ทุเรียนไทยอาจถูกทุเรียนเวียดนามเข้ามาสวมสิทธิ์ส่งออกไปยังจีนมากขึ้น

มีรายงานว่าผลผลิตทุเรียนในเวียดนามออกมาพร้อมกันเป็นจำนวนมากจนล้นตลาด อีกทั้งมีบางส่วนจำหน่ายไม่ได้เพราะคุณภาพไม่ถึงมาตรฐานการส่งออกไปยังจีน และมีรสชาติไม่เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค ทำให้ผู้ปลูกทุเรียนต้องนำผลผลิตมาวางจำหน่ายตามริมถนนและตั้งราคาเหลือเพียง กก.ละ 30 บาท เท่านั้น ซึ่งนำไปสู่ความกังวลว่าอาจมีขบวนนำเข้าทุเรียนเวียดนามราคาถูกเข้ามาจำหน่ายในไทย หรือปะปนกับทุเรียนไทยเพื่อสวมสิทธิ์ส่งออกไปยังจีน สอดคล้องกับกรณีมีรายงานแจ้งจากชาวบ้านใน จ.จันทบุรีว่าเริ่มเห็นรถบรรทุกทุเรียนจากนอกพื้นที่เข้ามาขายในจังหวัด โดยตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการนำทุเรียนจากต่างประเทศมาสวมสิทธิ์เป็นทุเรียนไทยหรือไม่

การหารือภาษีการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ ประสบผลสำเร็จ

  ถ้อยแถลงของนายเหอ ลี่เฟิง รอง นรม. และผู้แทนการค้าจีน หลังพบหารือกับผู้แทนฝ่ายสหรัฐฯ ในประเด็นภาษีทางการค้า เมื่อ 11 พ.ค.68 ที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่า การหารือเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา ประสบผลสำเร็จและสร้างสรรค์ บรรลุฉันทามติสำคัญหลายประการ และเห็นพ้องที่จะจัดตั้งกลไกการปรึกษาหารือด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างกัน ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขความแตกต่างผ่านการเจรจาอย่างเท่าเทียม และเป็นรากฐานสำหรับการยกระดับการแก้ไขความแตกต่างและการกระชับความร่วมมือ ส่งเสริมพัฒนาการของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ และเสริมสร้างความเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก โดยในชั้นนี้ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการดำเนินการในรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง และจะออกแถลงการณ์ร่วมกันใน 12 พ.ค.68

อาเซียนจะจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน-GCC-จีน ครั้งที่ 1 ใน 27 พ.ค.68

สนข.รอยเตอร์ รายงานเมื่อ 8 พ.ค.68 ว่า อาเซียนจะจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน-คณะมนตรีความร่วมมืออ่าวอาหรับ-จีน (ASEAN- Gulf Cooperation Council -China Summit) ครั้งที่ 1 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ใน 27 พ.ค.68 หลังการประชุมสุดยอดอาเซียน ใน 26 พ.ค.68 โดยจีนจะส่ง นรม.หลี่ เฉียง เป็นผู้แทนเข้าร่วมประชุม ซึ่งคาดว่าทั้งสามฝ่ายจะใช้การประชุมนี้ผลักดันความร่วมมือเพื่อรับมือกับการมาตรการภาษีของสหรัฐฯ

ปากีสถานยกข้อตกลงหยุดยิงเป็นชัยชนะของชาติ

นาย Shehbaz Sharif นรม.ปากีสถาน แถลงเมื่อ 10 พ.ค.68 ยกย่องความสำเร็จของข้อตกลงหยุดยิงระหว่างปากีสถานกับอินเดียว่า เป็นชัยชนะของทั้งประเทศ พร้อมขอบคุณผู้นำทางการเมืองทุกฝ่ายที่เป็นเอกภาพในช่วงเวลาวิกฤตความขัดแย้งทางทหารที่ยืดเยื้อเป็นเวลา 4 วัน โดยเชื่อมั่นว่า การดำเนินการผ่านแนวทางสันติวิธีเป็นหนทางที่เหมาะสมในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่าง 2 ประเทศ โดยเฉพาะปัญหาแคชเมียร์และการแบ่งปันทรัพยากรน้ำ นอกจากนี้ นรม.Shehbaz ยังชื่นชมนานาชาติ โดยเฉพาะบทบาทของจีน สหรัฐฯ และสหประชาชาติที่มีส่วนสำคัญในการลดความตึงเครียด พร้อมย้ำการสอบสวนจะโปร่งใสในเหตุการณ์โจมตีที่เมือง Pahalgam ซึ่งปากีสถานยินดีให้ความร่วมมือ แม้อินเดียไม่ตอบสนอง อย่างไรก็ดี แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิง แต่สถานการณ์ยังคงเปราะบาง โดยมีการปะทะกันอย่างประปรายในบางพื้นที่ และแต่ละฝ่ายยังคงกล่าวโทษกันในกรณีละเมิดข้อตกลง

รัสเซียเสนอให้ยูเครนเจรจาโดยตรงอย่างไม่มีเงื่อนไข

ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซียเสนอให้ยูเครนเจรจาโดยตรงกับรัสเซีย ที่กรุงอิสตันบูล ตุรกี ใน 15 พ.ค.68 โดยไม่มีเงื่อนไข  รัสเซียต้องการสันติภาพที่แท้จริง ไม่ใช่การหยุดยิงชั่วคราว 30 วันตามที่ยูเครนเสนอ เพราะจะเป็นการเปิดโอกาสให้ยูเครนฟื้นฟูกำลังทหาร ขณะที่ยูเครนเรียกร้องให้รัสเซียหยุดยิง 30 วัน ประธานาธิบดีปูตินย้ำด้วยว่ารัสเซียยังคงเปิดกว้างในการเจรจาและขอบคุณนานาประเทศที่พยายามผลักดันให้เกิดสันติภาพอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ข้อเสนอของรัสเซียที่จะเจรจาโดยตรงกับยูเครนมีขึ้นในห้วงที่ยูเครนไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงหลายครั้ง อีกทั้งขู่จะไม่รับประกันความปลอดภัยของผู้นำประเทศที่เข้าร่วมพิธีเฉลิมฉลองวันแห่งชัยชนะของรัสเซียที่กรุงมอสโก เมื่อ 9 พ.ค.68

สถานการณ์ยังคงเปราะบาง แม้ปากีสถานกับอินเดียหยุดยิงชั่วคราว

  สถานการณ์ความขัดแย้งและความตึงเครียดจากการปะทะกันทางทหารระหว่างอินเดียกับปากีสถานยังเปราะบาง แม้มีรายงานเมื่อ 10 พฤษภาคม 2568 ว่า อินเดียและปากีสถานทำข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างกัน เพื่อลดระดับความเสียหายจากเหตุความรุนแรงและความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นสูง เพราะต่างฝ่ายต่างใช้ปฏิบัติการทางทหารตอบโต้ข้ามพรมแดนระหว่างกัน จนทำให้มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 70 คน และสถานการณ์เสี่ยงลุกลามบานปลายเป็นสงครามระหว่างประเทศ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการทางทหารของกองทัพอินเดีย (DGMO) เปิดเผยเมื่อ 11 พฤษภาคม 2568 ว่า ตลอดระยะเวลา 24 ชั่วโมงที่มีการใช้ข้อตกลงหยุดยิง ทั้งอินเดียและปากีสถานต่างก็ปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด ตลอดจนมีการใช้ช่องทางสื่อสารฉุกเฉิน หรือ hotline เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางการทหารระหว่างกันด้วย อย่างไรก็ดี อินเดียเฝ้าระวังและติดตามความเคลื่อนไหวของปากีสถานอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันความมั่นคง ด้านปากีสถานยืนยันว่าปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และเริ่มกล่าวโทษอินเดียว่าเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงดังกล่าว จนทำให้ยังมีการปะทะกันในบางพื้นที่ สื่อต่างประเทศรายงานว่าสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในการทำให้เกิดข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอินเดียกับปากีสถาน โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เป็นผู้ประกาศข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเมื่อ 10 พฤษภาคม 2568 ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ หารือกับผู้นำปากีสถานอย่างใกล้ชิดเพื่อควบคุมสถานการณ์และหาทางออกสำหรับความตึงเครียดครั้งนี้ ที่น่าสนใจอย่างมาก คือ ทางการอินเดียไม่ให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความพยายามหรือบทบาทของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ แม้ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและการปะทะกันอีก เนื่องจากปากีสถานและอินเดียยังไม่เชื่อมั่นระหว่างกัน และยังไม่มีความชัดเจนเรื่องความคืบหน้าการสืบสวนเหตุโจมตีนักท่องเที่ยวในเมือง Pahalgam ดินแดนสหภาพจัมมูและแคชเมียร์ ซึ่งอินเดียยังคงเชื่อว่าปากีสถานมีส่วนเกี่ยวข้อง…

สหรัฐฯ กับจีนเจรจาการค้ารอบแรก มีความคืบหน้า

  ผู้แทนรัฐบาลสหรัฐฯ กับจีนพบหารือกันประเด็นความสัมพันธ์ทางการค้าของทั้ง 2 ประเทศที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์เมื่อ 11 พฤษภาคม 2568 โดยทั้ง 2 ฝ่ายเปิดเผยผลการเจรจาว่าเป็นเชิงบวกและเป็นความคืบหน้าสำคัญ เนื่องจากมีการหยิบยกเรื่องนโยบายและอุปสรรคการค้าระหว่างประเทศขึ้นหารือกันอย่างตรงไปตรงมา และทำให้เข้าใจกันว่าความแตกต่างของทั้ง 2 ประเทศในปัจจุบันนั้นสามารถแก้ไขได้ จึงคาดว่าการเจรจาครั้งนี้จะเป็นผลดีต่อบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนและแนวทางความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการค้าโลกต่อไป ผู้แทนการเจรจาฝ่ายสหรัฐฯ ได้แก่ นาย Scott Bessent รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง และนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ส่วนฝ่ายจีน คือ นาย He Lifeng รองนายกรัฐมนตรี คาดว่าใน 12 พฤษภาคม 2568 ผู้แทนของทั้ง 2 ประเทศจะสามารถเผยแพร่ถ้อยแถลงร่วมกันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการค้า รวมถึงขั้นตอนต่อไปในการเจรจาการค้าระหว่างกันได้ การเจรจาประเด็นการค้าระหว่างผู้แทนระดับสูงของจีนกับสหรัฐฯ ครั้งนี้สะท้อนว่าทั้ง 2 ประเทศให้ความสำคัญกับเรื่องการค้าอย่างมาก และอาจสะท้อนว่าต่างฝ่ายต่างได้รับผลกระทบจากการใช้ภาษีตอบโต้กัน จึงต้องเจรจากันเพื่อหาทางออกร่วม เพื่อไม่ให้เกิด world trade disruption เพราะสหรัฐฯ คือประเทศนำเข้าอันดับ 1…

การท่องเที่ยว : หนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลักทางเศรษฐกิจของ สปป.ลาว

สปป.ลาว เสน่ห์ของการท่องเที่ยวที่น่าดึงดูดใจ คำคำนี้คงไม่ผิดนัก เพราะ สปป.ลาวมีธรรมชาติที่ร่ำรวย ยังไม่ถูกคุกคามจากโลกภายนอกมากนัก วัฒนธรรมที่เรียบง่าย รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้สูงลิบลิ่ว ทำให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลไปเที่ยว สปป.ลาวกันอย่างไม่หยุดยั้ง รายได้จากการท่องเที่ยวจึงเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลัก (key driver) ที่จะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศซี่งจะทำให้เกิดการจ้างงาน และสร้างรายได้เข้าประเทศ ซึ่งเมื่อปี 2567 ปีแห่งการท่องเที่ยว (Visit Laos Year 2024) ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติใน สปป.ลาว เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ร้อยละ 21 เป็นมากกว่า 4.1 ล้านคน และจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้น ร้อยละ 102 เป็นมากกว่า 3 ล้านคน ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian Development Bank-ADB) เผยแพร่การประเมินเศรษฐกิจของ สปป.ลาวปี 2568 เมื่อต้นเมษายน 2568 ว่า จะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อยละ 3.9 ส่วนการเติบโตภาคบริการ เฉพาะอย่างยิ่งการขนส่ง และการท่องเที่ยวจะขยายตัวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ เส้นทางรถไฟระหว่าง สปป.ลาวกับจีน…

กองทัพปากีสถานปฏิบัติการ Bunyanun Marsoos เพื่อโจมตีฐานทัพอินเดีย

เว็บไซต์ สนข.Reuters รายงานเมื่อ 10 พ.ค.68 อ้างแถลงการณ์ของกองทัพปากีสถานว่า ปากีสถานจะปฏิบัติการโจมตีฐานทัพอินเดีย ภายใต้ชื่อ ปฏิบัติการ Bunyanun Marsoos (หมายถึง โครงสร้างที่มั่นคงหนึ่งเดียว) เพื่อตอบโต้อินเดียที่โจมตีฐานทัพอากาศ 3 แห่งของปากีสถาน ได้แก่ ฐานทัพอากาศ Noor Khan, Murid และ Shorkot ทั้งนี้ ปากีสถานจะมุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารทั่วอินเดีย อาทิ คลังเก็บขีปนาวุธ BrahMos ในเมือง Beas สนามบิน Pathankot ในรัฐปัญจาบตะวันตกของอินเดีย ศูนย์ฝึกข่าวกรองทางทหารใน Rajouri และกองทัพอากาศ Udhampur ในดินแดนสหภาพชัมมูและแคชเมียร์ ในการปฏิบัติการครั้งแรก เบื้องต้นกองทัพปากีสถานยืนยันว่า ทรัพย์สินของกองทัพอากาศไม่ได้รับความเสียหาย และยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการโจมตีของอินเดียในครั้งนี้

รัสเซียและจีนใช้สกุลเงินประจำชาติในการค้าทวิภาคีเกือบทุกสาขา

ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซีย หลังพบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่กรุงมอสโก เมื่อ 8 พ.ค.68 ว่า รัสเซียและจีนใช้สกุลเงินประจำชาติ (รูเบิลและหยวน) ทำการค้าระหว่างกันในเกือบทุกสาขา รวมถึงสร้างระบบการค้าที่มั่นคง เพื่อป้องปรามอิทธิพลทางการค้าจากประเทศที่สามและกระแสเชิงลบในตลาดโลก ทั้งนี้ จีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของรัสเซีย  มูลค่าการค้าระหว่างกันเมื่อปี 2567 มีสถิติสูงสุดประมาณ 245,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้งมีความร่วมมือด้านการลงทุน และจะมีโครงการสำคัญกว่า 90 โครงการ มูลค่ากว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อาทิ  ภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง การคมนาคม การเกษตร และอุตสาหกรรมเหมืองแร่ นอกจากนี้ แถลงการณ์ร่วมของสองฝ่ายยังครอบคลุมการยกระดับความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนให้ก้าวหน้าภายในปี 2573 อาทิ การเพิ่มส่วนแบ่งของสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง การพัฒนานวัตกรรมด้านการค้าดิจิทัล และการจัดหาวัสดุพื้นฐาน ทรัพยากรแร่ และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร