแน่น ซึ่งถูกวิพากวิจารณ์อย่างมาก ด้านนักวิเคราะห์ระบุว่า ระดับของอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เห็นจากทั้งสองฝ่ายในความขัดแย้งครั้งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเป็นระบบอาวุธที่ออกแบบมาเพื่อสงครามที่มีความขัดแย้งในระดับสูง และแสดงความกังวลว่า การใช้อาวุธพิสัยไกลจะทำให้สถานการณ์อันตรายยิ่งขึ้น และอาจยกระดับความรุนแรงในอนาคต

มาเลเซียเตรียมการประชุม GBC ไทย–กัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์

ดาโต๊ะ ซรี โมฮัมหมัด คาลิด โนร์ดิน รมว.กห.มาเลเซีย เปิดเผยว่าจะติดต่อไปยัง รมว.กห.กัมพูชา และ รมว.กห.ไทย ผ่านระบบ Zoom ใน 2 ส.ค.68 เพื่อหารือผลการจัดเตรียมการประชุมคณะกรรมการเขตแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา ห้วง 4–7 ส.ค.68 ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ตามคำร้องขอของไทยที่ต้องการสถานที่ที่เป็นกลาง หลังจากเดิมที่นกรุงพนมเปญ

เกาหลีเหนือเห็นด้วยกับบทบาทของอาเซียนในการแก้ไขความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

สนข.KCNA ของทางการเกาหลีเหนือ รายงานเมื่อ 2 ส.ค.68 อ้างถ้อยแถลงของโฆษก กต.เกาหลีเหนือว่า ไทยและกัมพูชาบรรลุข้อตกลงหยุดยิงสำเร็จเมื่อ 28 ก.ค.68 ผ่านกลไกเจรจาและแนวทางการทูตภายใต้บริบทของอาเซียนในการจัดการปัญหาในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต.อย่างสันติ โดยมีมาเลเซียเป็นเจ้าภาพ ซึ่งเกาหลีเหนือหวังให้ประเทศเอเชีย ตอ.ต.จัดการความขัดแย้ง สร้างความไว้วางใจ และส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคี เพื่อพัฒนาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

ญี่ปุ่นตรวจพบเรือยามฝั่งจีนรุกล้ำน่านน้ำ

แถลงการณ์ บก.รักษาชายฝั่งภาค 11 กองกำลังรักษาชายฝั่งญี่ปุ่น (Japan Coast Guard-JCG) เมื่อ 2 ส.ค.68 ระบุว่า JCG ตรวจพบเรือของหน่วยยามฝั่งจีน (China Coast Guard-CCG) จำนวน 2 ลำ รุกล้ำน่านน้ำญี่ปุ่นที่บริเวณเกาะโออูสึริ ในหมู่เกาะเซ็นกากุ จ.โอกินาวะ ทางใต้ของญี่ปุ่น เมื่อ12.50 น. โดย JCG ได้แจ้งเตือนให้เรือทั้งสองลำออกจากน่านน้ำญี่ปุ่น พร้อมดูแลความปลอดภัยของเรือประมงญี่ปุ่นที่อยู่ใกล้บริเวณดังกล่าว ก่อนหน้านี้ JCG ตรวจพบเรือ CCG เดินเรือรุกล้ำน่านน้ำญี่ปุ่นในลักษณะคล้ายกันที่บริเวณเกาะในหมู่เกาะเซ็นกากุ เมื่อ 9 ก.ค.68 ก่อนเดินเรือออกจากน่านน้ำเมื่อ 11 ก.ค.68 ทั้งนี้ หมู่เกาะเซ็นกากุตั้งอยู่ในทะเลจีนตะวันออก อยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น แต่จีนอ้างกรรมสิทธิ์ทับซ้อนกับญี่ปุ่น และเรียกหมู่เกาะดังกล่าวว่าหมู่เกาะเตียวหยู  

ลาวและเบลารุสส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน

  นายทองสะหวัน พมวิหาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลาว และนายมักซิม รีเจนคอฟ    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเบลารุส เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงว่าด้วยการ ยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทาง (วีซ่า) สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางของทั้งสองฝ่าย ในห้วงการเดินทางเยือนลาวอย่างเป็นทางการระหว่าง 16-18 กรกฎาคม 2568 ความตกลงดังกล่าวก็เพื่อให้พลเมืองของทั้งสองประเทศสามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว นักธุรกิจ รวมถึงคณะผู้แทนของรัฐบาล  และเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม อย่างไรก็ดี ความตกลงนี้ยังไม่ มีผลบังคับใช้ ทันที เนื่องจากยังต้องผ่านขั้นตอนภายในประเทศของแต่ละฝ่าย ห้วงที่ผ่านมารัฐบาลลาวและเบลารุสกำลังทำงานร่วมกันเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในหลากหลายมิติ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเยือนระดับสูงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการพบกันระหว่าง ดร.ทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศลาวและประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก ของเบลารุส ในระหว่างการประชุม BRICS Summit เมื่อปี 2567 ที่เมืองคาซาน ประเทศรัสเซีย รวมถึงการเยือนลาวของนายรีเจนคอฟในครั้งนี้ ที่ทั้งสองฝ่ายหารือแนวทางขยายความร่วมมือรอบด้าน ทั้งด้านการค้า การลงทุน การศึกษา พลังงานและสาธารณสุข ด้านเศรษฐกิจ-การค้า เบลารุสสนใจนำเข้าสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ผักและผลไม้เขตร้อน รวมถึงถั่วจากลาว ขณะที่ลาวสนใจความรู้และประสบการณ์การพัฒนาอุตสาหกรรม และจัดหาอุปกรณ์เช่น อุปกรณ์เก็บเกี่ยวข้าวจากเบลารุส ด้านการศึกษาและสาธารณสุข…

เศรษฐกิจฟิลิปปินส์เติบโตอย่างแข็งแกร่ง แม้การเติบโตจะชะลอตัว

รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคอาเซียน +3 ของสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (ASEAN+3 Macroeconomic Research Office -AMRO) ประจำกรกฎาคม 2568 ระบุว่า เศรษฐกิจฟิลิปปินส์มีแนวโน้มเติบโตร้อยละ 5.6 ในปี 2568 และร้อยละ 5.5 ในปี 2569 โดยเป็นการปรับลดจากคาดการณ์ครั้งก่อนที่ประเมินว่าเศรษฐกิจจะเติบโตร้อยละ 6.3 เป็นผลมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกที่ชะลอตัว แม้คาดการณ์ตัวเลขจะปรับลดลง แต่การเติบโตเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ยังแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงผลักดันจากการบริโภคของภาคเอกชน และมีปัจจัยเชิงบวก สภาวะตลาดแรงงานที่ยังคงมีเสถียรภาพ อัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง ซึ่ง AMRO คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อปี 2568 จะอยู่ที่ร้อยละ 1.8  ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 3.3 เช่นเดียวกับรายงานของธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ระบุว่า เศรษฐกิจของฟิลิปปินส์คาดว่าจะเติบโตที่ร้อยละ 5.6 ในปี 2568 ซึ่งเติบโตสูงเป็นอันดับสองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รองจากเวียดนาม ที่คาดจะเติบโตร้อยละ 6.3 ขณะที่ไทยคาดการณ์เศรษฐกิจเติบโตที่ร้อยละ 1.8) และเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็นร้อยละ 5.8 ในปี 2569 ทั้งนี้ ในห้วงไตรมาสแรกของปี…