นรม.รักษาการเนปาลจะดำรงตำแหน่ง 6 เดือน ก่อนจัดการเลือกตั้ง

เว็บไซต์ นสพ.The Kathmandu Post รายงานเมื่อ 15 ก.ย.68 อ้างถ้อยแถลงของนาง Sushila Karki นรม.รักษาการของเนปาลว่า จะดำรงตำแหน่งเพียง 6 เดือน และจะจัดให้มีการเลือกตั้งทั้วไปใน 5 มี.ค.69 พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างประเทศใหม่ เพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม โดยได้แต่งตั้ง ครม.บางส่วนแล้ว ได้แก่ นาย Rameshore Khanal   รมว.กระทรวงการคลัง นาย Om Prakash Aryal   รมว.กระทรวงมหาดไทย และนาย Kulman Ghising  รมว.กระทรวงพลังงาน ทรัพยากรน้ำ และการชลประทาน รวมทั้งดูแลกระทรวงโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและการขนส่ง และกระทรวงพัฒนาเมือง นาง Karki ยืนยันว่า จะจัดตั้งคณะรัฐมนตรีขนาดเล็กไม่เกิน 15 คน เพื่อบริหารประเทศ

สหรัฐฯ ข่มขู่ชาวต่างชาติที่ยินดีต่อการกรณีนาย Charlie Kirk ถูกลอบสังหาร

สนข.รอยเตอร์ส รายงานเมื่อ 12 ก.ย.68 ว่า นายคริสโตเฟอร์ แลนเดา รมช.กต.สหรัฐฯ ชี้แจงเชิงข่มขู่ต่อกรณีที่มีชาวต่างชาติเป็นจำนวนมากแสดงความเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ที่ยินดีเชิงสนับสนุนความรุนแรงและความเกลียดชัง ต่อการลอบสังหารนาย Charlie Kirk นักเคลื่อนไหวสายอนุรักษ์นิยม  โดย รมช.กต.สหรัฐฯ สั่งการให้ สอท. และ สกญ. ทั่วโลกเฝ้าสังเกตพฤติกรรมในสื่อสังคมออนไลน์ดังกล่าว และดำเนินการตามระเบียบ  กต.สหรัฐฯ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า สหรัฐฯ อาจพิจารณาถึงการตรวจลงตราต่อบุคคลที่มีพฤติกรรมดังกล่าว อนึ่ง นาย Charlie Kirk เป็นนักเคลื่อนไหวสายอนุรักษ์นิยมและผู้ก่อตั้งองค์กร Turning Point USA ซึ่งถูกลอบสังหารและเสียชีวิต เมื่อ 11 ก.ย.68 ระหว่างการจัดงานที่รัฐยูทาห์ รวมทั้งเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้ประธานาธิบดีโดนัลก์ ทรัมป์ และได้รับความนิยมมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่

เนปาลจะมีการเลือกตั้งในมีนาคม 2569 : รักษาการผู้นำเนปาลเรียกร้องให้ยุติความรุนแรง

  สถานการณ์การเมืองและความรุนแรงในเนปาลยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกติดตาม หลังจากเกิดเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงที่มีความรุนแรงและทำให้รัฐบาลเนปาลไร้เสถียรภาพ ล่าสุดเมื่อ 14 กันยายน 2568 นางซูซิลา การ์กิ อายุ 73 ปี รักษาการนายกรัฐมนตรีเนปาลปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งแรกและเรียกร้องให้ผู้ชุมนุมยุติการก่อความรุนแรง ตลอดจนให้คำมั่นว่าจะปราบปรามการคอร์รัปชันและการทุจริต ซึ่งเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้ชาวเนปาลจำนวนมาก เฉพาะอย่างยิ่งประชากรกลุ่ม Gen Z ที่เป็นผู้เริ่มต้นการชุมนุมครั้งนี้ ไม่พอใจและรวมตัวกันประท้วงเมื่อต้น กันยายน 2568 จนลุกลามบานปลายเป็นการชุมนุมที่มีเหตุรุนแรง นางการ์กิ (อายุ 73 ปี/2568) เคยดำรงตำแหน่งประธานผู้พิพากษาศาลสูงสุดเนปาล สาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการเมื่อ 12 กันยายน 2568 จากนั้นได้เข้าพบหารือกับแกนนำผู้ชุมนุม คือ นาย Sudan Gurung รวมทั้งประธานาธิบดี Ramchandra Paudel และผู้บัญชาการทหารบก จนมีมติร่วมกันว่าจะจัดการเลือกตั้งใหม่ในห้วง มีนาคม 2569 สำหรับความเสียหายจากการประท้วงในเนปาลครั้งนี้ที่ตึงเครียดและมีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อ 8 กันยายน 2568 เริ่มจากกรณีชาวเนปาลไม่พอใจที่รัฐบาลสั่งห้ามใช้งานสื่อสังคมออนไลน์จำนวน 26 แพลตฟอร์ม จึงรวมตัวกันประท้วงคัดค้านนโยบายดังกล่าว พร้อมทั้งแสดงความไม่พอใจต่อปัญหาเศรษฐกิจและการคอร์รัปชันในประเทศ โดยมีนาย Sudan Gurung…

โรมาเนียและโปแลนด์ตรวจพบโดรนรัสเซียปฏิบัติการเหนือน่านฟ้า

  ปฏิบัติการด้านการทหารของรัสเซียในยุโรปมีแนวโน้มขยายพื้นที่นอกสมรภูมิยูเครน โดยมีรายงานเมื่อ 15 กันยายน 2568 ว่า โรมาเนียพบโดรนรัสเซียปฏิบัติการเหนือน่านฟ้าโรมาเนียเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 50 นาที จากนั้นเปลี่ยนเส้นทางไปปฏิบัติภารกิจในยูเครน โดย บ.รบรุ่น F-16 ของโรมาเนียเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวดังกล่าวอย่างใกล้ชิด แต่ตัดสินใจไม่ยิงทำลาย เนื่องจากวิตกว่าจะเป็นอันตราย การที่โดรนรัสเซียเข้าไปปฏิบัติการในน่านฟ้าโรมาเนียเท่ากับเป็นการละเมิดอธิปไตยและเสี่ยงอันตรายอย่างมาก โรมาเนียจึงประณามการกระทำดังกล่าวของรัสเซียว่าเป็นพฤติกรรมที่ขาดความรับผิดชอบ และสะท้อนว่ารัสเซียไม่เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ นอกจากนี้ โรมาเนียยังเรียกเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำโรมาเนียเข้าพบเพื่อคัดค้านการกระทำของรัสเซียด้วย เหตุการณ์ในโรมาเนียเกิดขึ้นเช่นเดียวกับในโปแลนด์ยืนยันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า พบโดรนหรืออากาศยานไร้คนขับของรัสเซียปฏิบัติการในน่านฟ้า จึงปฏิบัติการสกัดกั้นและยิงทำลาย เพราะเป็นการบุกรุก แม้ว่าจะสามารถยับยั้งปฏิบัติการของโดรนรัสเซียได้ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประเทศยุโรป เฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกเนโต วิตกว่ารัสเซียกำลังขยายขอบเขตการปฏิบัติการทางทหารที่เป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาคยุโรปตะวันออก และทะเลดำ กระทรวงกลาโหมรัสเซียยังไม่มีท่าทีต่อข้อกล่าวหาของโรมาเนีย แต่ปฏิเสธข้อกล่าวหาของโปแลนด์ ด้านประธานาธิบดียูเครนให้ความเห็นว่าสมาชิกเนโตควรเร่งเตรียมความพร้อมระบบป้องกันภัยทางอากาศและเพิ่มการคว่ำบาตรรัสเซียเพื่อส่งสัญญาณกดดันรัสเซียให้ยุติการปฏิบัติการทหารที่เป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาค รวมทั้งให้ความเห็นว่ารัสเซียกำลังทดสอบโรมาเนียและต้องการให้ประเทศยุโรปตะวันออกเข้าร่วมสงคราม นักวิเคราะห์ประเมินว่าความเคลื่อนไหวของรัสเซียครั้งนี้อาจเป็นเทคนิค “escalate to deescalate” หรือการแสดงแสนยานุภาพทางการทหารและขยายขอบเขตพื้นที่ปฏิบัติการเพื่อป้องปรามไม่ให้ประเทศในยุโรปตะวันออก โดยเฉพาะสมาชิกเนโต สนับสนุนยูเครนหรือเสริมสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์เชิงยุทธศาสตร์ที่จะเป็นภัยคุกคามต่อรัสเซียในอนาคต โดยปฏิบัติการของรัสเซียมีขึ้นหลังจากสมาชิกเนโตประกาศเพิ่มความร่วมมือเพื่อความมั่นคงทางอากาศ และเริ่มปฏิบัติการ Eastern Sentry เมื่อ 12 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นความร่วมมือด้านการสนับสนุนยุทโธปกรณ์จากเดนมาร์ก ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร เยอรมนี และประเทศสมาชิกอื่น…

ผู้นำสหราชอาณาจักรเห็นต่างกับผู้ชุมนุม Unite the Kingdom

นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ของสหราชอาณาจักรเมื่อ 15 กันยายน 2568 ระบุว่าไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมของชาวอังกฤษที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมขวาจัด เพื่อคัดค้านนโยบายการรับผู้อพยพ ซึ่งประเด็นที่นายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์คัดค้าน คือกรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุมใช้ธงชาติสหราชอาณาจักรเป็นสัญลักษณ์ในการเคลื่อนไหว และก่อเหตุความวุ่นวาย รวมทั้งความรุนแรงระหว่างการชุมนุมประท้วง หรือความเคลื่อนไหว Unite the Kingdom เมื่อ 13-14 กันยายน 2568 ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บวนมาก รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 26 คน จากการปะทะกับผู้ชุมนุมกลางกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์ยืนยันว่าชาวอังกฤษมีสิทธิในการชุมนุมประท้วงอย่างสันติ แต่ไม่ควรใช้ความรุนแรง ปัจจุบันมีการควบคุมตัวผู้ชุมนุมแล้วอย่างน้อย 25 ราย เนื่องจากมีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงและก่อความไม่สงบ การชุมนุมประท้วงในสหราชอาณาจักรมีประชาชนเข้าร่วมมากกว่า 110,000-150,000 คน เป้าหมายเพื่อคัดค้านนโยบายเกี่ยวกับผู้อพยพและผู้ลี้ภัย โดยไม่ต้องการให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรรับผู้อพยพและผู้ลี้ภัยเพิ่ม ซึ่งเป็นกระแสสังคมที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากมีรายงานว่าผู้อพยพและผู้ลี้ภัยในสหราชอาณาจักรมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ผิดกฎหมาย แย่งอาชีพ และก่ออาชญากรรมในสหราชอาณาจักรบ่อยครั้ง เช่น กรณีผู้ลี้ภัยชาวเอธิโอเปียก่อเหตุทำร้ายเด็กชาวอังกฤษเมื่อ 4 กันยายน 2568 ซึ่งเป็น 1 ในชนวนสำคัญของการชุมนุมประท้วงครั้งนี้ แกนนำในการจัดงานชุมนุม คือ นาย Stephen Yaxley-Lennon หรือที่เป็นที่รู้จักในชื่อ…

รอบรั้วอาคเนย์ ปักษ์แรก ก.ย.68

รอบรั้วอาคเนย์ Intelligence Report by NIA ฉบับปักษ์แรก กันยายน 2568
รายงานสถานการณ์และบทบาทของผู้นำที่น่าสนใจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมประเมินแนวโน้ม

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกสหรัฐฯ มองว่าเป็น scam centers

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกสหรัฐฯ มองว่าเป็นศูนย์กลางการหลอกลวงทางไซเบอร์ (scam centers)  ขนาดใหญ่ เฉพาะอย่างยิ่งในกัมพูชาและเมียนมาที่มีเครือข่ายขนาดใหญ่  เครือข่ายดังกล่าวได้หลอกลวงเงินชาวอเมริกันไปแล้วหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ด้วยการมีการบังคับใช้แรงงาน รวมทั้งความรุนแรงต่อแรงงาน ทำให้สหรัฐฯ มีมาตรการคว่ำบาตรเครือข่าย scammer ในกัมพูชาและเมียนมา สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเมื่อ 8 กันยายน 2568 ออกมาตรการคว่ำบาตรต่อเครือข่ายศูนย์กลางการหลอกลวงทางไซเบอร์ขนาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในกัมพูชามี 10 เครือข่าย และในเมียนมามี 9 เครือข่าย โดยในเมียนมา สหรัฐฯ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับศูนย์กลางกิจกรรม scammer เช่น ในเมืองส่วยโก๊กโก่  (Shwe Kokko) เมียวดี  เป็นแหล่งลงทุนของ Karen National Army (KNA)  และกลุ่ม Yatai International Holding Group เมือง Yatai New City เป็นศูนย์กลาง scammer ขนาดใหญ่ มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว…

จีน-สหรัฐฯ เจรจาภาษีสารเฟนทานิลที่ไม่คืบหน้าอาจเป็นอุปสรรคต่อการพบหารือของสองผู้นำ

สนข.Financial Times เมื่อ 13 ก.ย.68 ว่า จีนเชิญประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เยือนจีนอย่างเป็นทางการเ พื่อร่วมประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แต่ฝ่ายสหรัฐฯ ยังไม่ตอบรับ เนื่องจากการเจรจาประเด็นการภาษีการค้าและสารเฟนทานิลระหว่างกันยังไม่คืบหน้า จึงมีความเป็นไปได้ว่า ผู้นำทั้งสองฝ่ายจะพบหารือกันอย่างไม่เป็นทางการในการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ที่เกาหลีใต้ใน ต.ค.68

กลุ่มสนับสนุนปาเลสไตน์ในนิวซีแลนด์เรียกร้องคว่ำบาตรอิสราเอลและยุติการสู้รบ

สนข.Reuters รายงานเมื่อ 13 ก.ย.68 ว่า กลุ่ม Aotearoa for Palestine ผู้สนับสนุนปาเลสไตน์ในนิวซีแลนด์ ได้จัดการเดินขบวน March for Humanity ปิดถนนใจกลางนครโอ๊คแลนด์ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลนิวซีแลนด์ คว่ำบาตรอิสราเอล เรียกร้องการหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไขทันที และยุติการปิดล้อม รวมทั้งเปิดทางให้สำนักงานบรรเทาทุกข์และงานเพื่อผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ในตะวันออกใกล้แห่งสหประชาชาติ (United Nations Relief and Works Agency for Palestine Refugees in the Near East-UNRWA) เข้าถึง และจัดส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมสู่ฉนวนกาซาได้อย่างปลอดภัย ผู้จัดงานระบุว่า มีผู้เข้าร่วมชุมนุมมากถึง 50,000 คน ซึ่งถือเป็นการชุมนุมใหญ่ที่สุดในนิวซีแลนด์ นับตั้งแต่เกิดสงครามในฉนวนกาซา อย่างไรก็ดี ตำรวจนิวซีแลนด์ประเมินว่า มีผู้เข้าร่วมประมาณ 20,000 คน โดยการชุมนุมดำเนินไปอย่างสงบและยุติก่อนเวลาที่กำหนด เนื่องจากสภาพอากาศมีลมแรง