พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์หารือกับผู้นำจีนที่กรุงมอสโก

พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ ประธานสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) รักษาการประธานาธิบดี และ ผบ.ทสส.เมียนมาซึ่งอยู่ระหว่างเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปี วันแห่งชัยชนะรัสเซียได้หารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ที่ Beijing Hall of Soluex Hotel กรุงมอสโก เมื่อช่วงค่ำวันที่ 9 พ.ค.68 ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกัน การเสริมสร้างความร่วมมือในทุกภาคส่วน เน้นย้ำความสัมพันธ์แบบ “พี่-น้อง” (Pauk-Phaw)  รวมทั้งการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อเสถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาค

อินเดีย-ปากีสถานปะทะรุนแรงสุดในรอบ 30 ปี

สื่อมวลชนต่างประเทศรายงานเมื่อ 9 พ.ค.68 ว่า อินเดียและปากีสถานต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าเริ่มต้นการโจมตี โดยใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) และปืนใหญ่ ส่งผลให้เกิดการปะทะที่รุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 3 ทศวรรษ ปากีสถานระบุว่าได้ยิงทำลายโดรนอินเดีย 77 ลำ รวมถึงโดรนอิสราเอล 25 ลำ และการตอบโต้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ และจะไม่ยอมให้อินเดียยั่วยุอีกต่อไป เหตุปะทะในครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบราย และเมืองหลายแห่งในพื้นที่ชายแดนได้รับ ผลกระทบ  โรงเรียนและสนามบินหลายแห่งต้องระงับการให้บริการชั่วคราว ขณะเดียวกัน ผู้นำระดับนานาชาติได้ออกมาเรียกร้องให้อินเดียและปากีสถานลดความตึงเครียด และหาทางยุติความขัดแย้งผ่านกระบวนการทางการทูต เพื่อหลีกเลี่ยงการลุกลามของวิกฤตในภูมิภาคเอเชียใต้ อย่างไรก็ดี มีรายงานเมื่อ 11 พ.ค.68 ว่า ทั้งสองฝ่ายได้มีการหารือกันแล้ว และผลไปในเชิงบวก

ประธานาธิบดีจีนเยือนรัสเซียและย้ำความสัมพันธ์ที่แนบแน่น

ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เมื่อ 7 พ.ค.68 ในโอกาสเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการ และเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปี วันแห่งชัยชนะ (Victory in the Great Patriotic War)  ย้ำถึงความแนบแน่นของความสัมพันธ์ระหว่างจีน-รัสเซีย ที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านและพันธมิตรกันอย่างถาวรและแท้จริง ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันในฐานะสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เพื่อปกป้องระบบและกฎหมายระหว่างประเทศที่มีสหประชาชาติ (UN) เป็นแกนหลัก ส่งเสริมแนวคิดพหุภาคี เสริมสร้างความเท่าเทียมในระบบธรรมาภิบาลโลก และต่อต้านแนวคิดอำนาจนิยมอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ ประธานาธิบดีสีจะหารือเชิงลึกกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ในประเด็นการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างกัน

นรม.มาเลเซียแสดงความยินดีต่อพระสันตะปาปาองค์ใหม่

นรม.อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อ 9 พ.ค.68 แสดงความยินดีต่อคริสตจักรคาทอลิก ผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกทั่วโลกและในมาเลเซีย หลังคณะพระคาร์ดินัลเลือกพระคาร์ดินัล Robert Prevost เป็นประมุขแห่งคริสตจักรคาทอลิกองค์ใหม่ โดยใช้พระนามว่า พระสันตะปาปาเลโอ ที่ 14 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ของคริสตจักรคาทอลิก โดยมาเลเซียมุ่งรักษาความสัมพันธ์อันดีกับนครรัฐวาติกันและพร้อมสานต่อการมีส่วนร่วมที่อยู่บนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน การเจรจา และความมุ่งมั่นร่วมในการรักษาสันติภาพและศักดิ์ศรีของมนุษย์

นรม.มาเลเซียหารือกับผู้นำออสเตรเลีย ติมอร์-เลสเต และไทย

นรม.อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อ 8 พ.ค.68 ว่า ได้หารือทางโทรศัพท์กับผู้นำ 3 ประเทศ ได้แก่ นรม.Anthony Albanese ของออสเตรเลีย นรม.Kay Rala Xanana Gusmão ของติมอร์-เลสเต และ นรม.แพทองธาร ชินวัตร ในการยกระดับความร่วมมือทวิภาคีและพหุภาคีในกรอบอาเซียนและระหว่างภูมิภาค การเมืองระหว่างประเทศ และผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ  นรม.อันวาร์ได้เชิญ นรม.ออสเตรเลียเยือนมาเลเซียเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน สำหรับการหารือกับ นรม.ติมอร์เลสเต เน้นเรื่องพัฒนาการในเมียนมาและการรับติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน ขณะที่การหารือกับ นรม.ไทย ครอบคลุมประเด็นความร่วมมือและการผลักดันกระบวนการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้

สหรัฐฯ เพิ่มปฏิบัติการทางการข่าวในพื้นที่เกาะกรีนแลนด์

สนข. นิวยอร์กโพสต์ รายงานเมื่อ 7 พ.ค.68 ถึงการปรากฎข่าวสารที่ว่าด้วยทางหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ได้รับคำสั่งให้เน้นสืบค้นและหาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การใช้สายลับ และการติดตามด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับขบวนการเรียกร้องเอกราชของกรีนแลนด์และทัศนคติของประชาชนในพื้นที่ต่อสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในการโน้มน้าวผู้ที่อยู่อาศัยในกรีนแลนด์เข้าเป็นส่วนหนึ่งกับสหรัฐฯ  ทั้งนี้ นางตุลซี แกบบาร์ด ผอ.ข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ (Director of National Intelligence-DNI) ระบุว่าข่าวสารดังกล่าวต้องการบ่อนทำลายตัวประธานาธิบดีทรัมป์ ทำให้เป็นเรื่องการเมือง  พร้อมจะนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ

โป๊ปเลโอที่ 14 สมเด็จพระสันตะปาปาองค์ใหม่

  สำนักวาติกันประกาศเมื่อ 9 พฤษภาคม 2568 ผลการประชุมลับของพระคาร์ดินัล (Conclave) เพื่อคัดเลือกสมเด็จพระสันตะปาปาองค์ที่ 267 แห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก ที่วัดน้อยซิสทีน ในนครรัฐวาติกัน โดยเมื่อ 8 พฤษภาคม 2568 เวลาประมาณ 18.00 น.ของนครรัฐวาติกัน พระคาร์ดินัลได้เลือกพระคาร์ดินัลชาวอเมริกัน คือพระคาร์ดินัล Robert Prevost อายุ 69 ปี เป็นสมเด็จพระสันตะปาปา จะทรงใช้พระนามว่า “ลีโอที่ 14” และพระองค์ทรงปรากฏตัวต่อสาธารณชนครั้งแรกในฐานะผู้นำคริสตจักรโรมันคาทอลิกที่นครรัฐวาติกันแล้ว ผู้นำต่างประเทศทยอยแสดงความยินดี ด้านชาวอเมริกันจำนวนมากแสดงความเห็นว่า การที่มีสมเด็จพระสันตะปาปาเป็นชาวอเมริกันครั้งแรกถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ ขณะที่ชาวเปรูก็แสดงความยินดีและภาคภูมิใจ เพราะสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 เคยประกอบศาสนกิจอยู่ที่เปรูเป็นระยะเวลานานและได้รับสัญชาติเปรูด้วย คาดว่าบทบาทของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 จะสานต่อนโยบายการปฏิรูปคริสตจักรให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ เนื่องจากเป็นนักบวชที่มีแนวคิดเหมือนกับอดีตพระสันตะปาปาฟรานซิส และให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและผู้ยากไร้ทั่วโลก นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ทิศทางการแสดงบทบาทของโป๊ปพระองค์ใหม่ จากการเลือกชื่อ “เลโอ” ซึ่งเป็นชื่อที่สะท้อนถึงนักบวชที่จะให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางสังคมและการนำพาคริสตจักรผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 อาจะเผชิญความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างแนวคิดปฏิรูปและการยึดมั่นในหลักคำสอนดั้งเดิมของคริสตจักรด้วยเช่นกัน เฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสิทธิผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ และท่าทีของสมเด็จพระสันตะปาปาต่อสถานการณ์ความมั่นคงและความขัดแย้งของโลก แต่การที่สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 มีประสบการณ์ในระดับนานาชาติที่หลากหลายและได้รับการสนับสนุนจากทั่วโลก…

สหราชอาณาจักรเจรจาลดภาษีสหรัฐฯ สำเร็จ จับตาสหรัฐฯ เจรจากับจีน ใน 15 พ.ค.68

  ผู้นำสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ เมื่อ 9 พฤษภาคม 2568 ประกาศว่าทำข้อตกลงร่วมกันเรื่องการค้า โดยเฉพาะประเด็นอัตราภาษีนำเข้า โดยสินค้าจากสหราชอาณาจักรจะเผชิญภาษีร้อยละ 10 ขณะที่อะลูมิเนียมและเหล็กบางประเภท ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกจากที่สำคัญของสหราชอาณาจักรไปสหรัฐฯ จะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าด้วย ข้อตกลงดังกล่าวเป็นความสำเร็จของสหราชอาณาจักรที่เจรจากับสหรัฐฯ ได้ และผ่อนคลายภาระของอุตสาหกรรมในสหราชอาณาจักรที่มีรายได้หลักจากการส่งออกไปยังสหรัฐฯ นายกรัฐมนตรี Keir Starmer ของสหราชอาณาจักรระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยปกป้องแรงงานและเศรษฐกิจของประเทศได้ และยืนยันว่าสหรัฐฯ ยังคงเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของสหราชอาณาจักรต่อไป ก่อนหน้านี้เมื่อ มกราคม 2568 สหรัฐฯ ประกาศจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหราชอาณาจักรร้อยละ 25 แม้ว่าผู้นำทั้ง 2 ประเทศจะกล่าวถึงข้อตกลงทางการค้า แต่ยังไม่มีการลงนามในข้อตกลงที่เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ข้อตกลงดังกล่าว แม้สหราชอาณาจักรจะได้รับการยกเว้นภาษีในสินค้าบางประเภทที่จะส่งออกไปสหรัฐฯ  โดยเฉพาะรถยนต์ เหล็กและอะลูมิเนียม แต่สหรัฐฯ จะได้โอกาสส่งออกผลผลิตทางการเกษตรและเนื้อวัวไปยังสหราชอาณาจักรมากขึ้น ขณะเดียวกัน นักการเมืองและพรรคฝ่ายค้านของสหราชอาณาจักรไม่มั่นใจว่าการทำข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้เสียเปรียบสหรัฐฯ ที่กดดันเรื่องมาตรฐานการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มากขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะผลผลิตทางการเกษตรและยารักษาโรค ประเด็นนี้ทำให้นักการเมืองบางส่วนมองว่าสหราชอาณาจักรยังไม่พ้นจากความเสี่ยง แม้จะได้ชื่อว่าเป็นประเทศแรก ๆ ที่เจรจาลดภาษีนำเข้ากับรัฐบาลสหรัฐฯ ได้สำเร็จก็ตาม แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ระบุว่าจะมีการลงนามในข้อตกลงที่ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ เร็ว ๆ นี้…

นครรัฐวาติกันเริ่มการเลือกตั้งสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่

สนข.Euronews รายงานว่า นครรัฐวาติกันเปิดประชุมลับ (Conclave) เพื่อเลือกตั้งสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ เมื่อ 7 พ.ค.68 เวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น (15.00 น. ตามเวลาไทย) มีพระคาร์ดินัลจำนวน 133 รูป จาก 70 ประเทศเข้าร่วม หลังประกอบพิธีมิซซาที่มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ พระคาร์ดินัลผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะเข้าสู่โบสถ์น้อยซิสตินและประตูโบสถ์จะถูกปิดสนิท คาดว่าจะมีการลงคะแนนเสียงรอบแรกในช่วงเย็นของวันเดียวกัน และหากยังไม่มีผู้ได้รับเสียงข้างมาก จะมีควันดำถูกปล่อยจากปล่องไฟของโบสถ์ภายใน 24.00 น. ตามเวลาไทยของวันที่ 8 พ.ค.68 จากนั้น จะมีลงคะแนนวันละ 4 รอบ แบ่งเป็นรอบเช้า 2 ครั้ง และรอบเย็นอีก 2 ครั้ง จนกว่าจะมีผู้ได้รับเลือก ทั้งนี้ สนข.Euronews คาดการณ์ว่า แม้ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาพระคาร์ดินัลอาจมีการประชุมลับกันเกี่ยวกับการเลือกตั้งพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ แต่มีความเป็นไปได้ว่าว่าจะต้องลงคะแนนอย่างน้อย 2-3 รอบ กว่าจะได้ข้อยุติ

สายการบินอินเดียยกเลิกเที่ยวบินขาเข้าและขาออกจากเมืองทางตอนเหนือ

เว็บไซต์ The New Indian Express รายงานเมื่อ 7 พ.ค.68 ว่า สายการบินอินเดียยกเลิกเที่ยวบินขาเข้าและขาออกเมืองทางตอนเหนือของอินเดีย จนถึงเวลา 12.00 น. เวลาท้องถิ่น (10.30 น.เวลาไทย) หลังกองทัพอินเดียปฏิบัติการทางการทหารภายใต้รหัส Operation Sindoor เป้าหมายกลุ่มก่อร้ายในปากีสถาน ส่งผลให้เที่ยวบินถูกยกเลิกและต้องเปลี่ยนเส้นทางจำนวนมาก เมืองที่ประกาศยกเลิกเที่ยวบินขาเข้าและขาออกชั่วคราว ได้แก่ (1) จัมมู (2) Srinagar (3) Leh (4) Jodhpur (5) Amritsar (6) Bhuj (7) Jamnagar (8) Chandigarh และ (9) Rajkot นอกจากนี้ คาดว่าจะมีเที่ยวบินอื่นได้รับผลกระทบเพิ่มเติม ทำให้ผู้เดินทางต้องติดตามข้อมูลของสายการบินอย่างต่อเนื่อง