รมว.กต.จีนหารือกับ รมว.กต.ไทยเพื่อย้ำสันติภาพระหว่างไทย-กัมพูชา

นายหวัง อี้ รมว.กต.จีน พบหารือกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.กต.ไทย ซึ่งนำคณะเดินทางไปยังเมืองยวี่ซี มณฑลยูนนานเมื่อ 28 ธ.ค.68 ตามคำเชิญของฝ่ายจีน โดยย้ำว่า จีนจะพยายามฟื้นฟูสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชาต่อไป และยินดีมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ ซึ่งจีนในฐานะเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรของไทยและกัมพูชา ไม่ต้องการเห็นทั้งสองประเทศทำสงครามและคาดหวังที่จะเห็นทั้งสองประเทศฟื้นฟูสันติภาพ โดยจีนจะยังสนับสนุนบทบาทของอาเซียน และยินดีให้ความช่วยเหลือแก่คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เพื่อติดตามการหยุดยิง ขณะที่ฝ่ายไทยชื่นชมความพยายามแข็งขันของจีน และย้ำว่าการใช้กำลังไม่ใช่ทางเลือกของไทย  พร้อมแสดงความมุ่งมั่นที่จะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงที่ยั่งยืนและแสวงหาสันติภาพที่แท้จริง

ชาวเมียนมาใช้สิทธิการเลือกตั้งทั่วไปอยู่ในระดับต่ำ

การเลือกตั้งทั่วไประยะที่ 1 ของเมียนมา ซึ่งจัดขึ้นในเมื่อ 28 ธ.ค.68 ใน 102 เมืองทั่วประเทศ ดำเนินไปภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยเกิดเหตุความรุนแรงและความไม่สงบในหลายพื้นที่ก่อนการเลือกตั้ง อาทิ การโจมตีทางอากาศในเมืองขิ่นอู ภาคสะไกง์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต  ในเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง เกิดเหตุระเบิดหลายจุดใกล้ที่ทำการพรรคสหสามัคคีและการพัฒนาแห่งสหภาพ (Union Solidarity and Development Party-USDP) ซึ่งเป็นพรรคที่กองทัพเมียนมาให้การสนับสนุน นำไปสู่การตอบโต้ทางทหาร  ขณะที่ในเขตเมืองสำคัญ เช่น ย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และเนปียดอ มีการรักษาความปลอดภัยหนาแน่น แต่มีผู้มาใช้สิทธิจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งเมื่อปี 2563 โดยผู้มาใช้สิทธิส่วนใหญ่เป็นข้าราชการและทหาร อีกทั้งยังมีรายงานการกดดันประชาชนให้ไปลงคะแนน

เวียดนามคาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตร้อยละ 9 ในปี 2569

สนข.Vietnam Investment Review รายงานเมื่อ 29 ธ.ค.68 ว่า เศรษฐกิจเวียดนามในปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตที่ร้อยละ 9 ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่รัฐบาลเวียดนามต้องการผลักดันให้เติบโตมากกว่าร้อยละ 10 โดยภาคการส่งออกสินค้าจะยังขยายตัวอย่างเข้มแข็ง แม้เผชิญความท้าทายจากมาตรการแข็งกร้าวทางภาษีจากต่างประเทศ ทั้งนี้ รัฐบาลเวียดนามดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการจัดหาเงินลงทุนเพื่อสนับสนุนการลงทุนของภาครัฐในโครงการโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ เพื่อส่งเสริมการเชื่อมต่อทางเศรษฐกิจ การส่งเสริมการทำงานของภาครัฐส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นอย่างยืดหยุ่น รวมถึงการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน

บรรยากาศการเลือกตั้งทั่วไปในเมียนมา

เมียนมาจัดการเลือกตั้งทั่วไประยะแรกเมื่อ 28 ธันวาคม 2568 โดยเป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญ แต่เผชิญกระแสวิจารณ์จากประชาชนและนานาชาติว่าไม่โปร่งใสและยุติธรรม เนื่องจากมีการบังคับใช้กฎหมายควบคุมการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างเข้มงวด มีการกวาดล้างและจับกุมผู้ที่วิจารณ์การเมืองและการเลือกตั้งไปแล้วมากกว่า 200 คน ขณะที่ประชาชนมีข้อจำกัดในการเลือกผู้แทนทางการเมือง เพราะพรรคการเมืองฝ่ายค้านไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ได้ รวมทั้งยังมีรายงานการก่อเหตุรุนแรงและการโจมตีระหว่างกองทัพกับกลุ่มต่อต้านรัฐบาลในหลายพื้นที่ ทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งในเมียนมาครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่ปลอดภัย สหราชอาณาจักรและสภายุโรปไม่ยอมรับการเลือกตั้งในเมียนมา ขณะที่อาเซียนระบุว่าการเลือกตั้งในเมียนมาเป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการทางการเมืองของเมียนมา สำหรับผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งในเมียนมา มีรายงานว่า มีประมาณ กว่า 160 คน ซึ่งมาจากหลายประเทศ เช่น จีน รัสเซีย เบลารุส คาซัคสถาน และสถานเอกอัครราชทูตประจำเมียนมา ผู้นำรัฐบาลเมียนมาไม่สนใจกระแสวิจารณ์ดังกล่าวและเดินหน้าจัดการเลือกตั้ง โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ เป้าหมายเพื่อทำให้ระบบการเมืองเมียนมากลับสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบมีหลายพรรคการเมือง ทั้งนี้ พลเอกอาวุโส มินอ่องไลง์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ไปลงคะแนนเลือกตั้ง พร้อมกับให้สัมภาษณ์สำนักข่าว BBC ว่าเชื่อมั่นในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าจะยุติธรรมและเสรี รวมทั้งกระตุ้นให้ชาวเมียนมาออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตยในประเทศ สื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจมุมมองของประชาชนชาวเมียนมาต่อการเลือกตั้ง โดยประชาชนที่ไปลงคะแนนเลือกตั้งเปิดเผยความรู้สึกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อน ๆ เพราะรู้สึกหวาดกลัว แต่เมื่อได้ลงคะแนนเลือกตั้งแล้วก็รู้สึกสบายใจเพราะได้ทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ ส่วนผู้ที่มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งครั้งแรก (first-time voter) ระบุว่าตัดสินใจไปลงคะแนนเลือกตั้ง เพราะหวังว่ารัฐบาลหลังจากการเลือกตั้งจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น แก้ไขปัญหาสินค้าราคาแพง และต้องการผู้นำที่สร้างความเท่าเทียมในประเทศ…

ผู้นำสหรัฐฯ เปิดเผยความตกลงรัสเซีย-ยูเครน มีความคืบหน้า

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ มีมุมมองเชิงบวกต่อการเจรจาความตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซียกับยูเครน โดยเมื่อ 28 ธันวาคม 2568 ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า ความตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซียกับยูเครนมีความคืบหน้าอย่างมาก หลังจากสหรัฐฯ เป็นตัวกลางในการพูดคุยระหว่างผู้แทนทั้งสองฝ่าย โดยมีตัวผู้นำสหรัฐฯ เองเข้าร่วมหลายครั้ง เพื่อเผลักดันให้มีการลงนามอย่างเป็นทางการในข้อตกลงที่สหรัฐฯ เสนอเพื่อยุติสงคราม และแก้ไขปัญหาในพื้นที่ พร้อมกันนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันว่าผู้นำยูเครนเห็นด้วยกับรายละเอียดและเงื่อนไขส่วนใหญ่ในข้อตกลงแล้ว และกำลังเจรจาเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความตกลงร่วมกันร้อยละ 100 เป้าหมายสำคัญของยูเครน คือ การให้สหรัฐฯ ค้ำประกันความมั่นคงในระยะยาวหลังจากยุติสงคราม อย่างไรก็ตาม ยังคงมีประเด็นการควบคุมดินแดนบางส่วนในยูเครนที่ยังไม่บรรลุข้อตกลงระหว่างกัน ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ก็ยอมรับว่าการเจรจาเพื่อจัดทำเงื่อนไขเรื่องดินแดนในยูเครนเป็นประเด็นที่ยากที่สุด โดยเฉพาะการควบคุมพื้นที่ในภูมิภาคดอนบาส เพราะปัจจุบันกองทัพรัสเซียใช้กำลังทหารควบคุมพื้นที่ไว้ตั้งแต่ปฏิบัติการทางทหารเมื่อปี 2565 ขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ เสนอให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เศรษฐกิจเสรี (free economic zone) การทำความตกลงสันติภาพและยุติสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน โดยมีผู้นำสหรัฐฯ เป็นผู้ผลักดัน อาจไม่สำเร็จได้โดยเร็ว แม้ว่าจะมีความคืบหน้า และยูเครนยอมยกเลิกความมุ่งมั่นที่จะเป็นสมาชิกเนโตแล้ว แต่ประเทศยุโรป รวมทั้งยูเครนเอง ต้องการให้รัสเซียถอนกำลังทหารทั้งหมดออกจากดินแดนของยูเครน ซึ่งเป็นประเด็นที่รัสเซียไม่เห็นด้วย พร้อมยืนยันว่าประชาชนในภูมิภาคดอนบาส ต้องการอยู่ภายใต้การปกครองของรัสเซีย ด้านประชาชนยูเครนมีความเห็นว่า ความพยายามของสหรัฐฯ ไม่มีคุณค่า และไม่มีอำนาจมากพอที่จะกดดันรัสเซียให้ยุติการโจมตี เพราะที่ผ่านมา รัสเซียละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหลายครั้ง เช่น…

กองทัพจีนจะจัดการฝึกทางทหารบริเวณช่องแคบไต้หวัน

กองทัพจีน ประกาศเมื่อ 29 ธันวาคม 2568 ว่า ได้เริ่มจัดการฝึกทางทหารบริเวณช่องแคบไต้หวัน โดยเป็นการฝึกร่วมกันของทั้งกองทัพอากาศและกองทัพเรือ รหัส Justice Mission 2025 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติของจีน รวมทั้งส่งสัญญาณให้นานาชาติเห็นว่าจีนพร้อมป้องกันไต้หวันจากการแทรกแซงจากต่างชาติ รวมทั้งกลุ่มแบ่งแยกดินแดนและผู้ที่เคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องอิสรภาพในไต้หวันด้วย การฝึกร่วมทางทหารของจีนในพื้นที่ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากสหรัฐฯ อนุมัติการขายอาวุธให้ไต้หวัน ทำให้รัฐบาลจีนไม่พอใจอย่างมาก ขณะเดียวกัน จีนยังคงไม่พอใจท่าทีของผู้นำญี่ปุ่น ที่เคยระบุว่าญี่ปุ่นพร้อมจะเคลื่อนไหวทางการทหารเพื่อปกป้องไต้หวันจากการรุกรานโดยจีน อย่างไรก็ตาม กองทัพจีนไม่ได้กล่าวถึงญี่ปุ่นโดยตรงในถ้อยแถลงเกี่ยวกับการฝึกร่วมทางทหารครั้งนี้ แต่การที่จีนจะจัดการฝึกรอบเกาะไต้หวัน เน้นการลาดตระเวนร่วมและฝึกสกัดกั้นภัยคุกคามตามจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่าง ๆ บริเวณไต้หวัน เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณป้องปรามญี่ปุ่นเช่นกัน ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของจีนสะท้อนว่าจีนไม่ต้องการให้ต่างประเทศสนับสนุนความมั่นคงให้ไต้หวัน เพราะจะไม่เป็นผลดีต่อแผนการรวมชาติของจีน ดังนั้น การที่สหรัฐฯ อนุมัติการขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อต้น ธันวาคม 2568 และอยู่ระหว่างรอให้ฝ่ายนินตบัญญัติสหรัฐฯ รับรอง ทำให้จีนไม่พอใจอย่างมากและตอบโต้แล้วอย่างน้อย 2 แนวทาง ได้แก่ การตอบโต้โดยตรงไปยังสหรัฐฯ คือ การขึ้นบัญชีคว่ำบาตรบริษัทอุตสาหกรรมอาวุธของสหรัฐฯ จำนวน 20 แห่ง และบุคคลสัญชาติอเมริกัน 10 คน ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมดังกล่าว ส่วนแนวทางที่…

FBI จะย้ายสำนักงานใหญ่

สำนักงานใหญ่ของสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (Federal Bureau of Investigation-FBI) จะย้ายจากอาคาร J. Edgar Hoover ไปยังอาคาร Ronald Reagan Building และ International Trade Center ซึ่งเคยเป็นที่ทำการของสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (U.S. Agency for International Development – USAID) ก่อนที่จะถูกปิดตัวไปในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วาระ 2 นี้ นายแคช พาเทล ผู้อำนวยการ FBI ประกาศปิดสำนักงานใหญ่ในอากคารดังกล่าวเมื่อ 26 ธันวาคม 2568 สาเหตุที่ย้ายก็เพื่อให้เจ้าหน้าที่ FBI มีสถานที่ได้รับการปรับปรุงให้มีความทันสมัย  ปลอดภัยทางโครงสร้าง และระบบต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีแผนที่จะกระจายบุคคลากรออกไปยังรัฐต่าง ๆ ซึ่งเป็นการประหยัดเงินภาษีประชาชน รวมทั้งให้บรรลุเป้าหมายในภารกิจของ FBI ในการปกป้องมาตุภูมิ และต่อสู้กับอาชญากรที่ก่อความรุนแรง ในการดำเนินงานปกป้องความมั่นคงแห่งชาติ นอกจากนี้ อาคาร…