ฟิลิปปินส์เตรียมรับมอบขีปนาวุธ BrahMos ชุดที่ 2 จากอินเดีย

สนข. Reuters รายงานอ้างแถลงการณ์ของ นาย Gilberto Teodoro รมว.กห.ฟิลิปปินส์ เมื่อ 23 เม.ย.68 ว่า เตรียมรับมอบขีปนาวุธร่อนความเร็วเหนือเสียง BrahMos ชุดที่ 2 จากทั้งหมด 3 ชุด ที่ทำข้อตกลงซื้อขาย มูลค่า 375 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับ Brahmos Aerospace ของอินเดีย เมื่อปี 2565 หลังจากรับมอบชุดแรก เมื่อห้วง เม.ย.67 ระบบขีปนาวุธดังกล่าว มีพิสัยการยิง 290 กม. (180 ไมล์) สามารถยิงได้จากพื้นดิน ทะเลและเรือดำน้ำ เพื่อเสริมศักยภาพการป้องกันชายฝั่งท่ามกลางความตึงเครียดในทะเลจีนใต้กับจีน ทั้งนี้ นาย Gilberto ยังตอบโต้จีนกรณีจับกุมชาวฟิลิปปินส์ 3 ราย ในข้อหาเป็นสายลับให้หน่วยข่าวกรองฟิลิปปินส์ว่าไม่น่าเชื่อถือ รวมทั้งปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลฟิลิปปินส์ปลุกปั่นความรู้สึกต่อต้านจีน โดยหากผู้ใดมีความรู้สึกเช่นนั้นก็เป็นผลมาจากการกระทำของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเอง

ปรับกลยุทธ์แบรนด์เนม เมื่อสินค้าหรูต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

สินค้าแบรนด์เนมแม้จะได้ชื่อว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย แต่ในช่วงปี 2563-2566 เป็นช่วงที่ตลาดสินค้าแบรนด์เนมเติบโตอย่างต่อเนื่องสูงสุด หรือที่ร้อยละ 9 เนื่องจากแรงซื้อที่อัดอั้นมาจากช่วงแพร่ระบาดของโรคโควิด-19  ที่ทำให้การซื้อ-ขายสินค้าแบรนด์เนมหยุดชะงัก ดังนั้น การได้ครอบครองสินค้าเหล่านี้หลังจากวิกฤตคลี่คลาย ก็ได้ช่วยลดความตึงเครียดให้กับผู้บริโภคที่นิยมสินค้าแบรนด์เนมได้ นอกจากนี้ ผู้ซื้อบางรายเข้าสู่ตลาดนี้ด้วยบทบาทการเป็น “นักลงทุน” ที่หวังเก็งกำไรจากการขายสินค้าต่อ เพราะสามารถให้ผลตอบแทนมากถึง ร้อยละ 20 (ขึ้นอยู่กับสินค้าและระยะเวลา) แต่แน่นอนว่า ทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจของโลกในปัจจุบันมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ทำให้ตลาดของแบรนด์เนมตกอยู่ในช่วงฝืดเคืองอีกครั้ง ตามวัฏจักรที่มีช่วงขาขึ้นและขาลง โดยที่วัฏจักรนี้อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการเติบโตของสินค้าแบรนด์เนม คือ นโยบายทางการค้าที่เข้มงวดของสหรัฐอเมริกาที่ต้องการแข่งขันการค้ากับจีน และสงครามความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกจนส่งผลกระทบต่อความแน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจในหลายประเทศ ทั้ง 2 ปัจจัยส่งผลต่อการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลก เพราะผู้ซื้อจึงเริ่มกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่อาจปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากเศรษฐกิจของจีนที่เติบโตช้าลง ทั้งที่ยังคงเป็นตลาดขนาดใหญ่ของโลก แต่ปัญหาอสังหาริมทรัพย์และการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน ทำให้ประชาชนชาวจีนเริ่มใช้จ่ายอย่างประหยัด และมองหาสินค้ามือสองหรือเปลี่ยนวิธีการจากการซื้อสินค้าแบรนด์เนม ไปเป็นการ “เช่า” มากขึ้น ดังนั้น ตลาดของสินค้าแบรนด์เนมจึงย้ายไปที่ประเทศที่มีเศรษฐีใหม่มากขึ้น เช่น อินเดีย หรือศูนย์กลางการบินและการชอปปิ้งอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แม้จะมีตลาดใหม่ แต่ตลาดใหญ่อย่างจีนที่มีกำลังซื้อลดลง ทำให้การคาดการณ์รายได้ของหลายแบรนด์หรูลงลงเหลือเพียงร้อยละ  5.5 เท่านั้น เพื่อเตรียมรับมือกับแนวโน้มดังกล่าว…

ยูเครน EU และสหรัฐฯ จะหารือเงื่อนไขข้อตกลงสันติภาพระหว่างยูเครน-รัสเซีย

สนข. AP รายงานเมื่อ 23 เม.ย.68 ว่า ผู้แทนจากยูเครน สหภาพยุโรป ได้แก่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี และนาย Keith Kellogg ผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ จะหารือเงื่อนไขข้อตกลงสันติภาพระหว่างยูเครนกับรัสเซีย รวมถึงข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 30 วัน ที่กรุงลอนดอน ใน 23 เม.ย.68 โดยปรากฎข่าวสารว่า สหรัฐฯ เตรียมเสนอให้ไครเมียเป็นของรัสเซียอย่างเป็นทางการ ซึ่งยูเครนไม่ยอมรับ  อย่างไรก็ดี ผู้แทนระดับสูงจากยุโรปให้สัมภาษณ์ว่า หากยูเครนต้องการยุติสงครามโดยเร็ว การยอมเสียดินแดนอาจเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ระบุเมื่อ 22 เม.ย. 68 ว่า ยูเครนให้ความสำคัญกับการหารือเพื่อหยุดยิงชั่วคราว 30 วัน มากกว่าการเจรจาเงื่อนไขข้อตกลงสันติภาพ และหวังว่ารัสเซียจะพร้อมหารือกับยูเครน ขณะที่ โฆษกสำนักประธานาธิบดีรัสเซียเห็นว่าการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซีย-ยูเครนอยู่ในขั้นตอนที่ยาก ต้องใช้เวลา และไม่ควรคาดหวังจะเห็นผลลัพธ์แบบทันที

EU จะไม่แยกตัวทางเศรษฐกิจจากจีน

สนข. Euronews รายงานเมื่อ 22 เม.ย.68 ว่าสหภาพยุโรป (EU) จะไม่แยกตัวทางเศรษฐกิจจากจีน เพื่อแลกกับการทำข้อตกลงทางการค้ากับรัฐบาลสหรัฐฯ โดยยึดแนวทางลดความเสี่ยงการพึ่งพามากเกินไป (de-risking) แทนการแยกตัว (decouple) อย่างสมบูรณ์กับจีน แม้จะมีรายงานว่าสหรัฐฯ กดดันให้พันธมิตรเลือกข้างระหว่างสหรัฐฯ กับจีน คณะกรรมาธิการยุโรปย้ำว่าการเจรจาการค้าระหว่าง EU กับสหรัฐฯ และความสัมพันธ์กับจีนนั้นเป็นคนละเรื่องกัน จุดยืนสำคัญของ EU คือความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ขณะเดียวกัน นางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เสนอให้ใช้แนวทางนโยบายต่างประเทศแบบที่เปิดโอกาสให้ความร่วมมือกับประเทศที่ไม่ได้มีค่านิยมเดียวกันกับยุโรป เช่น จีน ทั้งนี้ การประชุมสุดยอดระหว่าง EU กับจีนจะจัดขึ้นใน ก.ค.68 ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่าอาจมีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายขึ้นใหม่ ขณะที่ยุโรปเตือนว่าจะไม่ยอมรับการทุ่มตลาดจากสินค้าราคาถูกของจีนที่ไม่สามารถส่งออกไปสหรัฐฯ ได้

จีนเสริมสร้างความร่วมมือกับสหราชอาณาจักร

สนข. Xinhua รายงานเมื่อ 22 เม.ย. 68 ว่า นายหวัง อี้ รมว.กต.จีน หารือทางโทรศัพท์กับนายเดวิด แลมมี รมว.กต.สหราชอาณาจักร โดยระบุว่า จีนพร้อมที่จะร่วมมือกับสหราชอาณาจักรภายใต้แนวทางยุทธศาสตร์ของผู้นำทั้งสองประเทศ เพื่อแก้ไขอุปสรรค และส่งเสริมความร่วมมือที่มุ่งผลประโยชน์ร่วมกัน โดยจีนจะขยายกรอบการเจรจา อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การศึกษา และเศรษฐกิจ รวมทั้งเปิดกว้างที่มีมาตรฐานสูง และการแบ่งปันโอกาสการพัฒนากับทั่วโลก อีกทั้งมุ่งปกป้องสิทธิและประโยชน์อันชอบธรรมของประเทศ ท่ามกลางการดำเนินการฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ ทั้งนี้ นายหวังย้ำถึงการยึดมั่นในระบบระหว่างประเทศที่มีสหประชาชาติ (UN) เป็นแกนหลัก และระบบการค้าพหุภาคีร่วมกัน

อินเดียปรับลดความสัมพันธ์กับปากีสถาน หลังเกิดเหตุกราดยิงที่แคชเมียร์

รัฐบาลอินเดียประกาศปรับลดความสัมพันธ์กับปากีสถานเมื่อ 23 เมษายน 2568 หลังจากเกิดเหตุกลุ่มติดอาวุธกราดยิงในเมือง Pahalgam แคว้นแคชเมียร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 26 คน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดียระบุว่า กลุ่มติดอาวุธในปากีสถานอาจมีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์นี้ เพราะรัฐบาลปากีถานสนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐบาลอินเดียและกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในอินเดียมาโดยตลอด

มาตรการปรับลดระดับความสัมพันธ์ อินเดียจะปิดพรมแดนกับปากีสถาน และระงับโครงการแบ่งปันทรัพยากรน้ำกับปากีสถานเป็นการชั่วคราว ตลอดจนไม่ให้ชาวปากีสถานเดินทางเข้าอินเดียด้วยวีซ่าในโครงการ South Asian Association for Regional Cooperation (SAARC) ส่วนชาวปากีสถานที่เดินทางอยู่ในอินเดียปัจจุบันด้วยวีซ่าดังกล่าว ต้องเดินทางออกจากอินเดียทันทีภายใน 48 ชั่วโมง นอกจากนี้ อินเดียยังขับที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของปากีสถานในสำนักงานผู้แทนการทูตปากีสถานประจำอินเดียออกจากประเทศ และประกาศลดจำนวนเจ้าหน้าที่อินเดียประจำสำนักงานผู้แทนการทูตอินเดียในกรุงอิสลามาบัดของปากีสถานจาก 55 คน เหลือ 30 คน

ผู้นำสหรัฐฯ ออกคำสั่งผู้บริหารปฏิรูปอำนาจสถาบันอุดมศึกษาในประเทศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งผู้บริหารเมื่อ 23 เมษายน 2568 เพื่อเดินหน้าการปฏิรูประบบการศึกษาในประเทศ โดยครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การปรับกรุงกระบวนการรับรองสถาบันอุดมศึกษา (accrediting system) ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่าเป็นอาวุธลับในการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯ ในปัจจุบันที่มีการเลือกปฏิบัติและเผยแพร่อุดมการณ์ที่มีอคติในหลายพื้นที่

 สื่อมวลชนสหรัฐฯ ตั้งข้อสังเกตว่าคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์จะกดดันให้สถาบันอุดมศึกษาและมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ เผชิญข้อจำกัดในการใช้และเผยแพร่แนวปฏิบัติตามหลักการ DEI ideology ที่เน้นความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นหลักคิดที่ผู้นำสหรัฐฯ ไม่เห็นด้วย เพราะเชื่อว่าหลักการดังกล่าวทำให้สังคมอเมริกันแตกแยกมากกว่าเป็นผลดี นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ต้องการให้สถาบันอุดมศึกษาให้ความสำคัญกับการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาและศักยภาพของนักศึกษามากกว่า เพื่อให้ตอบสนองความต้องการตลาดแรงงานในปัจจุบันและอนาคต

หน่วยข่าวกรองเนเธอร์แลนด์เตือนให้ยุโรประวังภัยคุกคามจากรัสเซีย

สนข. Politico EU รายงานอ้างถ้อยแถลงของ พลเรือโทปีเตอร์ เรซิงก์ ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองทางทหารของเนเธอร์แลนด์ (MIVD) เมื่อ 22 เม.ย.68 ที่เตือนว่า รัสเซียเพิ่มการใช้ยุทธวิธีสงครามแบบผสมผสาน (Hybrid Warfare) กับเนเธอร์แลนด์และยุโรป ซึ่งรวมถึงการโจมตีทางไซเบอร์ที่มุ่งเป้าไปยังเว็บไซต์ของพรรคการเมืองและโครงสร้างพื้นฐานของเนเธอร์แลนด์ เพื่อขัดขวางการเลือกตั้งรัฐสภายุโรปปี 2567 รายงานประจำปีของ MIVD ระบุถึงความพยายามในการก่อวินาศกรรมทางไซเบอร์ต่อระบบดิจิทัลขององค์กรในเนเธอร์แลนด์ รวมทั้งการสอดแนมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเพื่อเตรียมการโจมตีในอนาคต แม้ว่าการโจมตีเหล่านี้จะยังไม่ประสบความสำเร็จก็ตาม พลเรือโทเรซิงก์ย้ำว่าภัยคุกคามจากรัสเซียกำลังเพิ่มมากขึ้น แม้สงครามในยูเครนอาจสิ้นสุดลง ก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนต่อความมั่นคงของยุโรป นอกจากนี้ นายรูเบน เบรเคิลมันส์ รมว.กห.เนเธอร์แลนด์เรียกร้องให้ยุโรปขยายขีดความสามารถทางทหาร เพื่อต่อต้านการรุกรานของรัสเซียในอนาคต โดยระบุว่ายุโรปกำลังอยู่ในเขตสีเทาระหว่างสงครามกับสันติภาพ และต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

รมว.กต.สหรัฐฯ ไม่เข้าร่วมการประชุมกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน

สนข. รอยเตอร์ส รายงานเมื่อ 23 เม.ย. 68 อ้าง นส.แทมมี บรูซ โฆษก กต. สหรัฐฯ ว่านายมาร์โก รูบิโอ รมว.กต.สหรัฐฯ ไม่สามารถเข้าร่วมการประชุมหารือในประเด็นความขัดแย้งรัสเซีย – ยูเครน ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักรใน 24 เม.ย. 68 ได้ เนื่องจากติดภารกิจอื่น แต่ไม่ได้ชี้แจงในรายละเอียด ขณะที่ รมว.กต.สหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ X ว่า ได้หารือทางโทรศัพท์กับนายเดวิด แลมมี รมว.กต.สหราชอาณาจักร และกล่าวขอบคุณที่เตรียมการต้อนรับคณะเจรจาจากสหรัฐฯ ที่นำโดย พล.ท.คีธ เคลล็อกก์ ทูตพิเศษประจำประธานาธิบดีสหรัฐฯ กรณียูเครน-รัสเซีย ที่จะหารือร่วมกับผู้แทนของสหราชอาณาจักร และยูเครน กับทั้งหวังว่าจะมีโอกาสเข้าร่วมการประชุมในครั้งต่อไป

HRW เรียกร้องให้ไทยและกัมพูชายุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนข้ามชาติ

นาง Elaine Pearson ผู้อำนวยการ Human Rights Watch (HRW) ภูมิภาคเอเชีย แถลงเมื่อ 22 เม.ย.68 เรียกร้องให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นรม.ไทย ใช้โอกาสเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการระหว่าง 23-24 เม.ย.68 หารือและกดดันฝ่ายกัมพูชาเพื่อยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชน เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลไทยและกัมพูชาเพิกเฉยรวมถึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธินักเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายคนที่หลบหนีไปทั้งสองประเทศอย่างรุนแรง ทั้งการประทุษร้าย ลักพาตัว บังคับให้สูญหาย และส่งกลับประเทศซึ่งเสี่ยงเผชิญอันตรายต่อชีวิต เช่น กรณีลอบสังหารนาย Lim Kimya อดีตสมาชิกรัฐสภาพรรคฝ่าค้านกัมพูชา ที่กรุงเทพฯ เมื่อ 7 ม.ค.68 และกรณีลักพาตัวนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่พนมเปญ เมื่อ 4 มิ.ย.63