เวียดนามเตรียมนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ ครั้งแรกในปี 2568

  เวียดนามเป็นประเทศที่มีการนำเข้าน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นของประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโต ล่าสุดมีรายงานข่าวว่าบริษัท Binh Son Refining and Petrochemical (BSR) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินงานโรงกลั่นน้ำมัน Dung Quat ของเวียดนาม สั่งซื้อน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) จากบริษัท Mercuria ของสหรัฐฯ จำนวน 1 ล้านบาร์เรล นับเป็นการสั่งซื้อน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ ครั้งแรกของปี 2568 คาดว่าจะมีสั่งซื้อในกันยายน 2568 และส่งมอบในพฤศจิกายน 2568 ทั้งนี้ West Texas Intermediate (WTI) เป็นน้ำมันดิบชนิดมาตรฐานจากสหรัฐฯ และเป็นหนึ่งในเกณฑ์อ้างอิงราคาหลักของโลก การสั่งซื้อน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ ในครั้งนี้ของ บริษัท BSR เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามกระจายแหล่งนำเข้าพลังงานให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น รวมถึงมีปัจจัยส่งเสริมในห้วงที่ราคาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางและรัสเซียปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นทำให้น้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ มีราคาที่น่าสนใจ ทำให้มีความสามารถในการแข่งขันในตลาดเอเชีย ทั้งนี้ บริษัท BSR ถือเป็นบริษัทที่ปกติแล้วจะใช้น้ำมันดิบในประเทศเป็นหลักในการแปรรูป หากนำเข้าจะมีแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบหลักส่วนใหญ่มาจากคูเวต บรูไน…

กัมพูชากำลังจะทำอะไร ? จีนต้องจับตามองหรือไม่ ?

กัมพูชากำลังจะทำอะไร ? จีนต้องจับตามองหรือไม่ ? เมื่อกัมพูชาใช้สหรัฐฯ เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้กับตนเองจากกรณีที่เกิดความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เนื่องจากมีสัญญาณเพิ่มขึ้นว่า กัมพูชาได้ดึงสหรัฐฯ เข้ามาใกล้ชิด ซึ่งในอนาคต หากมีการดึงสหรัฐฯ เข้ามาในประเด็นความมั่นคง เช่น ความร่วมมือด้านการทหาร กัมพูชาจะพึ่งพาจีนลดลง ขณะที่สหรัฐฯ ก็จะมีกัมพูชาเป็นหุ้นส่วนใกล้ชิดมากขึ้น แม้ไม่ถึงระดับที่จะเป็นพันธมิตรเท่ากับไทย กัมพูชาใช้ภาพเดินชุมนุมประท้วง พร้อมป้ายของนักเรียน พระสงฆ์ ครู ประชาชนกัมพูชา เกือบ 1,000 คน ที่เมืองเสียมเรียบ กัมพูชาเมื่อ 22 สิงหาคม 2568 ไปถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อให้ช่วยปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นาย ที่ไทยกักขังไว้ แต่ก็มีนัยว่าต้องการส่งข่าวสารให้ผู้นำสหรัฐฯ และประชาคมระหว่างประเทศเห็นว่าไทยกักขัง หน่วงเหนี่ยวทหารกัมพูชา รวมทั้งต้องการให้ปัญหาไทย-กัมพูชาเป็นปัญหาระหว่างประเทศ เพื่อให้นานาชาติเข้ามาแทรกแซง การประท้วงครั้งนี้ ยังชูป้ายขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์ที่ช่วยให้เกิดข้อตกลงหยุดยิงกับไทย และมีการเผยแพร่ภาพพระที่ร่วมชุมนุมประท้วงถือธงกัมพูชาและสหรัฐฯ ด้วย ฝ่ายไทยชี้แจงมาต่อเนื่องว่า ทหารกัมพูชา จำนวน 18 นาย ถูกควบคุมตัวในพื้นที่ซำแต อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ  เมื่อ…

จีนแพร่ภาพเรือรบไร้คนขับรุ่นใหม่

การซ้อมสวนสนามครั้งที่ 3 ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปีที่ได้รับชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีชัยชนะเหนือญี่ปุ่น ที่จตุรัสเทียนอันเหมิน ปักกิ่ง ห้วงกลางดึก 23-เช้า 24 ส.ค.68 ปรากฏการเผยแพร่ภาพเรือรบขนาดเล็กไร้คนขับ (ความยาวประมาณ 15 ม.) ทาสีขาว เทา น้ำเงิน เพื่อพรางตัว ไม่มีเลขประจำเรือ โดยยังมีห้องบังคับการเรือสำหรับการปฏิบัติงานของ จนท.ทหาร บรรทุกมาบนรถลำเลียงขนาดใหญ่ เข้าร่วมในการซ้อมสวนสนามดังกล่าว ซึ่งได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่มีการเผยแพร่ภาพเรือรบไร้คนขับของจีน ที่เป็นคนละรุ่นกับเรือรบไร้คนขับรุ่นวาฬเพชฌฆาต (Killer Whale) ที่เปิดตัวเมื่อปี 2567

กห.สหรัฐฯ สั่งปลด ผอ.DIA

สนข.บีบีซี รายงานเมื่อ 24 ส.ค.68 ว่า นายปีเตอร์ เฮกเซธ รมว.กห.สหรัฐฯ สั่งปลด พล.ท.Jeffrey Kruse ผอ.หน่วยข่าวกรองทหารสหรัฐฯ (Defense Intelligence Agency-DIA) จากกรณีการรั่วไหลของรายงานประเมินที่ผิดพลาดเกี่ยวกับความเสียหายในปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน เมื่อ มิ.ย.68 ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โต้แย้งผลการประเมินดังกล่าวอย่างรุนแรง และกล่าวหาว่าเป็นความพยายามบ่อนทำลายภาพลักษณ์ความสำเร็จของปฏิบัติการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ

เมียนมาได้รับการสนับสนุนจากไทยในการจัดตั้งห้องปฏิบัติการเฝ้าระวังไฟป่า

เมียนมาได้รับการสนับสนุนจากไทยในการจัดตั้งห้องปฏิบัติการเฝ้าระวัง (Surveillance War Room) เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่า ปัญหาหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) โดย นายมงคล วิศิษฏ์สตัมภ์ ออท.ไทย ประจำเมียนมา พร้อมคณะผู้แทนจากกรมควบคุมมลพิษ ได้ส่งมอบและติดตั้งระบบอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ที่กรุงเนปยีดอ เมื่อ 15 ส.ค.68 ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการแห่งที่ 3 ที่ไทยช่วยเหลือเมียนมาจาก ที่ จ.ท่าขี้เหล็ก และ จ.เกาะสอง เพื่อเสริมศักยภาพของเมียนมาในการติดตามจุดความร้อนจากดาวเทียม ไฟป่า อนุภาคในอากาศ และข้อมูลสภาพอากาศได้แบบ Real-time และแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน

ทิศทางเศรษฐกิจโลกจาก 3 ยักษ์ใหญ่ : สหรัฐฯ จีน เยอรมนี

เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์มวลรวม (Gross Domestic Product-GDP) มูลค่าประมาณ 114 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และทิศทางการเติบโตสามารถสะท้อนผ่านการขับเคลื่อนของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดสามอันดับแรก ได้แก่ สหรัฐฯ จีน และเยอรมนี  หากไม่นับรวมการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ เช่น สหภาพยุโรป (European Union-EU) เป็นต้น ทั้งสามประเทศมิได้มีเพียงขนาดเศรษฐกิจใหญ่ แต่ยังมีบทบาทที่กำหนดทิศทางของระบบเศรษฐกิจโลกอีกด้วย สหรัฐฯ เป็นตลาดบริโภคที่ใหญ่ที่สุดของโลก เป็นศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศ นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ สามารถส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาดโลกอย่างกว้างขวาง ขณะที่จีนเป็นเครื่องจักรการผลิตและห่วงโซ่อุปทานสำคัญที่เชื่อมโยงกับประเทศคู่ค้ากว่า 120 ประเทศ โดยมีบทบาทหลักในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เหล็ก และพลังงานสะอาด ส่วนเยอรมนีในฐานะเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปและหัวใจของสหภาพยุโรปเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมีอิทธิพลต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจยุโรปและตลาดโลกโดยรวม การติดตามเศรษฐกิจของทั้งสามประเทศจึงเสมือนการอ่านแผนที่เศรษฐกิจโลกที่สะท้อนทั้งโอกาส ความเปราะบาง และทิศทางในอนาคต สำหรับไทย การเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวนี้จึงมีความจำเป็น เพื่อป้องกันผลกระทบจากความผันผวนที่อาจกระทบต่อการค้าและการลงทุน ซึ่งจะช่วยให้ประเทศสามารถวางนโยบายรองรับได้อย่างทันท่วงทีและรักษาความสามารถในการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2568 กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนโยบายการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งได้เพิ่มอัตราภาษีศุลกากรอย่างมากต่อสินค้านำเข้าจากหลายประเทศ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น สร้างต้นทุนให้กับธุรกิจบางกลุ่ม และอาจกระทบต่อการบริโภคภายในประเทศ แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและคลายภาษีนำเข้าในบางหมวดเพื่อช่วยเหลือธุรกิจ แต่การขึ้นภาษีนำเข้าชั่วคราวได้สร้างความไม่แน่นอนในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งภายในและจากต่างประเทศ ด้านแรงงาน…