อินเดีย-จีนกลับมารื้อฟื้นเส้นทางบินตรงระหว่างกัน

อินเดีย-จีนใกล้ชิดกันมากขึ้น ซึ่งดูเหมือนจะสอดคล้องการดำเนินยุทธศาสตร์ของทั้งสองฝ่ายที่แม้จะคงมีความขัดแย้งกันบริเวณชายแดน แต่จีนก็ต้องการดึงให้อินเดียออกห่างสหรัฐฯ บ้าง ขณะที่อินเดียก็ต้องการแสดงให้สหรัฐฯ เห็นว่าไม่ได้พึ่งพิงสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว จึงเพิ่มความใกล้ชิดกับทั้งจีน และรัสเซีย ซึ่งสัญญาณของอินเดียต่อสหรัฐฯ นี้ เกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ เก็บอัตราภาษีอินเดียสูงมาก เพราะอินเดียไม่ยกเลิกการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย การเข้าใกล้กันระหว่างอินเดีย-จีนมากขึ้น ล่าสุดสะท้อนจากการกลับมารื้อฟื้นเส้นทางบินตรงระหว่างกัน ที่หยุดไปเมื่อ 5 ปี ที่ผ่านมา หรือเมื่อปี 2563 จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด -19  โดยสายการบิน IndiGo ระหว่างโกลกัตตา-กวางโจว จะเริ่มทำการบินใน 26 ตุลาคม 2568 โดยเวลาที่ทำการบินก็เอื้อให้กับนักธุรกิจ และนักเดินทาง  สายการบิน IndiGo ยังจะเริ่มบินเส้นทางกรุงเดลลี-กวางโจว ใน 10 พฤศจิกายน 2568 ขณะที่ Air China จะกลับมาบินในเส้นทางปักกิ่ง-นิวเดลลี โดยผ่านเฉินตู  และ China Eastern จะเปิดเส้นทางบินระหว่างเซี่ยงไฮ้-นิวเดลลี โดยผ่านคุนหมิง นักวิเคราะห์ด้านการบินเห็นว่า ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบินของฮ่องกง สิงคโปร์ และไทย จะได้รับผลกระทบต่อการที่อินเดียและจีนกลับมาเปิดเส้นทางบินตรงกันอีกครั้ง…

การท่องเที่ยวของเวียดนามมาแรงมากในปี 2568

การท่องเที่ยวในปี 2568 ของเวียดนามมาแรงมาก แม้ยังไม่ใกล้ความจริงที่ตั้งเป้าหมายจะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติไว้ 25 ล้านคน  แต่การเติบโตของการท่องเที่ยวจากต่างชาติของเวียดนามห้วง 9 เดือนแรกของปี (มกราคม- กันยายน 2568) มีจำนวน 15.40 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากห้วงเดียวกันของปี 2567 ร้อยละ 21.5  โดยมี  จีนไปเที่ยวเวียดนามสูงเป็นอันดับ 1 ประมาณ 3.8 ล้านคน และมีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 40 จากห้วงเดียวกันของปี 2567 รองลงไป ได้แก่ เกาหลีใต้ จำนวน 3.2 ล้านคน ขณะที่ไต้หวันอยู่อันดับ 3 แนวโน้มที่นักท่องเที่ยวจากประเทศต่าง ๆ จะไปเที่ยวเวียดนามก็จะมีมากขึ้น เช่น อินเดีย และญี่ปุ่น ส่วนยุโรป ซึ่ง  ได้แก่ รัสเซีย ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และเยอรมนี ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ใช้บริการสายการบินไปเที่ยวที่เวียดนามสถานที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมไปเที่ยวมีทั้งในเมือง และการท่องเที่ยวธรรมชาติ เช่น ที่นครดานัง …

เวียดนามและไทยพบหารือเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน

คำกล่าวของ นาย Pham Viet Hung ออท.เวียดนามประจำไทย ระหว่างหารือกับ นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ทปษ.รมว.กต. นอกรอบงานเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปี วันชาติเวียดนาม ที่ สอท.เวียดนาม/กรุงเทพฯ เมื่อ 9 ต.ค.68  ฝ่ายเวียดนามให้คำมั่นว่าจะมุ่งส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือกับไทย ภายใต้การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน (CSP) ทั้งการแลกเปลี่ยนการเยือนและหารือเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคม รวมทั้งการมีส่วนร่วมในระดับพหุภาคี เพื่อความรุ่งเรืองของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและอาเซียน และเฉลิมฉลองครอบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเวียดนาม-ไทย ในปี 2569

จีนเพิ่มบริษัทต่างชาติ 23 แห่งในบัญชีหน่วยงานที่ไม่น่าไว้วางใจ

พณ.จีน เพิ่มบริษัทต่างชาติ 23 แห่ง อาทิ บริษัท Dedrone by Axon ผู้พัฒนาเทคโนโลยีต่อต้านโดรน บริษัท DZYNE Technologies ผู้ผลิตอากาศยานไร้คนขับที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ และบริษัท TechInsights Inc. ผู้ให้บริการด้านการวิเคราะห์เทคโนโลยี รวมถึงบริษัทสาขาอีก 9 แห่ง ในบัญชีหน่วยงานที่ไม่น่าไว้วางใจ   มีผลตั้งแต่ 9 ต.ค.68 เนื่องจากเป็นบริษัทที่มีความร่วมมือด้านเทคนิคทางทหารกับไต้หวัน เผยแพร่ข้อความมุ่งร้ายเกี่ยวข้องกับจีน และช่วยเหลือรัฐบาลต่างชาติกดขี่ผู้ประกอบการจีน  โดยห้ามบริษัทข้างต้นประกอบกิจกรรมนำเข้าและส่งออกที่เกี่ยวข้องกับจีน ห้ามการลงทุนใหม่ในจีน และห้ามองค์กรหรือบุคคลในจีนดำเนินธุรกรรม ความร่วมมือ และกิจกรรมอื่น ๆ เฉพาะอย่างยิ่งการถ่ายโอนข้อมูลหรือให้ข้อมูลละเอียดอ่อนให้แก่บริษัทที่อยู่ในบัญชีดังกล่าว

เทคโนโลยีชีวภาพ : สร้างความได้เปรียบในสงครามอนาคต

บทความเรื่องนี้จะชวนผู้อ่านเปรียบเทียบการทำสงครามหรือความขัดแย้งทางอาวุธ กับการทำสงครามเพื่อเอาชนะโรคภัยไข้เจ๊บ ด้วยเทคโนโลยีและวิทยาการใหม่ ๆ โดยเฉพาะ “เทคโนโลยีชีวภาพ” ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงการทำลายภัยคุกคามด้วยวิธีการแบบหว่านแห ด้วยวิธีการแบบมุ่งเป้าหมายเฉพาะเจาะจง ทั้งในสมรภูมิสงครามตามแบบ และสงครามต่อสู้โรคร้าย ในการทำสงครามแต่ละครั้ง แน่นอนว่าทุกฝ่ายจะมีเป้าหมาย “เอาชนะศัตรู” ไม่ว่าจะในสงครามรูปแบบเก่าที่ขัดแย้งกันด้วยอาวุธ สงครามรูปแบบใหม่ที่เอาชนะกันด้วยการครอบครองจิตใจมนุษย์ผ่านเครื่องมือหลากหลายแบบ …ที่ผ่านมา มนุษย์เราผ่านประสบการณ์สงครามมากมายหลายรูปแบบ แต่ประสบการณ์สงครามส่วนใหญ่ที่ผ่านมา คู่ต่อสู้ในสงครามมียุทธวิธีการเอาชนะศัตรูหรือฝ่ายตรงข้ามด้วยวิธีการแบบหว่านแห หรือการโจมตีโดยไม่เลือกเป้าหมาย หรือ indiscriminate attack ซึ่งปัจจุบันเป็นยุทธวิธีที่ไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ และขัดแย้งกับหลักสิทธิมนุษยธรรมสากล เพราะมุ่งทำลายฝ่ายตรงข้ามโดยไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัยของฝ่ายพลเรือนหรือประชาชนทั่วไป รวมทั้งสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ เช่น การทิ้งระเบิดในพื้นที่ศัตรู เพื่อมุ่งทำลายฐานทัพของกองกำลังฝ่ายตรงข้าม แต่สร้างความเสียหายต่อที่อยู่อาศัยของประชาชนทั่วไปในพื้นที่ใกล้เคียง  เป็นต้น … สำหรับสาเหตุที่ทำให้กองทัพหรือกองกำลังต่าง ๆ เลือกใช้วิธีการโจมตีแบบหว่านแหนั้น ก็เป็นเพราะต้องการเอาชนะอย่างเด็ดขาด หรือการยังไม่มีเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการปฏิบัติการทางทหาร จึงจำเป็นต้องเลือกการโจมตีขนาดใหญ่เพื่อให้ได้บรรลุเป้าหมาย “ชนะศัตรู” ได้เร็วที่สุด แม้การโจมตีในลักษณะนี้ จะเห็นผลลัพธ์ได้รวดเร็ว แต่ส่วนใหญ่ จะต้องแลกมาด้วยความเสียหายมหาศาลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม เพราะตกเป็นเหยื่อในการกวาดล้างด้วยอาวุธสงครามไปด้วยทุกครั้ง รวมทั้งการใช้วิธีการดังกล่าวก็ไม่ได้รับประกันชัยชนะระยะยาวได้เลย ตัวอย่างเหตุการณ์การโจมตีแบบหว่านแห ที่สร้างผลกระทบขนาดใหญ่และใช้เวลานานในการฟื้นฟูสภาพ คือ การทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งแม้เป้าหมายจะเป็นการแสดงแสนยานุภาพของฝั่งสหรัฐอเมริกา เพื่อระงับสงครามไม่ให้กระจายตัวและควบคุมความสูญเสีย แต่ผลลัพธ์จากการทิ้งระเบิดดังกล่าวสร้างความบอบช้ำไว้เกินกว่าเป้าหมายทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม…

สหรัฐฯ เตรียมสั่งห้ามสายการบินจีนที่ให้บริการในสหรัฐฯ บินผ่านน่านฟ้ารัสเซีย

กระทรวงคมนาคมสหรัฐฯ มีคำสั่งเมื่อ 9 ต.ค.68 สั่งห้ามสายการบินพาณิชย์จีนที่ให้บริการในสหรัฐฯ  บินผ่านน่านฟ้ารัสเซีย หลังได้รับการร้องเรียนจากสายการบินพาณิชย์สหรัฐฯ ว่า การอนุญาตให้สายการบินจีนที่มีเที่ยวบินไป-กลับสหรัฐฯ บินผ่านน่านฟ้ารัสเซีย ทำให้สายการบินจีนได้เปรียบเรื่องระยะเวลาบินที่สั้นลงและใช้น้ำมันเชื้อพลิงลดลง ขณะที่เที่ยวบินไปจีนของสายการบินสหรัฐฯ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเพราะต้องบินอ้อมน่านฟ้ารัสเซีย ทำให้สหรัฐฯ เสียเปรียบทางการแข่งขัน  โดยสำนักงานการบินพลเรือนของสหรัฐฯ (USDOT) ระบุจะให้เวลาสายการบินจีน 2 วันในการโต้แย้งหรือตอบรับคำสั่งดังกล่าว ก่อนที่คำสั่งดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้อย่างเร็วที่สุดใน พ.ย.68

ผู้นำสหรัฐฯ และอียิปต์จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดเกี่ยวกับฉนวนกาซา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และประธานาธิบดีอับดุลฟัตตาห์ อัซซีซี ของอียิปต์จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดเกี่ยวกับสถานการณ์ในฉนวนกาซา ที่รีสอร์ท Sharm el-Sheikh ของอียิปต์ใน 13 ตุลาคม 2568 โดยคาดว่าจะมีผู้นำประเทศต่าง ๆ กว่า 20 ประเทศเดินทางไปเข้าร่วมด้วย เพื่อหารือแนวทางยุติสงครามในฉนวนกาซาและฟื้นฟูพื้นที่ดังกล่าวให้มีสันติภาพและเสถียรภาพในระยะยาวต่อไป โดยผู้นำอียิปต์คาดว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นผลดีต่อบรรยากาศความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางด้วย นาย Antonio Guterres เลขาธิการสหประชาชาติคาดว่าจะเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย พร้อมกับผู้นำสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันว่านายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอล และผู้แทนของกลุ่มฮะมาส จะเข้าร่วมการประชุมด้วยหรือไม่ ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญ นอกจากนี้ รัฐบาลอิสราเอลอนุมัติข้อตกลงหยุดยิงและแลกเปลี่ยนตัวประกันในฉนวนกาซาระยะที่ 1 เมื่อ 10 ตุลาคม 2568 ภายหลังจากที่ลงนามในอียิปต์เมื่อ 9 ตุลาคม 2568 ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวอยู่ภายใต้แผนสันติภาพ 20 ประการ ที่รัฐบาลสหรัฐฯ เป็นผู้เสนอ อย่างไรก็ตาม สื่อต่างประเทศคาดการณ์ว่าการประชุมครั้งนี้จะเน้นแนวทางการช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาที่ได้รับผลกระทบมาอย่างยาวนานจากสงครามที่เริ่มตั้งแต่ 7 ตุลาคม 2566…

มาเลเซียเชิญสมาชิกอาเซียนส่งผู้แทนสังเกตการณ์การเลือกตั้งเมียนมา

ดาโต๊ะ ซรี อูตามา ฮาจิ โมฮามัด บิน ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย ในฐานะผู้แทนอาเซียนเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมา ระบุว่าจะออกหนังสือเชิญให้ประเทศสมาชิกอาเซียนส่งผู้แทนเข้าไปร่วมคณะสังเกตการณ์การเลือกตั้งทั่วไปในเมียนมา ที่จะจัดขึ้นใน 28 ธันวาคม 2568 โดยมาเลเซียจะเป็นประธานจัดการประชุมหารือประเด็นดังกล่าวร่วมกับสมาชิกอาเซียนในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ในปลาย ตุลาคม 2568 นี้ ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากดาโต๊ะ ซรี อูตามา ฮาจิ โมฮามัด บิน ฮาซัน  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียเยือนเมียนมาและหารือกับผู้นำรัฐบาลสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) ของเมียนมา เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือระหว่างกันในช่วงที่เมียนมายังเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2564 มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน พยายามแสดงบทบาทนำในการโน้มน้าวรัฐบาลเมียนมาให้ปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ประการของอาเซียนที่เน้นการพัฒนาสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงในเมียนมาเพื่อให้เกิดสันติภาพทางการเมือง โดยมีการเลือกตั้งทั่วไปเป็น 1 ในขั้นตอนสำคัญที่จะนำไปสู่พัฒนาการทางการเมืองในเมียนมา ที่ผ่านมา SAC และกองทัพเมียนมาเลื่อนกำหนดการเลือกตั้งทั่วไปหลายครั้ง โดยอ้างสถานการณ์ความไม่มั่นคงภายในประเทศที่เป็นอุปสรรคต่อการจัดการเลือกตั้ง เพราะยังมีการปะทะและเผชิญหน้าระหว่างกองทัพเมียนมากับกลุ่มต่อต้านรัฐบาลและชนกลุ่มน้อยอย่างต่อเนื่อง ด้านนานาชาติ ยังไม่ไว้วางใจการเลือกตั้งของเมียนมา เนื่องจากมีมุมมองว่าการเลือกตั้งดังกล่าวได้จัดเตรียมขึ้นเพื่อสืบทอดอำนาจทางการเมืองของกลุ่มทหาร ซึ่งเป็นขั้วอำนาจสำคัญของประเทศ นอกจากนี้ นานาชาติ ทั้งประเทศตะวันตกและจีน มีมุมมองว่าเมียนมายังไม่ปล่อยตัวอองซานซูจี อดีตผู้นำทางการเมืองที่ปัจจุบันยังถูกควบคุมตัว เป็นอุปสรรคขัดขวางการเจรจาทางการเมืองระหว่างกลุ่มต่าง ๆ…

มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนขอให้รัฐบาลเมียนมายุติการโจมตีพลเรือน

กระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียเมื่อ 11 ตุลาคม 2568 รายงานผลการหารือระหว่างผู้แทนมาเลเซียกับเมียนมา หลังจากดาโต๊ะ ซรี อูตามา ฮาจิ โมฮามัด บิน ฮาซัน  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย ในฐานะผู้แทนพิเศษของอาเซียนในประเด็นเมียนมา เยือนเมียนมาและพบหารือกับ พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ ประธานสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) นายเนียวซอ นายกรัฐมนตรีเมียนมา และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมียนมา เมื่อ 9 ตุลาคม 2568 ที่โรงแรม Jasmine Hotel กรุงเนปยีดอ ดาโต๊ะ ซรี อูตามา ฮาจิ โมฮามัด บิน ฮาซัน เรียกร้องรัฐบาลและกองทัพเมียนมาให้ยุติการโจมตีพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน เพื่อส่งเสริมบรรยากาศการหยุดยิงในประเทศ รวมทั้งเปิดช่องทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากต่างประเทศสามารถเข้าถึงประชาชนได้ นอกจากนี้ ยังโน้มน้าวให้ผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมียนมาให้ความร่วมมือกับอาเซียนรักษาบรรยากาศทางการเมืองในเมียนมาให้สงบเรียบร้อย และเหมาะสมกับการเลือกตั้งทั่วไปในปลายปี 2568 ซึ่งรัฐบาล SAC ของเมียนมาเคยกำหนดการไว้ โดยเสนอให้มีการเจรจากับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมืองเมียนมาทั้งหมด ซึ่งเป็น 1 ในฉันทามติ 5 ประการของอาเซียนต่อสถานการณ์ในเมียนมา การเยือนเมียนมาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากมีรายงานว่ากองทัพเมียนมาปฏิบัติการโจมตีพลเรือนในภูมิภาคสะกายเมื่อ 8 ตุลาคม 2568 โดยใช้ร่มร่อนทิ้งระเบิดในพื้นที่ที่จัดเทศกาล…

ผู้นำสหรัฐฯ ขู่ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเทคโนโลยีจากจีนที่ควบคุมการส่งออก rare earth

  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศเมื่อ 10 ตุลาคม 2568 ว่า จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเทคโนโลยีจากจีน อัตราร้อยละ 100 เพิ่มเติมจากมาตรการภาษีตอบโต้ โดยจะเริ่มใช้อัตราใหม่ใน 1 พฤศจิกายน 2568 เพื่อตอบโต้กระทรวงพาณิชย์จีนที่ประกาศเมื่อ 9 ตุลาคม 2568 จะควบคุมการส่งออกแร่ธาตุสำคัญ โดยเฉพาะ rare earth และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องไปต่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมพัฒนาอาวุธและเทคโนโลยีขั้นสูง ปัจจุบันรัฐบาลจีนได้ออกมาตรการที่ชัดเจนให้บริษัทต่างชาติที่ต้องการซื้อ-ขายแร่ธาตุสำคัญดังกล่าวต้องได้รับการอนุญาตจากรัฐบาลจีนก่อน แม้ว่าจะเป็นปริมาณไม่มาก หรือเป็นการผลิตโดยบริษัทต่างชาติเองก็ตาม นอกจากนี้ รัฐบาลจีนจะควบคุมการส่งออกและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเหมือง rare earth ทั้งหมด พร้อมระบุชัดเจนว่าตรวจสอบพบว่าบริษัทต่างชาติจะใช้ rare earth เพื่อประโยชน์ด้านการทหาร ก็จะถูกปฏิเสธทันที ปัจจุบันจีนเป็นประเทศที่ครองสัดส่วนการทำเหมืองแร่ rare earth ร้อยละ 70 ของโลก และครอบครองกระบวนการผลิต rare earth  ร้อยละ 90 ของโลก ดังนั้น มาตรการของจีนจึงจะเป็นอุปสรรคและความท้าทายของสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ ที่ต้องการใช้…