ทหารกองกำลังป้องกันชาติสหรัฐฯ ถูกลอบยิงใกล้ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ

เกิดเหตุลอบยิงทหารกองกำลังป้องกันประเทศ (U.S. National Guard) ของสหรัฐฯ  จนได้รับบาดเจ็บ จำนวน 2 นาย ซึ่งกำลังลาดตระเวนบริเวณทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อ 26 พ.ย.68 แต่สามารถควบคุมตัวผู้ก่อเหตุได้ทันที คือ นาย Rahmanullah Lakanwal ชายสัญชาติอัฟกัน อายุ 29 ปี จากรัฐวอชิงตัน เดินทางเข้าสหรัฐฯ เมื่อปี 2564 ผ่านโครงการวีซาพิเศษสำหรับชาวอัฟกันที่เคยให้ความช่วยเหลือสหรัฐฯ ในห้วงการปฏิบัติการในอัฟกานิสถาน และเสี่ยงตกเป็นเป้าหมายโจมตีโดยรัฐบาลตอลิบัน แต่นาย Lakanwal เป็นผู้อพยพผิดกฎหมาย เพราะพำนักอยู่ในสหรัฐฯ เกินกำหนดของวีซาดังกล่าว ทั้งนี้ จนท.สืบสวนของ ยธ.สหรัฐฯ ระบุถึงเหตุลอบยิงครั้งนี้ว่า เป็นการซุ่มโจมตีแบบมีเป้าหมาย และอยู่ระหว่างสอบสวนเพื่อขยายผลจับกุมและดำเนินคดีในฐานความผิดก่อการร้าย ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประณามการก่อเหตุดังกล่าว และสั่งประจำการกองกำลังป้องกันชาติสหรัฐฯ เพิ่มเติมในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

เวียดนามเตรียมแผนรับมือกับสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงและภัยธรรมชาติ

นาย Nguyen Ton Quan รองหัวหน้าฝ่ายการจัดการภัยพิบัติชุมชนและสื่อสาร สังกัดกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมเวียดนามระบุว่า ได้เตรียมแผนรับมือกับสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงและภัยธรรมชาติ อาทิ อุทกภัยและดินถล่ม ที่อาจเกิดขึ้นในปลายปี 2568 และปีต่อไป ที่สำคัญได้แก่ การเพิ่มศักยภาพและเครือข่ายติดตามปริมาณน้ำฝนและการพยากรณ์อากาศ การจัดทำแผนรับมือภัยพิบัติในระดับท้องถิ่น การโยกย้ายบ้านเรือนประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง การปรับปรุงแนวทางทำเกษตรกรรมให้สอดรับกับสภาพอากาศและพื้นที่ธรรมชาติ การตรวจสอบอ่างและพื้นที่กักเก็บน้ำ การฝึกซ้อมแผนรับมือภัยพิบัติและพัฒนาระบบการสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน และการประสานความร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อฟื้นฟูความเสียหาย ทั้งนี้ ตั้งแต่ ม.ค.-26 พ.ย.68 เวียดนามเผชิญกับพายุและดีเปรสชันเขตร้อน 19 ลูก และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมประมาณ 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ไทยเข้มงวดกับการใช้ฟรีวีซ่าเข้าประเทศ

CMP ของจีนรายงานกรณีไทยเริ่มบังคับใช้มาตรการเข้มงวดกับผู้ที่เดินทางเข้าไทยโดยใช้ฟรีวีซ่า เข้า-ออกหลายครั้งในลักษณะวีซ่ารัน เพื่อควบคุมกรณีชาวต่างชาติไม่ได้เดินทางเข้าประเทศเพื่อการท่องเที่ยว แต่เข้ามาอยู่อาศัย ทำงาน หรือประกอบธุรกิจอย่างผิดกฎหมาย มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากแรงกดดันทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นในการควบคุมช่องโหว่ของวีซ่า และกิจกรรมผิดกฎหมายของชาวต่างชาติ รวมถึงการหลอกลวงออนไลน์ในพื้นที่ชายแดนเมียนมา ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยอนุญาตให้พลเมืองจาก 93 ประเทศพำนักโดยไม่ต้องขอวีซ่าเป็นเวลา 60 วัน และขยายได้อีก 30 วัน ซึ่งเป็นนโยบายเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูการท่องเที่ยวหลังสถานการณ์ COVID-19 และวางตำแหน่งให้ไทยเป็นศูนย์กลางการทำงานทางไกลภายใต้โครงการวีซ่าใหม่ Destination Thailand Visa

จีนเผยแพร่สมุดปกขาวเรื่องการควบคุมอาวุธ

สำนักงานข้อมูลสภาแห่งรัฐจีน เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2568 เผยแพร่สมุดปกขาวเรื่อง “China’s Arms Control, Disarmament, and Nonproliferation in the New Era” เนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับนโยบายของจีนที่จะไม่แพร่กระจายและควบคุมอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง เพื่อลดความขัดแย้งและเพิ่มความไว้วางใจระหว่างประเทศ โดยย้ำว่ารัฐบาลจีนมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการควบคุมอาวุธทั่วโลกมาโดยตลอด และมีจุดยืนที่เน้นสร้างสันติภาพ การพัฒนาระหว่างประเทศ การปฏิบัติตามระเบียบโลก และการดำเนินการตามเป้าหมายของสหประชาชาติ (UN) พร้อมกันนี้ จีนเรียกร้องให้ประเทศอื่น ๆ ให้ความสำคัญกับการควบคุมอาวุธเช่นกัน ทั้งอาวุธนิวเคลียร์ อาวุธชีวภาพ อาวุธเคมีและอาวุธประเภทอื่น ๆ การเผยแพร่สมุดปกขาวดังกล่าวเป็นผลดีต่อรัฐบาลจีนที่จะทำให้ทั่วโลกเห็นว่าจีนสนับสนุนบทบาทของ UN ให้เป็น กลไกกลางของโลกที่จะควบคุมการแพร่กระจายอาวุธ และจีนพร้อมจะให้ความร่วมมือกับประเทศที่สนับสนุนแนวทางดังกล่าวด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ยังเป็นการย้ำว่าจีนต้องการสร้างสันติภาพ และให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาลระดับโลก หรือ global governance ซึ่งเป็นหลักคิดที่จีนพยายามนำเสนอผ่าน Global Governance Initiative ให้ทั่วโลกยอมรับการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ ให้อำนาจแก่องค์กรระหว่างประเทศอย่าง UN และยอมรับขั้วอำนาจโลกแบบพหุภาคี (multilateralism) สมุดปกขาวฉบับนี้เผยแพร่ในช่วงเวลาครบรอบ 80 ปี…

ไต้หวันเพิ่มงบประมาณป้องกันดินแดน 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

หลังจากการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ เมื่อ 26 พฤศจิกายน 2568 ประธานาธิบดี Lai Ching-te ของไต้หวัน ประกาศเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมจำนวน 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างปี 2569-2576 เพื่อรับมือกับการข่มขู่และคุกคามจากภายนอก เฉพาะอย่างยิ่งจากจีน โดยประธานาธิบดีไต้หวันระบุว่า ไต้หวันจะไม่ผ่อนปรนหากเป็นเรื่องความมั่นคง พร้อมย้ำว่าไต้หวันไม่ได้ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ หรือต้องเลือกระหว่างการรวมชาติกับการเป็นเอกราช แต่ไต้หวันจะปกป้องไต้หวันที่เป็นประชาธิปไตย และไม่ตกเป็นของจีน นอกจากนี้ ผู้นำไต้หวันยังส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ จะให้ความร่วมมือและสนับสนุนไต้หวันเรื่องการซื้อ-ขายอาวุธด้วย สำหรับการเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันดินแดนดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจะเน้นการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อป้องกันประเทศมากขึ้น และให้กองทัพไต้หวันมีความพร้อมรับมือกรณีกองทัพจีนโจมตีไต้หวันในปี 2570 ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่สหรัฐฯ คาดการณ์ว่าจีนจะโจมตีไต้หวันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการรวมชาติ ผู้นำไต้หวันระบุว่าความเคลื่อนไหวด้านการทหารของจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งกร้าว รวมทั้งปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อการจารกรรม และการแทรกแซงกิจการภายในจากรัฐบาลจีน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไต้หวันต้องเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม นอกจากนี้ ผู้นำไต้หวันระบุว่าสิ่งที่กังวลที่สุด ไม่ใช่ความเคลื่อนไหวทางการทหารของจีน แต่เป็นการที่ชาวไต้หวันยอมแพ้ ดังนั้น จึงกล่าวย้ำว่าไต้หวันจำเป็นต้องเตรียมพร้อมด้านการทหารและความมั่นคงเพื่อต่อต้านจีน ขณะเดียวกัน ชาวไต้หวันต้องไม่ยอมรับหลักการ “หนึ่งประเทศสองระบบ” ที่จีนเสนอ สหรัฐฯ มีท่าทีตอบรับการตัดสินใจเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันดินแดนของไต้หวัน โดยนาย Raymond Greene ผู้อำนวยการสถาบันสหรัฐฯ ประจำไต้หวันให้ความเห็นว่าการเพิ่มงบประมาณเป็นขั้นตอนสำคัญที่ส่งเสริมความแข็งแกร่งของกองทัพและหน่วยความมั่นคง ตลอดจนเป็นผลดีต่อการสร้าวบรรยากาศสันติภาพในช่องแคบไต้หวัน…