การเจรจาระหว่างอิสราเอล-กลุ่มฮะมาสเป็นเชิงบวก

  รัฐบาลอียิปต์เมื่อ 6 ตุลาคม 2568 รายงานผลการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการระหว่างผู้แทนอิสราเอลกับกลุ่มฮะมาส ที่โรงแรมหรูริมทะเลแดง ประเทศอียิปต์ โดยการเจรจาเป็นไปในเชิงบวก ทั้ง 2 ฝ่ายเริ่มกล่าวถึงแนวปฏิบัติร่วมกันเพื่อรักษาบรรยากาศการเจรจา และจะมีการเจรจาระหว่างกันอีกครั้งในวันถัดไป เพื่อหารือเกี่ยวกับข้อเสนอของผู้นำสหรัฐฯ ที่จะให้มีการปล่อยตัวประกัน ถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ การทำข้อตกลงหยุดยิง และการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม อย่างไรก็ดี ผู้แทนของกลุ่มฮะมาส ได้แก่ นาย Khalil al-Hayya และนาย Zaher Jabarin แสดงความกังวลกับอียิปต์ กาตาร์ และสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวกลางในการเจรจาครั้งนี้ว่า วิตกกับกรณีกองทัพอิสราเอลยังปฏิบัติการโจมตีฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่อง เพราะอาจเป็นอุปสรรคต่อการเจรจาและการปล่อยตัวประกันที่เหลือ ก่อนหน้านี้ นาย Khalil al-Hayya และนาย Zaher Jabarin เคยตกเป็นเป้าหมายโจมตีของกองทัพอิสราเอลระหว่างเดินทางไปประชุมที่กรุงโดฮา กาตาร์ เมื่อ กันยายน 2568 การเจรจาดังกล่าวเกิดขึ้นในห้วงครบรอบการโจมตีครั้งแรกที่เป็นจุดเริ่มต้นสงครามครั้งนี้ เมื่อ 7 ตุลาคม 2566 โดยกลุ่มฮะมาสเป็นฝ่ายเริ่มการบุกโจมตีเข้าไปในพื้นที่ทางตอนใต้ของอิสราเอล เพื่อตอบโต้อิสราเอลที่ข่มขู่และคุกคามชาวปาเลสไตน์มาโดยตลอด จากนั้นกองทัพอิสราเอลตอบโต้ด้วยปฏิบัติการทหารและยืดเยื้อมาถึงจนปัจจุบัน แม้ที่ผ่านมาจะมีการเจรจาเพื่อทำข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวและแลกเปลี่ยนตัวประกันหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถลดระดับความชัดแย้งและความรุนแรงในพื้นที่ได้…

พรรคเสรีประชาธิปไตยของญี่ปุ่น เลือกสตรีเป็นหัวหน้าพรรค

  พรรคเสรีประชาธิปไตยของญี่ปุ่น หรือพรรค Liberal Democratic Party (LDP) ที่ชนะการเลือกตั้งและได้เป็นพรรคการเมืองหลักจัดตั้งรัฐบาลญี่ปุ่นหลายสมัย และมีอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม ได้มีมติเมื่อ 4 ตุลาคม 2568 ในโอกาสครบรอบ 70 ปีของพรรค เลือกนางซานาเอะ ทาคาอิจิ อายุ 64 ปีอดีตรัฐมนตรีด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ ซึ่งมีโอกาสได้เป็นนายกรัฐมนตรีสตรีคนแรกของญี่ปุ่นด้วย โดยปัจจัยที่ทำให้นางทาคาอิจิได้รับความนิยมและการสนับสนุนจากฐานเสียงของพรรค เพราะนางทาคาอิจิเองเป็นผู้สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ และมีอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมชัดเจน ตลอดจนมีผลงานด้านการเสนอแนวทางดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับสภาพเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน รวมทั้งมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ได้เป็นอย่างดี นางทาคาอิจิได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรกลุ่มการเมืองและองค์กรที่มีอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม อย่างไรก็ตาม นางทาคาอิจิอาจเผชิญความท้าทายในการรักษาพันธมิตรกับพรรคร่วมรัฐบาลที่มีอุดมการณ์สายกลางให้ได้พร้อม ๆ กับการรักษากลุ่มฐานะเสียง โดยจะต้องแสดงจุดยืนทางการเมืองและวิสัยทัศน์การดำเนินนโยบายทั้งในประเทศและต่างประเทศให้ชัดเจนเพียงพอเพื่อให้พรรค LDP และผู้นำของพรรคได้รับคะแนนโหวตมากพอที่จะชนะการเลือกตั้งและได้เป็นผู้นำในการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีการลงมติในที่ประชุมสภาในกลาง ตุลาคม 2568 ปัจจุบันมีความเป็นไปได้สูงมากที่นางทาคาอิจิจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เนื่องจากพรรค LDP ยังครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่น แต่มีความเสี่ยงเนื่องจากพรรคโคเม (Komeito) ที่มีอุดมการณ์สายกลาง และเคยเป็นพันธมิตรกับพรรค LDP มาโดยตลอด 26 ปี เริ่มแสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับนโยบายของนางทาคาอิจิ เฉพาะอย่างยิ่งการไปเยือนศาลเจ้ายาสึคุนิ…

วิกฤตการเมืองฝรั่งเศส หลังนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 ในรอบไม่ถึง 2 ปี ลาออก

  สถานการณ์การเมืองฝรั่งเศสค่อนข้างน่าวิตกกังวล เนื่องจากมีรายงานว่า นายกรัฐมนตรีเซบาสเตียง เลอคอร์นู ลาออกจากตำแหน่งหลังจากเข้ารับตำแหน่งและแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีได้ไม่นาน ทำให้เป็นนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสที่อยู่ในตำแหน่งระยะสั้นที่สุดในประวัติศาสตร์ ปัจจุบันสื่อต่างประเทศรายงานสาเหตุการลาออก คาดว่าเป็นเพราะเผชิญแรงกดดันทางการเมืองอย่างมาก ตั้งแต่กันยายน 2568 เนื่องจากถูกวิจารณ์ว่าไม่เหมาะสมและเป็นบุคคลใกล้ชิดกับประธานาธิบดีฝรั่งเศส รวมทั้งคัดค้านการแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ นายกรัฐมนตรีคนล่าสุดยังไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายนิติบัญญัติฝรั่งเศสในการอนุมัติร่างงบประมาณด้วย ทำให้อนาคตการทำงานในฐานะผู้นำรัฐบาล ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองวิกฤต มีแนวโน้มจะยากลำบาก เป็นผลให้นายกรัฐมนตรีเซบาสเตียง เลอคอร์นู ประกาศลาออกจากตำแหน่งทันที หลังเสร็จสิ้นการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกเดิมจากคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสยอมรับการตัดสินใจดังกล่าว แต่ประธานาธิบดีมาครงมอบหมายให้นายเซบาสเตียง เลอคอร์นู    จัดการประชุมหารือเพื่อกำหนดแนวทางบริหารประเทศท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองใน 8 ตุลาคม 2568 เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ นอกจากนี้ สื่อยังรายงานว่าประธานาธิบดีมาครงมีอำนาจในการแต่งตั้งให้นาย เซบาสเตียง เลอคอร์นู กลับไปรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เพื่อรักษาพันธมิตรทางการเมือง ในห้วงที่ปัจจุบัน รัฐสภาฝรั่งเศสมีความแตกแยกอย่างมากระหว่างกลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดโต่งและกลุ่มเสรีนิยมสุดโต่ง ทำให้เป็นอุปสรรคในการอนุมัติงบประมาณเพื่อดำเนินนโยบายสำคัญในประเทศ จุดเริ่มต้นของวิกฤตการเมืองในฝรั่งเศสครั้งนี้ เป็นผลจากกรณีประธานาธิบดีมาครงประกาศยุบสภาแบบเร่งด่วน และจัดการเลือกตั้งเมื่อ มิถุนายน 2567 เพื่อแก้ไขสถานการณ์ความมั่นคงทางการเมืองเพราะพรรคการเมืองฝ่ายเสรีนิยมแพ้การเลือกตั้งให้กับกลุ่มอนุรักษ์นิยม ในการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภายุโรป ดังนั้น การยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ในระยะเวลาสั้น ๆ จึงถือว่าเป็นเกมส์การเมืองเพื่อรักษาอำนาจ ทำให้ฝ่ายค้านและกลุ่มอนุรักษ์นิยมไม่พอใจอย่างมาก และมีความพยายามเรียกร้องให้ประธานาธิบดีมาครงลาออกจากตำแหน่งมาโดยตลอด แม้ว่าประธานาธิบดีมาครงจะพยายามรักษาบรรยากาศทางการเมืองด้วยการแต่งตั้งผู้แทนจากฝ่ายอนุกรักษ์นิยมให้รับตำแหน่งสำคัญในคณะรัฐมนตรีแล้วก็ตาม แต่ไม่สามารถบรรเทาความขัดแย้งทางการเมืองได้ เพราะยังมีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากบุคคลใกล้ชิดของประธานาธิบดีมาครง นอกจากนี้…

ประธานประเทศลาวเตรียมเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการ

สนข.Yonhap รายงานอ้าง สนข. KCNA ของเกาหลีเหนือว่า ดร.ทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศลาว เตรียมเดินทางเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการ เพื่อเข้าร่วมวันครบรอบ 80 ปีการก่อตั้งพรรคแรงงานเกาหลีเหนือใน 10 ต.ค.68 ตามคำเชิญของนายคิม จ็อง-อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ทั้งนี้ ลาวและเกาหลีเหนือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดนับตั้งแต่สถาปนาความสัมพันธ์ทวิภาคีเมื่อปี 2517

อินเดียกำลังสอบสวนการทุ่มตลาดของแผ่นฉนวนป้องกันโซล่าร์เซลล์จากเกาหลีใต้ เวียดนาม และไทย

พณ.อินเดียกำลังสอบสวนการทุ่มตลาดของสินค้าประเภท แผ่นฉนวนป้องกันโซล่าร์เซลล์ที่มีต้นกำเนิดหรือส่งออกจากเกาหลีใต้ เวียดนามและไทย ตามประกาศของสำนักงาน Directorate General of Trade Remedies (DGTR) ซึ่งดูแลการทุ่มตลาด หลังได้คำร้องจาก บ. RenewSys ผู้ผลิตสารห่อหุ้มและแผ่นฉนวนป้องกันโซล่าร์เซลล์  บ. Vishakha Renewables และ บ. Navitas Alpha Renewables ที่แจ้งว่าสินค้าดังกล่าวไม่มีข้อแตกต่างจากสินค้าที่ผลิตโดยอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยการสอบสวนจะครอบคลุมผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกจากเกาหลีใต้ เวียดนาม และไทยในห้วง 1 เม.ย.67 – 31 มี.ค.68 และมีระยะเวลาสำหรับการยื่นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนเป็นระยะเวลา 30 วัน นับตั้งแต่วันประกาศเมื่อ 29 ก.ย.68

เยอรมนีจับกุมผู้ต้องสงสัยว่าเป็นกลุ่มฮะมาสและมีแผนปฏิบัติการในเยอรมนี

เจ้าหน้าที่เยอรมนีจับกุมชาย 3 คนที่กรุงเบอร์ลินเมื่อ 1 ต.ค.68  ฐานต้องสงสัยว่าเป็นกลุ่มฮะมาสและมีแผนโจมตีเป้าหมายชาวยิวและอิสราเอลในเยอรมนี  ผู้ต้องสงสัย ได้แก่ นาย Abed Al G. และ Ahmad ซึ่งเป็นชาวเยอรมัน และนาย Wael F. M. ชาวเลบานอน ได้จัดหาอาวุธปืนรวมถึงปืน AK-47 ปืนพก และกระสุน ซึ่งถูกยึดได้ระหว่างการจับกุม พร้อมกับการตรวจค้นในเมือง Leipzig และ Oberhausen ทั้งสามเผชิญข้อหาเป็นสมาชิกกลุ่มก่อการร้ายต่างชาติและเตรียมก่อเหตุร้ายแรงที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ด้านนาย Alexander Dobrindt รมว.มท. ยกย่องการทำงานของตำรวจที่สามารถป้องกันภัยคุกคามสำคัญได้ พร้อมย้ำว่าเยอรมนียังคงเป็นเป้าหมายของการก่อการร้าย ขณะที่กลุ่มฮะมาสออกแถลงการณ์ปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับผู้ต้องสงสัย โดยระบุว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวปราศจากมูลความจริงอย่างสิ้นเชิง ศาลจะมีคำสั่งใน 2 ต.ค.68 ว่าจะคุมขังผู้ต้องสงสัยทั้งสามระหว่างการพิจารณาคดีหรือไม่

สหรัฐฯ เผยแพร่รายงานค้ามนุษย์ปี 2568 จัดไทยอยู่ในกลุ่ม Tier 2

  กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อ 29 กันยายน 2568 เผยแพร่รายงานสถานการณ์ค้ามนุษย์ประจำปี 2568 หรือ TIP Report 2025 เพื่อประเมินสถานการณ์ค้ามนุษย์ทั่วโลก หรือใน 185 ประเทศ รวมทั้งสหรัฐ และไทย เมื่อปี  2567 ตลอดจนมีการจัดกลุ่มประเทศต่าง ๆ ที่มีความพยายามแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ เพื่อเสนอให้ฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ ทบทวนและเพิ่มงบประมาณให้หน่วยงานของสหรัฐฯ ขยายความร่วมมือในการป้องกันอาชญากรรมดังกล่าว รวมทั้งปกป้องเหยื่อจากการค้ามนุษย์ ซึ่งสหรัฐฯ มีมุมมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงมนุษย์ที่สำคัญอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่เป็นค่านิยมหลักของชาวอเมริกันแล้ว การค้ามนุษย์ยังส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านอื่น ๆ ของสังคม ประเด็นที่น่าสนใจจากรายงานค้ามนุษย์ในปีนี้ นอกจากเนื้อหาสาระสำคัญ ก็คือ ห้วงเวลาการเผยแพร่ที่ล่าช้ากว่าปกติ หรือในห้วง มิถุนายน 2568 ตามที่รัฐบัญญัติสหรัฐฯ กำหนดไว้ แต่ในปี 2568 นี้ มีรายงานว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เผชิญการปรับลดงบประมาณด้านการดำเนินงานเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ในต่างประเทศ ทำให้กระบวนการรวบรวมข้อมูลล่าช้า ตลอดจนไม่ได้มีการประชาสัมพันธ์การเผยพร่รายงานดังกล่าวอย่างเป็นทางการ แตกต่างจากหลายปีที่ผ่านมาที่รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จะให้ความสำคัญกับการแถลงรายงานดังกล่าว และใช้โอกาสการเผยแพร่รายงานฉบับนี้เพื่อทำให้นานาชาติเห็นว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์…

อิสราเอลโจมตีฉนวนกาซา ก่อนการเจรจาที่อียิปต์

  ทั่วโลกติดตามความคืบหน้าสถานการณ์ความมั่นคงในฉนวนกาซา เนื่องจากจะมีการเจรจาระหว่างผู้แทนอิสราเอลและกลุ่มฮะมาสที่อียิปต์ใน 6 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นผลจากการที่สหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอ 20 ประการเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮะมาส และกลุ่มฮะมาสแสดงท่าทีตอบรับข้อเสนอบางส่วนเมื่อ 3 ตุลาคม 2568 ส่งผลให้นานาชาติคาดหวังให้มีการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งเพื่อให้ยุติสงคราม อย่างไรก็ตาม มีรายงานเมื่อ 5 ตุลาคม 2568 ว่า กองทัพอิสราเอลโจมตีทางอากาศในพื้นที่ฉนวนกาซาอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ด้านโฆษกรัฐบาลอิสราเอลระบุว่าไม่มีการทำข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัน ดังนั้น กองทัพอิสราเอลมีสิทธิปฏิบัติการโจมตีในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อปกป้องความมั่นคง สหรัฐฯ ไม่พอใจและวิจารณ์ว่าปฏิบัติการการที่อิสราเอลโจมตีฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่อง และทำให้มีรายงานชาวปาเลสไตน์ที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ จะเป็นอุปสรรคต่อการเจรจา เพื่อช่วยเหลือตัวประกันในฉนวนกาซา เพราะการโจมตีจะขัดขวางกระบวนการช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางให้ตัวประกันที่คาดว่ายังมีอยู่ชีวิตอยู่อีก 20 คน รวมทั้งเป็นอุปสรรคต่อการเดินหน้าแผนสร้างสันติภาพ ตลอดจนทำให้ความพยายามของประเทศในตะวันออกกลางที่โน้มน้าวให้กลุ่มฮะมาสยอมรับข้อตกลงดังกล่าวได้ล้มเหลว แม้อิสราเอลจะยังปฏิบัติการโจมตีต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันมีรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลในฉนวนกาซาแล้วอย่างน้อย 67,000 คน แต่ก็ยังให้ความสำคัญกับการเจรจา โดยส่งคณะผู้แทนไปร่วมการเจรจาที่อียิปต์ ซึ่งจะได้พบหารือกับผู้แทนจากสหรัฐฯ และกาตาร์ สหรัฐฯ และประชาคมระหว่างประเทศ คาดหวังให้การเจรจาครั้งนี้ เป็นขั้นตอนสำคัญสู่การทำข้อตกลงหยุดยิง  แต่ผู้เชี่ยวชาญยังไม่เชื่อมั่นว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิง เนื่องจากกลุ่มฮะมาสยังไม่ตอบรับเงื่อนไขการวางอาวุธ ส่วนอิสราเอลก็ยังไม่ตอบรับว่าจะถอนกำลังทหารออกจากฉนวนกาซาทั้งหมด เพื่อให้กองกำลังของประเทศอาหรับเข้าไปรักษาความมั่นคงในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีสถานการณ์การประท้วงต่อต้านอิสราเอลและสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ในหลายประเทศ…

ซีเรียจัดการเลือกตั้งครั้งแรก หลังการโค่นล้มอดีตผู้นำ

ซีเรียจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกใน 5 ตุลาคม 2568 หลังจากการโค่นล้มอำนาจอดีตประธานาธิบดีบะชาร อัลอะซัด เมื่อ ธันวาคม 2567 การเลือกตั้งครั้งนี้จะยังไม่จัดขึ้นทั่วประเทศ และไม่ใช่การลงคะแนนเสียงจากประชาชนโดยตรง เนื่องจากจะมีคณะผู้เลือกตั้ง (electoral colleges) ทำหน้าที่ตัวแทนประชาชนไปลงคะแนนเลือกผู้แทนทำหน้าที่ในรัฐสภา จำนวน 140 ที่นั่งจาก 210 ที่นั่ง ส่วนอีก 70 ที่นั่งจะเป็นผู้แทนที่มาจากการแต่งตั้งโดยรัฐบาลรักษาการ นำโดยประธานาธิบดีอะห์มัด อัชชะระอ์ ซึ่งครองตำแหน่งผู้นำทางการเมืองของซีเรียมาตั้งแต่โค่นล้มอำนาจอดีตประธานาธิบดี ประธานาธิบดีบะชาร อัลอะซัด และยุติสงครามกลางเมืองที่ยาวนานกว่า 13 ปี การเลือกตั้งดังกล่าวมีความสำคัญต่อการเมืองซีเรีย รวมทั้งการแสดงจุดยืนในเวทีระหว่างประเทศ เนื่องจากรักษาการประธานาธิบดีซีเรียกล่าวย้ำในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) เมื่อกันยายน 2568 ว่า จะฟื้นฟูซีเรียขึ้นใหม่ให้มีกฎหมายชัดเจนและให้เป้นประเทศที่เคารพหลักสิทธิมนุษยชน แต่อาจถูกวิจารณ์เชิงลบจากนานาชาติ เนื่องจากซีเรียไม่ได้จัดการเลือกตั้งดังกล่าวในบางพื้นที่ที่พิจารณาแล้วว่ามีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เช่น ในพื้นที่ที่มีกองกำลังต่อต้านรัฐบาลปกครองอยู่ ในจังหวัด Sweida  ซึ่งเป็นพื้นที่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มชาวดรูซ (Druze) รวมทั้งจังหวัด Raqqa และเมือง Hassakeh ซึ่งบางส่วนกองกำลังประชาธิปไตยซีเรีย (Syrian Democratic Forces-SDF) ของชาวเคิร์ด…

อินเดียและภูฏานจะก่อสร้างเส้นทางรถไฟเชื่อมระหว่างกันเป็นสายแรก

  อินเดียและภูฏานจะมีเส้นทางรถไฟเชื่อมระหว่างกันเป็นสายแรก จำนวน  2 เส้นทาง ระยะทางยาว 89 กิโลเมตร สายแรกที่รัฐอัสสัม และสายที่ 2 ที่รัฐเบงกอลตะวันตก การสร้างรถไฟ 2 เส้นทางนี้ ทำให้เกิดความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม การเดินทาง การท่องเที่ยว  และการติดต่อระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ แต่นัยในเชิงยุทธศาสตร์ภูฏานก็ต้องการรักษาดุลอำนาจกับอินเดียในช่วงที่อิทธิพลจีนเริ่มเข้ามาในประเทศมากขึ้น ขณะที่อินเดียก็ต้องการรักษาเขตอิทธิพลของตนในเอเชียใต้ โครงการก่อสร้างทางรถไฟอินเดีย-ภูฏาน ริเริ่มมานาน แต่เพิ่งจะบรรลุผลเมื่อนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดิ ลงนามในข้อตกลงในโอกาสเยือนภูฏาน เมื่อปี 2567 และเมื่อ 29 กันยายน 2568 ผู้บริหารของคณะกรรมการรถไฟแห่งชาติอินเดียและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศภูฏานได้ลงนามแผนก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายแรกที่เชื่อมระหว่างเมืองโกกราจาร์ (Kokrajhar) ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย กับเมืองเกเลพู (Gelephu) ของภูฏาน ส่วนสายที่ 2 ระหว่างจะเชื่อมระหว่างเมือง Banarhat ของอินเดีย กับเมือง Samtse ของภูฏาน อินเดียจะเร่งรัดให้มีการดำเนินการสร้าง และเป็นฝ่ายจ่ายเงินก่อสร้างทั้งสองเส้นทาง ซึ่งเส้นทางรถไฟจะเป็นระบบไฟฟ้า และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในเส้นทางรถไฟสายแรก มีความยาว 69 กิโลเมตร อยู่ฝั่งภูฏาน…