ชาวฟิลิปปินส์ชุมนุมประท้วงรัฐบาล กรณีคอร์รัปชันโครงการป้องกันอุทกภัย

ชาวฟิลิปปินส์มากกว่า 10,000 คนรวมตัวกันชุมนุมประท้วงในกรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ เมื่อ 30 พฤศจิกายน 2568 เพื่อขับไล่ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ รวมทั้งรองประธานาธิบดีซารา ดูเตอร์เต ออกจากตำแหน่ง เพื่อรับผิดชอบกรณีการคอร์รัปชันโครงการขนาดใหญ่ที่รัฐบาลระบุว่าจะก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันอุทกภัยในประเทศ แต่ไม่มีความคืบหน้าและไม่มีการชี้แจง สำหรับแกนนำในการชุมนุมครั้งนี้ คือ กลุ่ม Kilusang Bayan Kontra-Kurakot หรือ KBKK กลุ่มประชาชนต่อต้านการคอร์รัปชัน เริ่มต้นการชุมนุมที่บริเวณ Luneta National Park จากนั้นเดินขบวนไปยังทำเนียบประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ พร้อมชูป้ายเรียกร้องให้ประธานาธิบดีและนักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตลาออกจากตำแหน่ง รวมทั้งเปรียบเทียบนักการเมืองว่าเป็นจระเข้ กลุ่ม KBKK คาดว่ามีผู้ร่วมการชุมนุมขับไล่รัฐบาลประมาณ 20,000 คน เป้าหมายเพื่อให้นักการเมืองและผู้นำประเทศแสดงความรับผิดชอบกรณีมีข้อมูลว่า รัฐบาลเสนอตั้งงบประมาณมหาศาลเพื่อดำเนินการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานป้องกันอุทกภัย แต่ไม่มีความคืบหน้า รวมทั้งล้มเหลวในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงปี 2568 เนื่องจากฟิลิปปินส์เผชิญพายุไต้ฝุ่นรุนแรงหลายครั้ง และมีรายงานผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงวางกำลังควบคุมสถานการณ์การชุมนุมไม่ให้มีความรุนแรง โดยใช้กำลังประมาณ 12,000 นาย ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีคนสำคัญของรัฐบาลประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ จำนวน 2 คน…

สหรัฐฯ จะยุติการรับผู้โยกย้ายถิ่นฐานจากประเทศโลกที่สาม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อ 28 พ.ย.68 ผ่าน Truth Social และ X ว่าสหรัฐฯ จะยุติการรับผู้โยกย้ายถิ่นฐานจาก “ประเทศโลกที่สาม” อย่างถาวร เพื่อทบทวนและปฏิรูปการบริหารจัดการนโยบายการรับผู้โยกย้ายถิ่นฐานของสหรัฐฯ  พร้อมจะยกเลิกการรับผู้อพยพหลายล้านคนในสมัยประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน และเนรเทศผู้อพยพหรือโยกย้ายถิ่นฐานที่ไม่สามารถสร้างประโยชน์ต่อสหรัฐฯ หรือไม่รักความเป็นอเมริกัน กับทั้งจะยกเลิกสวัสดิการและเงินสนับสนุนจากภาครัฐทั้งหมดของผู้ที่ไม่ใช่สัญชาติอเมริกัน ยกเลิกการให้สถานะสัญชาติอเมริกันกับผู้ได้รับการแปลงสัญชาติ (denaturalize migrants) และผู้บ่อนทำลายความสงบสุขในบ้านเมือง รวมทั้งจะขับไล่ชาวต่างชาติที่เป็นภาระและสิ้นเปลืองงบประมาณของรัฐบาลก  ผู้ที่เป็นความเสี่ยงต่อความปลอดภัยสาธารณะ หรือผู้ที่มีค่านิยม “ไม่สอดคล้องกับอารยธรรมโลกตะวันตก

เวเนซุเอลาเรียกร้องให้สหรัฐฯ เคารพอธิปไตยเหนือน่านฟ้าของเวเนซุเอลา

กต.เวเนซุเอลา ออกแถลงการณ์เมื่อ 29 พ.ย.68 หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เผยแพร่ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า น่านฟ้าเหนือและรอบ เวเนซุเอลาเป็นน่านฟ้าปิด แถลงการณ์มีเนื้อหาเรียกร้องให้สหรัฐฯ เคารพอธิปไตยเหนือน่านฟ้าของเวเนซุเอลาซึ่งได้รับการคุ้มครองภายใต้องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization -ICAO) และเวเนซุเอลาจะไม่ยอมรับคำสั่ง คำขู่ หรือการแทรกแซงจากต่างประเทศและองค์กรใด ๆ ต่อพื้นที่น่านฟ้าแห่งชาติของประเทศ นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศ สหประชาชาติ และองค์กรพหุภาคีที่เกี่ยวข้อง อย่านิ่งเฉยต่อการดำเนินกิจกรรมทางทหารของสหรัฐฯ ที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงในทะเลแคริบเบียนและพื้นที่ตอนเหนือของอเมริกาใต้ ทั้งนี้  เวเนซุเอลายืนยันว่า ท่าอากาศยานนานาชาติ Simón Bolívar ในเมือง Maiquetía  ยังคงให้บริการเที่ยวบินตามปกติ แม้สหรัฐฯ ขู่จะปิดน่านฟ้าเวเนซุเอลา

เหยื่อค้ามนุษย์ชาวฟิลิปปินส์ถูกล่อลวงด้วยข้อเสนองานในไทย

GMA News ของฟิลิปปินส์ รายงานกรณี สตม.ฟิลิปปินส์ (BI) เปิดเผยว่า ชาวฟิลิปปินส์ 7 คน ที่ตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ในเมียนมาได้เดินทางจากไทยกลับประเทศอย่างปลอดภัยแล้ว โดยเหยื่อส่วนหนึ่งเล่าว่า ได้รับการชักชวนผ่านประกาศรับสมัครงานในกลุ่มเฟซบุ๊ก เสนอให้ทำงานในไทย เงินเดือนประมาณ 30,000 บาท โดยติดต่อกับผู้ประสานงานชาวฟิลิปปินส์ผ่านเฟซบุ๊กเมสเซนเจอร์ และเทเลแกรม จากนั้นถูกสั่งให้เดินทางโดยเรือไปยังมาเลเซีย ถูกพาไป อ.แม่สอด และไปยังเมียนมา โดยถูกบังคับให้ทำงานหลอกลวงออนไลน์ และถูกทำร้ายร่างกาย ซึ่งต้องจ่ายเงินเพื่อให้ได้ออกมาและขอความช่วยเหลือ

ตำรวจรัฐปีนังทลายขบวนการคอลเซ็นเตอร์ชาวญี่ปุ่นและจีน

เว็บไซต์ Free Malaysia Today รายงานเมื่อ 28 พ.ย.68 ว่า กรมตำรวจรัฐปีนัง มาเลเซีย เปิดปฏิบัติการกวาดล้างฐานปฏิบัติการกลุ่มคอลเซ็นเตอร์ในรัฐปีนัง และจับกุมผู้กระทำผิด 18 ราย เป็นชาวญี่ปุ่น 14 ราย และชาวจีน 4 ราย อายุระหว่าง 25-51 ปี ผู้ต้องหารับสารภาพว่าทำงานให้กับเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ได้ 3 เดือน ได้รับค่าจ้าง 5,000-8,000 ริงกิต/เดือน (ประมาณ 39,000-62,000 บาท) จากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า ขบวนการฯ เลือกชาวญี่ปุ่นที่พำนักในญี่ปุ่นผ่านแอปพลิเคชัน Telegram โดยหลอกว่าเป็น จนท.ตำรวจญี่ปุ่น และให้ทำธุรกรรมทางการเงินผ่านแอปพลิเคชัน Go

หน่วยข่าวกรองจีนเตือนการบิดเบือนข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มเกมต่างชาติ

หน่วยข่าวกรองและความมั่นคงของจีนกำลังให้ความสำคัญกับภารกิจปกป้องภาพลักษณ์วัฒนธรรมและอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ของจีน เพื่อให้นโยบายการฟื้นฟูและส่งเสริมบทบาทของจีนในนานาชาติได้รับการต้อนรับ ดังนั้น หน่วยข่าวกรองของจีนในยุคใหม่จึงจำเป็นต้องเฝ้าระวังอันตรายและภัยคุกคามในทุกมิติ ไม่เว้นแม้กระทั่งเนื้อหาในสื่อบันเทิง เช่น ภาพยนตร์ รวมไปถึงเกม ที่มีการสร้างเนื้อหาและการสื่อสาร แพลตฟอร์มเกม จึงกลายเป็น soft power ชักจูงและโน้มน้าวความคิดคนในสังคมยุคใหม่ได้ กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐ หรือ Ministry of State Security (MSS) ของจีน ซึ่งเป็นหน่วยข่าวกรองเตือนเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2568 ให้ประชาชนระมัดระวังการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของจีน ผ่านแพลตฟอร์มเกม ที่ผลิตโดยบริษัทต่างชาติ เนื่องจากปัจจุบันหน่วยข่าวกรองและความมั่นคงของจีนพบว่า เนื้อหาในเกมต่างชาติบางส่วนไม่ถูกต้องและนำเสนอข้อมูลบิดเบือนเกี่ยวกับบูรณภาพแห่งดินแดนของจีน ซึ่งรัฐบาลจีนถือว่าเป็นการกระทำที่อันตรายและเป็นภัยคุกคาม ดังนั้น จึงขอความร่วมมือให้ชาวจีนที่พบเห็นการกระทำดังกล่าวในแพลตฟอร์มเกมต่างชาติ ยืนหยัดที่จะแก้ไขข้อมูล ไม่เพิกเฉยต่อสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ MSS ยังเตือนว่าหน่วยข่าวกรองต่างชาติใช้แพลตฟอร์มเกมต่าง ๆ ในการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน โน้มน้าวให้เป็นสายลับ และจารกรรมข้อมูล โดยออกแบบเกมให้มีเรื่องราวที่น่าสนใจ แต่บิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง เช่น กรณีเกมของบริษัทต่างชาติออกแบบให้ตัวละครในเกมที่มีสัญชาติจีนมีภาพลักษณ์น่าเกลียด เป็นตัวร้าย ทำผิดกฎหมายและใช้ความรุนแรง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์สังคมและวัฒนธรรมชาวจีน และเสี่ยงทำให้นานาชาติมีอคติต่อชาวจีน และยังมีกรณีเกมของบริษัทต่างชาติให้ข้อมูลผู้เล่นว่า ทิเบตอยู่ภายใต้อธิปไตยของอังกฤษ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2…

สหรัฐฯ ทบทวนสถานะผู้ลี้ภัยจาก 19 ประเทศ

สนข.CNN รายงานเมื่อ 28 พ.ย.68 ว่า สหรัฐฯ เตรียมทบทวนการพิจารณาสถานะผู้ลี้ภัยที่ได้รับวีซ่าผู้พำนักถาวร (green card) ในสมัยรัฐบาลประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน จาก 19 ประเทศ ที่น่าห่วงกังวล อาทิ เมียนมา ลาว อัฟกานิสถาน คองโก เอริเทรีย เฮติ อิหร่าน ลิเบีย และเวเนซุเอลา หลังเกิดเหตุกรณีนาย Rahmanullah Lakanwal ชาวอัฟกันที่อพยพมาสหรัฐฯ ผ่านโครงการ Operation Allies Welcome ของประธานาธิบดีไบเดน และเคยทำงานให้กับหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (CIA) ในอัฟกานิสถาน ก่อเหตุยิงกองกำลังป้องกันชาติสหรัฐฯ 2 นาย ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อ 27 พ.ย.68 ทำให้สหรัฐฯ ประกาศระงับคำขอเข้าเมืองทั้งหมดของชาวอัฟกัน ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะดำเนินทุกมาตรการเพื่อกำจัดผู้อพยพที่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคงออกจากประเทศ

รัสเซียกล่าวหาสหรัฐฯ กรณีหาทหารรับจ้างในฟิลิปปินส์เข้าร่วมกองทัพยูเครน

สนข.Tass รายงานเมื่อ 27 พ.ย.68 อ้างโฆษก กต.รัสเซียว่าบริษัท RMS International ของสหรัฐฯ ซึ่งมีสำนักงานในฟิลิปปินส์ (สำนักงานใหญ่อยู่ที่รัฐฟลอริดา) เริ่มดำเนินการสรรหาพลเมืองชาวฟิลิปปินส์เข้าร่วมกองทัพยูเครนเพื่อสู้รบกับรัสเซีย เฉพาะอย่างยิ่งอดีต จนท.หน่วยงานด้านความมั่นคงและสำนักงานตำรวจของฟิลิปปินส์ โดยจะได้รับวีซ่าเชงเกนที่ออกโดย สอท.เยอรมนี/กรุงมะนิลา สำหรับเดินทางไปเยอรมนี จากนั้นจะถูกส่งต่อไปยังประเทศต่าง ๆ ในยุโรป อาทิ โปแลนด์ และส่งต่อไปยูเครน

กัมพูชาย้ำยึดมั่นนโยบายจีนเดียวอย่างแน่วแน่

สนข. AKP ของทางการกัมพูชา รายงานเมื่อ 26 พ.ย.68 อ้างถ้อยแถลงของโฆษก กต.กัมพูชาที่ตอบจุดยืนของกัมพูชาต่อสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างจีนกับญี่ปุ่นว่า กัมพูชายึดมั่นในนโยบายจีนเดียว รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมาย  ไต้หวันเป็นดินแดนของจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ ประเด็นไต้หวันเป็นกิจการภายในของจีน กัมพูชาสนับสนุนการรวมชาติของจีน และคัดค้านการประกาศเอกราชไต้หวัน  อย่างไรก็ดี กัมพูชาสนับสนุนการรักษาสันติภาพ เสถียรภาพและความสามัคคีในภูมิภาค โดยยึดหลักเคารพซึ่งกันและกัน และแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นภายหลังสื่อมวลชน