ทำไมผู้นำสหรัฐฯ เปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหมเป็นกระทรวงสงคราม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Department of Defense) เป็นกระทรวงสงคราม (Department of War) เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ของหน่วยงานให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น เพราะชื่อกระทรวงกลาโหมค่อนข้างจากมีนัยการป้องกันประเทศ มากกว่าการโจมตี เพื่อความมั่นคงของประเทศศ นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ เชื่อว่า การเปลี่ยนชื่อกระทรวงจะให้ชาวอเมริกันมีความภูมิใจ รวมทั้งย้อนถึงช่วงเวลาที่สหรัฐฯ ได้รับชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ที่ใช้ชื่อกระทรวงสงคราม ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามในคำสั่งผู้บริหาร เมื่อ 5 กันยายน 2568 เสนอการปรับเปลี่ยนชื่อดังกล่าว กลับไปเป็นชื่อเดิม คือ กระทรวงสงคราม  และยังจะเป็นคำสั่งผู้บริหารฉบับที่ 200 ของประธานาธิบดีทรัมป์ ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวถึงแนวคิดการเปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหมตั้งแต่ 25 สิงหาคม 2568 ในการสัมภาษณ์ที่ สนข.Fox News พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ จะสนับสนุนแนวคิดนี้ด้วย การเปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหมเป็นกระทรวงสงคราม จะต้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติดำเนินการตามกฎหมาย ถึงจะมีผลอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม ทุกชื่อที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงกลาโหมเดิมก็เปลี่ยนไปเป็นกระทรวงสงครามแล้ว ทั้งที่ทำงานกระทรวง และในเว็บไซต์ก็เปลี่ยนจาก defense.gov เป็น…

ไทยกำลังสร้างจุดยืนด้าน AI ด้วยการเป็นศูนย์กลางผลิตแผงวงจรพิมพ์

Nikkei Asia เผยแพร่บทความเกี่ยวกับการขยายตัวของอุตสาหกรรมผลิตแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ในไทย ซึ่งในห้วงเวลาไม่ถึง 3 ปี มีผู้ผลิต PCB จากจีนและไต้หวันกว่า 60 ราย เข้ามาตั้งโรงงานผลิตในไทย ท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยศูนย์ยุทธศาสตร์นานาชาติด้านอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของไต้หวัน ประเมินว่ามูลค่าการผลิต PCB ในไทยจะขยายตัวจาก 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เป็น 5,620 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 หรือมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยต่อปีร้อยละ 7.6 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก โดย PCB เป็นส่วนประกอบในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความสำคัญไม่แพ้ชิป ใช้ทั้งในโทรศัพท์ รถยนต์ เครื่องบิน ศูนย์ข้อมูล และระบบป้องกันประเทศ ซึ่งไทยตั้งเป้าหมายจะเป็นศูนย์กลางการผลิต PCB ที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจากจีน แต่การเข้ามาในไทยของผู้ผลิต PCB ยังเผชิญความท้าทาย ทั้งด้านความแตกต่างทางวัฒนธรรมในการทำงาน การขาดแคลนบุคลากร โดยเฉพาะวิศวกรด้าน PCB และผู้ที่สามารถพูดภาษาจีนได้ รวมถึงการแข่งขันสูงในการทำธุรกิจ ขณะที่ระบบนิเวศของอุตสาหกรรม PCB ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น…

ไทยเผชิญปัญหาอุทกภัยเพิ่มขึ้นจากอิทธิพลลานีญา

  องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) คาดการณ์ว่าปรากฏการณ์ลานีญาจะกลับมาอีกครั้ง และเริ่มส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศโลกตั้งแต่ ก.ย. – พ.ย. 68 โดยอาจทำให้หลายพื้นที่เผชิญฝนตกหนักหรือเกิดภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหาย ซึ่งแม้ลานีญาจะทำให้อุณหภูมิลดลง แต่อุณหภูมิโลกโดยรวมยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยเพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์ จึงก่อให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้ว ด้านนักวิชาการไทยประเมินคล้ายกันว่าไทยจะเผชิญความเสี่ยงจากพายุที่มีความรุนแรงและความถี่สูงขึ้น ส่งผลให้มีปริมาณฝนและความเร็วลมมากขึ้น นอกจากนี้ ยังชี้ว่ามีปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ซ้ำเติมปัญหาอุทกภัย เช่น การจัดการน้ำที่ยังไม่เพียงพอ การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน การวางผังเมืองที่ไม่รอบคอบ รวมถึงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เหมาะสม อีกทั้งพบว่าขีดความสามารถของแต่ละชุมชนในการจัดการน้ำมีความแตกต่างกัน โดยหลายพื้นที่ยังขาดความเข้าใจในข้อจำกัดและศักยภาพของตนเอง

พบกลุ่มรับอุปการะเด็กในโซเชียลมีเดียที่อาจเข้าข่ายการค้ามนุษย์

พบการตั้งกลุ่มพูดคุยสำหรับผู้ที่ต้องการอุปการะบุตรบุญธรรมบนเฟซบุ๊กหลายกลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มมีสมาชิกตั้งแต่หลักพันถึงหมื่นเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและติดต่อกับผู้ปกครองที่ไม่สามารถดูแลบุตรของตนเองได้ โดยการพูดคุยส่วนใหญ่เป็นการประกาศขอรับอุปการะเด็ก ซึ่งมีทั้งผู้ปกครองที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อมหรือไม่สามารถเลี้ยงดูเด็กได้ รวมถึงตัวเด็กเองมาประกาศหาผู้รับอุปการะ โดยพบว่าหลายกรณีมีการเรียกเงินหรือเสนอสินน้ำใจเพื่อแลกกับตัวเด็ก รวมถึงการยินยอมให้ผู้รับอุปการะมีสิทธิ์ขาดในการเลี้ยงดู ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดความกังวลอย่างมาก เนื่องจากบุคคลส่วนใหญ่ที่เข้ามาในกลุ่มเป็นผู้ไม่ระบุตัวตน ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบประวัติ ความน่าเชื่อถือ หรือเจตนาที่แท้จริงได้ ส่งผลให้เด็กมีความเสี่ยงที่จะถูกนำไปใช้ในทางมิชอบ ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้แรงงาน การแสวงหาประโยชน์ทางเพศ รวมถึงการตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ระหว่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นช่องโหว่ที่เอื้อให้กลุ่มอาชญากรรมเข้ามาหาผลประโยชน์โดยใช้ข้ออ้างการอุปการะเป็นฉากบังหน้า

ขบวนการต่างชาติจัดหาหญิงไทยเพื่อรับจ้างอุ้มบุญ

พบกลุ่มนายหน้าลักลอบจัดหาหญิงไทยเพื่อรับจ้างตั้งครรภ์แทน (อุ้มบุญ) ให้กับผู้ว่าจ้างชาวต่างชาติ โดยการโพสต์ข้อความในลักษณะเชิญชวนอย่างต่อเนื่องผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก และไลน์ ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบการว่าจ้างและอัตราค่าตอบแทน ซึ่งแม่อุ้มบุญจะได้รับค่าจ้างประมาณ 400,000 – 550,000 บาท ขึ้นอยู่กับประเทศปลายทางและระยะเวลาของกระบวนการ โดยจะมีกลุ่มนายหน้าเป็นผู้ดูแลกระบวนการอย่างครบวงจร ตั้งแต่การจัดหาผู้หญิง ฝังตัวอ่อน จนถึงการคลอดเด็ก รวมถึงจัดเตรียมค่าอาหาร ที่พัก ซิมเน็ต และเงินก้อนแรกเมื่อเดินทางถึง เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้รับจ้าง และบางกรณีจะต้องสามารถจดทะเบียนสมรสกับผู้ว่าจ้างอีกด้วย ส่วนสถานที่ดำเนินการมีทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น กัมพูชา มาเลเซีย ไต้หวัน และจอร์เจีย ทั้งนี้ แม้หญิงไทยบางส่วนยอมทำด้วยตนเองเพื่อหารายได้ แต่อาจมีบางส่วนที่ถูกหลอกลวงหรืออาจเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์

ประธานาธิบดีอินโดนีเซียจะไม่ลาออก แม้การชุมนุมประท้วงมีแนวโน้มยืดเยื้อ

  การชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลในอินโดนีเซียที่มีจุดเริ่มต้นเมื่อ 25 สิงหาคม 2568 มีแนวโน้มยืดเยื้อ จากประชาชนที่ไม่พอใจนโยบายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล และมีความรุนแรงเกิดขึ้นในการปราบปรามการชุมนุมจนทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10 ราย จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สถานการณ์การชุมนุมตึงเครียดขึ้น คือ  กรณีนาย  Affan Kurniawan ชายชาวอินโดนีเซียผู้ประกอบอาชีพขับรถรับจ้างในกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย เสียชีวิตระหว่างที่เจ้าหน้าที่ปราบปรามผู้ชุมนุมเมื่อ 29 สิงหาคม 2568 ทั้งที่ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมและอยู่ระหว่างปฏิบัติงาน เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ผู้ชุมนุมไม่พอใจรัฐบาลอย่างมากและออกไปรวมตัวกัน เพื่อคัดค้านมาตรการของรัฐบาลที่ใช้ความรุนแรง รวมทั้งโจมตีรัฐบาลว่ามีนโยบายเอื้อประโยชน์ให้นายทุนและทหาร มากกว่าประชาชน ไม่ให้ความเท่าเทียมต่อประชาชน และตัดลดงบประมาณด้านการศึกษา การชุมนุมดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ รวมทั้งไทย ส่วนสถานเอกอัครราชทูตจีน ณ กรุงจาการ์ตา ได้ให้ชาวจีนและหน่วยงานของจีนในอินโดนีเซียเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย กรณีเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ในหลายเมืองของอินโดนีเซีย โดย ให้ชาวจีนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อยู่ห่างจากจุดชุมนุม และขอความช่วยเหลือจากสถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุลทันที หากเกิดเหตุร้าย สำหรับผู้ประกอบอาชีพขับขี่รถรับจ้างบริษัท Grab และ Gojek ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่เคลื่อนไหวชุมนุมประท้วงในอินโดนีเซีย ตลอดจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มแรงงานที่ไม่ได้รับสวัสดิการจากรัฐที่ดีพอ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการชุมนุมประท้วงครั้งนี้ ปัจจุบันมีการใช้ #SEAblings…

มาเลเซียเตรียมหารือกับบริษัท Meta เผยแพร่เนื้อหาหลอกลวงและจำหน่ายสิ่งผิดกฎหมาย

นายฟาห์มี ฟัดซิล รมว.การสื่อสารและดิจิทัลของมาเลเซีย เปิดเผยเมื่อ 4 ก.ย.68 ยืนยันกำหนดการประชุมกับผู้แทนของบริษัท Meta ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก Instagram WhatsApp ภายใน ก.ย.68  หลังได้รับการร้องเรียนว่า แพลตฟอร์มของบริษัท Meta มีการเผยแพร่เนื้อหาที่เข้าข่ายเป็นการหลอกลวง รวมถึงการจำหน่ายสินค้าผิดกฎหมาย เช่น น้ำยาสำหรับบุหรี่ไฟฟ้าที่มีส่วนผสมของสารเสพติด ทั้งนี้ ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังนายฟาห์มีเสร็จสิ้นการหารือกับผู้แทนของแพลตฟอร์ม TikTok เมื่อ 2 ก.ย.68 เกี่ยวกับการเผยแพร่เนื้อหาที่เป็นเท็จ หลอกลวง และการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ โดยตำหนิว่าบริษัท ByteDance ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของแพลตฟอร์ม TikTok ไม่จริงจังในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและไม่มีแนวทางจัดการปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม จึงมอบหมายให้คณะกรรมการการสื่อสารและมัลติมีเดียแห่งมาเลเซีย (MCMC) พิจารณามาตรการลงโทษทางกฎหมายต่อแพลตฟอร์ม TikTok โดยอ้างถึงกรณีสิงคโปร์ขู่จะปรับบริษัท Meta เป็นเงิน 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 25 ล้านบาท) หากไม่ปฏิบัติตามมาตรการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับโฆษณา บัญชี โปรไฟล์ และเพจธุรกิจที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล ภายใต้กฎหมาย Online Criminal…

กต.สหรัฐฯ จำกัดการเดินทางพลเมืองจากกลุ่มประเทศอเมริกากลางที่ทำงานให้กับ พคจ.

กต.สหรัฐฯ เผยแพร่แถลงการณ์เมื่อ 4 ก.ย.68 ประกาศดำเนินมาตรการคว่ำบาตรต่อพลเมืองสัญชาติกลุ่มประเทศอเมริกากลางที่ดำเนินกิจกรรมหรือเคยดำเนินกิจกรรมภายใต้การสนับสนุนเงินทุนจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน (พคจ.) ที่เป็นการบ่อนทำลายหลักนิติธรรมในภูมิภาคอเมริกากลาง  ทั้งนี้ เพื่อสกัดกั้นการแพร่ขยายอิทธิพลจีน และปกป้องความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ตลอดจนส่งเสริมกลไกการสร้างความรับผิดชอบต่อการกระทำที่มุ่งร้ายต่อเสถียรภาพในภูมิภาค โดยจะระงับการตรวจลงตราหนังสือเดินทางแก่กลุ่มบุคคลดังกล่าว รวมถึงสมาชิกครอบครัวที่ใกล้ชิด

ผู้นำจีนและเกาหลีเหนือมุ่งมั่นกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคี

สนข.Xinhua รายงานเมื่อ 4 ก.ย.68 ว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง หารือกับนายคิม จ็อง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ที่เยือนจีนเพื่อเข้าร่วมพิธีรำลึกครบรอบ 80 ปีวันแห่งชัยชนะในสงครามต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น ที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งการเข้าร่วมดังกล่าวแสดงถึงความมุ่นมั่นของเกาหลีเหนือในการปกป้องผลลัพธ์ของชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งยังเป็นโอกาสในการพัฒนาความสัมพันธ์ฉันมิตรและความร่วมมือกับจีนให้แน่นแฟ้นขึ้น ขณะที่จีนยินดีจะกระชับการแลกเปลี่ยนระดับสูง  เพิ่มการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การบริหารของพรรคและรัฐ ส่งเสริมความเข้าใจและมิตรภาพ  พร้อมย้ำจุดยืนที่เป็นกลางต่อประเด็นคาบสมุทรเกาหลี โดยจีนพร้อมที่จะส่งเสริมการประสานงานกับเกาหลีเหนือต่อไปเพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของคาบสมุทรเกาหลี ด้านผู้นำเกาหลียินดีทำงานร่วมกับจีน และพร้อมขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

ไทยเร่งเครื่องให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy)

เศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) ได้ยินกันมานาน และคู่ ๆ กันมากับเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) แต่ดูเหมือนว่าเศรษฐกิจสีน้ำเงินจะไม่ถูกพูดถึงมากเท่ากับเศรษฐกิจสีเขียว ที่แตกแขนงออกไป เช่น อุตสาหกรรมสีเขียว และสิ่งแวดล้อมสีเขียว เป็นต้น ข้อมูลของกรมประมงระบุว่า เศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) หมายถึง แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทรัพยากรทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับท้องถิ่นและชุมชน เพื่อให้มีการดำรงชีพและดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ไทยร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ เพื่อเป้าหมายก้าวไปสู่ความยั่งยืน หรือ SDG ของสหประชาชาติ ที่จะทำให้ทำให้เกิดการพัฒนาทางทะเลและชายฝั่งในหลาย ๆ แขนง เช่น ธุรกิจการประมง  การพัฒนาชายฝั่ง และการใช้เทคโนโลยีในการขุดเจาะน้ำมัน เป็นต้น ซึ่งเมื่อต้น พฤษภาคม 2568 ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank-ADB) ได้ลงนามกับบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในข้อตกลงเงินกู้เพื่อความยั่งยืนทางทะเล (Blue Financing) มูลค่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนในการเพาะเลี้ยงกุ้งในไทย…