ฟิลิปปินส์พร้อมเป็นผู้ไกล่เกลี่ย กัมพูชา-ไทย

กต.ฟิลิปปินส์แถลงเมื่อ 22 ธ.ค.68 หลังการประชุม รมว.กต.อาเซียนสมัยพิเศษ วาระสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ว่า ฟิลิปปินส์พร้อมเป็นผู้ประสานงานหรือผู้ไกล่เกลี่ยระหว่างกัมพูชากับไทย หากทั้งสองฝ่ายประสงค์ที่จะใช้ประโยชน์จากบทบาทของประธานอาเซียนในวาระที่ฟิลิปปินส์จะขึ้นดำรงตำแหน่งใน ม.ค.69 นอกจากนี้ นาง Maria Theresa Lazaro รมว.กต.ฟิลิปปินส์   แถลงผ่านเอ็กซ์ในวันเดียวกันว่า ยินดีกับการเปิดกว้างและจริงใจของกัมพูชาและไทยในการเจรจาเพื่อยุติการสู้รบ รวมถึงสนับสนุนข้อตกลงใด ๆ อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างสันติและยั่งยืนภายใต้การอำนวยความสะดวกของมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์ย้ำท่าทีต่อสถานการณ์ไทย-กัมพูชาว่าจะไม่แสดงจุดยืนเชิงเลือกฝ่ายเกี่ยวกับข้อพิพาทดังกล่าว แต่เรียกร้องให้ทั้งสองประเทศรักษาช่องทางการสื่อสารและลดความตึงเครียดของสถานการณ์

ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศแผนการต่อเรือประจัญบานรุ่นใหม่

สนข.รอยเตอร์ รายงานเมื่อ 23 ธ.ค.68 ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศโครงการต่อเรือประจัญบานใหม่ เป็นเรือประจัญบานติดขีปนาวุธนำวิธี ชั้น Trump (Trump class Guided-Missile Battleship) ซึ่งลำแรกจะใช้ชื่อ USS Defiant (BBG – 1) และดำเนินการจัดจ้างต่อเรือระยะแรก 2 ลำโดยแผนจะเพิ่มจำนวนถึง 20 – 25 ลำ โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนแนวคิดริเริ่มเชิงยุทธศาสตร์ “The Golden Fleet” เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางทะเลของสหรัฐฯ ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

อาเซียนแถลงผลการประชุม รมว.กต.อาเซียน วาระไทย-กัมพูชา

แถลงการณ์ประธานอาเซียนต่อผลลัพธ์การประชุม รมว.กต.อาเซียนสมัยพิเศษ วาระสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เมื่อ 22 ธ.ค.68 ระบุว่า อาเซียนกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ความตึงเครียดและการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ส่งผลกระทบต่อพลเรือน โครงสร้างพื้นฐาน และการพลัดถิ่นของทั้งสองฝ่าย โดยเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจสูงสุด ยุติการสู้รบ  ฟื้นฟูความไว้เนื้อเชื้อใจ และกลับสู่การเจรจาผ่านกลไกทวิภาคี รวมถึงฟื้นฟูความร่วมมือด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม ดำเนินมาตรการลดความตึงเครียดผ่านกลไกคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) และยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและสันติ นอกจากนี้ ได้ยินดีต่อการหารือเรื่องการหยุดยิงและยุติการสู้รบ โดยเฉพาะการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ใน 24 ธ.ค.68 และเห็นพ้องจะติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิดต่อไป

เงินบาทแข็งค่าเป็นความท้าทายต่อรัฐบาลไทย

สำนักข่าว Bloomberg ระบุถึงกรณีเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 8 ปี อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดีสำหรับเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยความสามารถในการแข่งขันลดลง เนื่องจากเงินบาทที่แข็งค่าทำให้สินค้าไทยมีราคาสูงขึ้นในตลาดต่างประเทศ และยังลดความน่าดึงดูดของไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวราคาประหยัด ซึ่งเป็นความท้าทายเพิ่มขึ้นต่อรักษาการ นรม. ที่กำลังเข้าสู่การเลือกตั้งในปี 2569 และรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศต่อ โดยหากเงินบาทแข็งค่าต่อไปอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่เปราะบางอยู่แล้ว แต่หากดำเนินการให้ค่าเงินอ่อนลงอย่างมากอาจทำให้ กค.สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีไทยเป็นประเทศที่บิดเบือนค่าเงิน ซึ่งอาจนำไปสู่การคว่ำบาตรทางการค้าและส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกของไทย

รัสเซียยกระดับการโจมตีพื้นที่ตอนใต้ของยูเครน ตัดเส้นทางเชื่อมต่อทางทะเล

การสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครนยังคงตึงเครียด โดยมีรายงานเมื่อ 23 ธันวาคม 2568 ว่า รัสเซียยกระดับปฏิบัติการโจมตีภูมิภาค Odesa ทางตอนใต้ของยูเครน เพื่อตัดเส้นทางเชื่อมต่อทางทะเล ด้านยูเครนเปิดเผยว่าการโจมตีของรัสเซียทำให้โครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ได้รับความเสียหาย รวมทั้งโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า และท่าเรือ หลังจากการโจมตี ประชาชนมากกว่า 120,000 คนประสบปัญหาไม่มีพลังงานไฟฟ้าใช้ และอาคารเก็บสินค้าในพื้นที่ก็ถูกทำลายด้วยเช่นกัน ยูเครนคาดว่ารัสเซียอาจเปลี่ยนพื้นที่ปฏิบัติการโจมตีจากภูมิภาคตะวันออกของยูเครน ไปเน้นภูมิภาคทางตอนใต้มากขึ้น เพื่อทำลายเศรษฐกิจและความมั่นคงของยูเครนในระยะยาว ตลอดจนกดดันยูเครนให้ยอมรับเงื่อนไขที่รัสเซียเสนอในแผนสันติภาพ ปัจจุบัน กองทัพรัสเซียควบคุมพื้นที่ในภูมิภาคตะวันออกและบางส่วนทางตอนใต้ของยูเครน ได้แก่ ภูมิภาคโดเนสก์ เคอร์ซอน ไครเมีย และกำลังขยายการควบคุมพื้นที่ไปยังภูมิภาค Odesa ติดกับทะเลดำ และเป็นทางเชื่อมต่อทางทะเลที่สำคัญของยูเครนใช้ในการส่งออกสินค้าตั้งแต่ สิงหาคม 2566 เนื่องจากยูเครนไม่สามารถเข้าไปใช้งานท่าเรืออื่น ๆ ได้ เช่น ท่าเรือในภูมิภาค Zaporizhzhia, Kherson และ Mykolayiv เพราะรัสเซียโจมตีและเข้าไปควบคุมด้านความมั่นคงไว้แล้ว รัสเซียระบุว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นไปเพื่อตอบโต้กรณียูเครนใช้อากาศยานไร้คนขับโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของรัสเซียในทะเลดำ เมื่อต้น ธันวาคม 2568 ซึ่งประธานาธิบดีรัสเซียประกาศแล้วว่าจะเอาคืน เนื่องจากเรือบรรทุกน้ำมันของรัสเซียมีความสำคัญและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงมาก ผู้นำยูเครนใช้กรณีดังกล่าวเรียกร้องให้นานาชาติเพิ่มแรงกดดันรัสเซียให้ยุติปฏิบัติการทางทหารที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของพลเรือนยูเครน และชี้ให้เห็นว่า กระบวนการเจรจาแผนสันติภาพในปัจจุบันไม่ได้ช่วยให้รัสเซียลดระดับความรุนแรงและความมุ่งมั่นที่จะทำลายความมั่นคงของยูเครน สะท้อนว่ารัสเซียไม่ได้ต้องการสันติภาพ ทั้งนี้ ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากผู้แทนยูเครน…

เดนมาร์กไม่พอใจสหรัฐฯ กรณีแต่งตั้งผู้แทนพิเศษประจำกรีนแลนด์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดนมาร์ก เมื่อ 22 ธันวาคม 2568 แสดงท่าทีไม่พอใจกรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่แต่งตั้งนาย Jeff Landry ผู้ว่าการรัฐลุยเซียนา สังกัดพรรครีพับลิกัน เป็นผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ ประจำกรีนแลนด์ และกล่าวย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องการกรีนแลนด์เพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ จากนั้น นาย Landry โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่ามีความภูมิใจ และพร้อมจะปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้กรีนแลนด์กลายเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ด้านรัฐบาลเดนมาร์กไม่ยอมรับกระบวนการดังกล่าว คัดค้านท่าทีของนาย Landry และจะประท้วงด้วยการเรียกตัวเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ/โคเปนเฮเกน ไปชี้แจง ด้านนายกรัฐมนตรีกรีนเลนด์ระบุว่าประเทศต่าง ๆ ต้องเคารพอธิปไตยของกรีนแลนด์ และชาวกรีนแลนด์จะตัดสินใจอนาคตด้วยตนเอง ปัจจุบัน กรีนแลนด์เป็นดินแดนปกครองตนเองภายในราชอาณาจักรเดนมาร์ก มีสภาพภูมิศาสตร์เป็นเกาะ ตั้งอยู่ในมหาสมุทรอาร์กติก ถือว่าเป็นดินแดนเหนือสุดของโลก มีประชากรประมาณ 57,000 คน ทั้งนี้ จากผลสำรวจความเห็นของชาวกรีนแลนด์เมื่อ มกราคม 2568 ชาวกรีนแลนด์ส่วนใหญ่ต้องการเป็นอิสระจากเดนมาร์ก แต่ก็ไม่ต้องการเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ท่าทีของสหรัฐฯ ต่อกรีนแลนด์อาจเป็นปัจจัยที่บั่นทอนความสัมพันธ์และความไว้วางใจระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศในยุโรป เนื่องจากสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ส่วนใหญ่สนับสนุนเดนมาร์ก รวมทั้งมีจุดยืนร่วมกันในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของเดนมาร์ก ตลอดจนความปลอดภัยและสิทธิของชาวกรีนแลนด์ด้วย โดยย้ำว่า EU จะสนับสนุนการปกป้องเดนมาร์กและกรีนแลนด์ โดยเป็นสิทธิที่ชอบธรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศ…

สื่อต่างประเทศติดตามการประชุมครั้งต่อไปไทย-กัมพูชา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานผลการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ สมัยพิเศษระหว่างผู้แทนไทยและกัมพูชา ผ่านกลไกอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เมื่อ 22 ธันวาคม 2568 โดยระบุว่าผู้แทนทางการทูตของอาเซียนโน้มน้าวให้ทั้ง 2 ประเทศยับยั้งชั่งใจ และเร่งขั้นตอนหยุดยิงโดยเร็ว ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องจะพบหารือกันอีกครั้งใน 24 ธันวาคม 2568  ผ่านกลไกคณะกรรมาธิการชายแดน หรือ General Border Committee (GBC) ที่เป็นการประชุมสองฝ่าย ระหว่างฝ่ายกองทัพและกลาโหม เพื่อพิจารณาการกลับไปปฏิบัติตามความตกลงหยุดยิง คาดว่าการประชุมจะจัดที่จังหวัดจันทบุรี มีข้อสังเกตว่าสื่อมวลชนต่างประเทศยังคงเชื่อมโยงความตกลงหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชากับบทบาทของผู้นำสหรัฐฯ และมาเลเซีย ซึ่งล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์มีมุมมองเชิงบวกกับความคืบหน้าสถานการณ์และท่าทีของไทย นอกจากนี้ สื่อฝรั่งเศสยังรายงานกรณีฝ่ายกัมพูชาเปิดเผยว่าฝ่ายไทยปฏิบัติการโจมตีทางอากาศภายหลังการประชุมดังกล่าว สะท้อนว่าเหตุการณ์ด้านความมั่นคงยังไม่แน่นอน ขณะเดียวกันก็รายงานท่าทีฝ่ายไทยที่ยืนยันว่าการหยุดยิงจะยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากยังไม่มีการเจรจาระหว่างกัน และการตัดสินใจหยุดยิงจะต้องขึ้นอยู่กับการกระทำมากกว่าแค่การประกาศเท่านั้น สำนักข่าว Aljazeera รายงานความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ในต่างประเทศเกี่ยวกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะประเมินว่าเครื่องมือทางการทูตและอาเซียนจะสามารถบรรเทาความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศได้หรือไม่ โดยนักวิเคราะห์และนักวิชาการที่ร่วมแสดงความเห็น ได้แก่ นาย Chheang Vannarith ประธาน Angkor Social Innovation Park นาย Ilango…