ประธานาธิบดีทรัมป์หารือกับ นรม.เนทันยาฮู ของอิสราเอล

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ต้อนรับ นรม.เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ที่เยือนสหรัฐฯ เมื่อ 29 ธ.ค.68 การแถลงข่าวหลังการหารือ ได้แก่ 1) สหรัฐฯ ยืนยันจะทำลายขีดความสามารถทางการทหารของอิหร่าน แต่พร้อมร่วมมือ หากอิหร่านต้องการกลับสู่การเจรจา 2) การขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพในกาซาที่จะเข้าสู่ขั้นตอนที่ 2 เร็ว ๆ นี้ โดยกลุ่มติดอาวุธต้องวางอาวุธก่อนตามข้อตกลงสันติภาพ 3) สหรัฐฯ หวังว่าอิสราเอลจะสามารถฟื้นฟูความสัมพันธ์กับซีเรีย และตุรเคียที่มีส่วนสำคัญในการขับไล่อดีตประธานาธิบดีบัชชาร อัลอะซัด  และ 4) การปลดอาวุธกองกำลังฮิซบุลลอฮ์ ซึ่งรัฐบาลเลบานอนยังขาดขีดความสามารถในการขับเคลื่อนกระบวนการปลดอาวุธ

การทำลายอนุสาวรีย์ของชุมชนชาวจีนในปานามาอาจเป็นสัญญาณลดอิทธิพลจีน 

สื่อมวลชนจีนรายงานเมื่อ 30 ธันวาคม 2568 ว่า รัฐบาลจีนแสดงความห่วงกังวลกรณีรัฐบาลท้องถิ่นในปานามา สั่งทำลายอนุสาวรีย์ที่เป็นสัญลักษณ์ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างจีน-ปานามา และเป็นสัญลักษณ์ของชุมชนชาวจีนในปานามา โดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า แต่มีการเผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ที่แสดงให้เห็นการรื้อทำลายอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเมื่อปี 2547 เพื่อฉลองใช้ชุมชนชาวจีนที่ไปอยู่อาศัยในปานามานานกว่า 150 ปี และชาวจีนที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคลองปานามา โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ทั้งนี้ อนุสาวรีย์ดังกล่าวออกแบบในลักษณะสถาปัตยกรรมจีน ตั้งอยู่ในเมือง Panama City ใกล้กับบริเวณประตูทางเข้าคลองปานามา สถานเอกอัครราชทูตจีนในปานามา ระบุว่ารัฐบาลท้องถิ่นของปานามารื้อทำลายอนุสาวรีย์ดังกล่าว เป็นการส่งสัญญาณทำลายบรรยากาศความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน และเสี่ยงกระทบความรู้สึกระหว่างชาวจีนกับชาวปานามา นอกจากนี้ นาง Xu Xueyuan เอกอัครราชทูตจีน/ปานามา โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์เรียกร้องให้รัฐบาลท้องถิ่นของปานามาอธิบายเหตุการณ์ดังกล่าว โดยอ้างว่าอนุสาวรีย์แห่งนี้เป็นตัวแทนชีวิต เลือดเนื้อและความทุ่มเทของชุมชนชาวจีนที่อยู่ในปานามา นานกว่า 171 ปี รวมทั้งเป็นสัญลักษณ์ความเป็นมิตรระหว่างจีนกับปานามา ดังนั้น การรื้อทำลายอนุสาวรีย์ดังกล่าวควรมีการแจ้งล่วงหน้า รวมทั้งชี้แจงเหตุผลที่ชัดเจน รัฐบาลท้องถิ่นของปานามา ระบุว่าจำเป็นต้องรื้อถอนและทำลายอนุสาวรีย์ดังกล่าว ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยสาธารณะ พร้อมปฏิเสธว่าไม่มีเหตุผลทางการเมือง ตลอดจนไม่ชี้แจงเหตุผลที่ต้องดำเนินการรื้อถอนในช่วงเวลากลางคืนด้วย อย่างไรก็ดี รัฐบาลปานามานำโดยประธานาธิบดี José Raúl Mulino ประณามการดำเนินการรื้อถอนอนุสาวรีย์ดังกล่าวเช่นกัน โดยยืนยันว่าเป็นการตัดสินใจของรัฐบาลท้องถิ่น และรัฐบาลกลางของปานามาจะสร้างอนุสาวรีย์ขึ้นใหม่…

สื่อต่างประเทศรายงานกรณีกัมพูชาละเมิดความตกลงหยุดยิง

สำนักข่าว BBC รายงานสถานการณ์ความมั่นคงและความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา หลังจากเกิดเหตุปะทะทางทหารและการลงนามในความตกลงหยุดยิงระหว่างกันเมื่อ 27 ธันวาคม 2568 เพื่อลดอาวุธและให้ประชาชนในพื้นที่กลับภูมิลำเนา โดยล่าสุด กองทัพไทยระบุเมื่อ 30 ธันวาคม 2568 ว่า กัมพูชาละเมิดข้อตกลงดังกล่าว เนื่องจากฝ่ายไทยพบอากาศยานไร้คนขับ (UAV) จำนวน 250 เครื่องบินจากกัมพูชาเข้าฝั่งไทยในช่วงเวลากลางคืนเมื่อ 28 ธันวาคม 2568 เท่ากับกัมพูชาละเมิดความตกลงร่วมกันที่ทำขึ้นเพื่อลดความตึงเครียดในพื้นที่ นอกจากนี้ กรณีกัมพูชาละเมิดความตกลงครั้งนี้จะทำให้ไทยจำเป็นต้องทบทวนมาตรการส่งตัวทหารกัมพูชาจำนวน 18 นาย กลับประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นประเด็นเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นบริเวณพื้นที่ชายแดน และทั้ง 2 ฝ่ายก็มีการปฏิบัติการด้วยโดรนในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม กัมพูชาพร้อมจะร่วมมือกับไทยเพื่อหารือและสอบสวนเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวโดยเร็ว คาดว่าเพื่อรักษาระดับความสัมพันธ์และไม่ต้องการให้เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์กัมพูชาในเวทีระหว่างประเทศ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้สื่อต่างประเทศมีมุมมองว่า ความตกลงหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชายังคงเปราะบางและเสี่ยงล้มเหลวได้ แม้ว่าสหรัฐฯ กับจีนจะสนับสนุนและพยายามผลักดันให้ทั้ง 2 ประเทศหยุดยิงระหว่างกัน รวมทั้งใช้การเจรจาทางการทูตเป็นแนวทางแก้ไขความขัดแย้งและปัญหาชายแดน โดยเหตุการณ์กัมพูชาละเมิดความตกลงหยุดยิงนี้ เกิดขึ้นพร้อมกับที่จีนจัดการประชุมระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ยูนนาน เมื่อ 29 ธันวาคม 2568 เพื่อสร้างความไว้วางใจระหว่างกัน โดยมีข้อสังเกตว่าฝ่ายจีนประชาสัมพันธ์ผลงานครั้งนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นผลงานบทบาทของจีนในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงระหว่างประเทศ เช่น…

สหรัฐฯ สนับสนุนเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่สหประชาชาติ มูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สหรัฐฯ ประกาศเมื่อ 29 ธันวาคม 2568 มอบงบประมาณเพื่อสนับสนุนภารกิจของสหประชาชาติ (UN) ด้านการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม มูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรักษาบทบาทของสหรัฐฯ ในฐานะมหาอำนาจโลกอันดับ 1 ที่จะช่วยเหลือนานาชาติ โดยยังคงเป็นผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดในโลก อย่างไรก็ตาม งบประมาณดังกล่าวมีมูลค่าน้อยกว่าความช่วยเหลือที่สหรัฐฯ เคยมอบให้ก่อนหน้านี้ สะท้อนว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงลดความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศ ตามแนวนโยบาย America first ที่จะจัดสรรงบประมาณเพื่อผลประโยชน์ของชาวอเมริกันเท่านั้น ทั้งนี้ มีรายงานว่าประธานาธิบดีทรัมป์ ย้ำให้องค์กรระหว่างประเทศปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นก็จะต้องยุติภารกิจไป ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เคยจัดสรรงบประมาณให้องค์กรที่ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมากถึง 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี การเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ ต่อการให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศ ทำให้นานาชาติวิตกว่าจะซ้ำเติมวิกฤตด้านมนุษยธรรมในหลายพื้นที่ เสี่ยงทำให้เกิดวิกฤตด้านสาธารณสุข รวมทั้งทำให้บทบาทของสหรัฐฯ ลดลงทั่วโลก เพราะที่ผ่านมา องค์กรระหว่างประเทศภายใต้กรอบสหประชาชาติ (UN) ที่ดูแลและให้ความช่วยเหลือผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย และผู้พลัดถิ่นที่เผชิญสงคราม รวมทั้งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติตามธรรมชาติ ใช้งบประมาณของสหรัฐฯ ในการดำเนินภารกิจช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัย แต่การที่สหรัฐฯ ตัดลดงบประมาณจำนวนมาก ทำให้องค์กรต่าง…

สหรัฐฯ ผลักดันแผนสันติภาพระยะที่ 2 ในฉนวนกาซา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เมื่อ 29 ธันวาคม 2568 พบหารือกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอล ที่รีสอร์ท Mar-a-Lago รัฐฟลอริดา สหรัฐฯ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ ตลอดจนหารือเรื่องแผนสันติภาพในตะวันออกกลางและฉนวนกาซา สะท้อนความสัมพันธ์ที่ดีและใกล้ชิดระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลในฐานะพันธมิตรด้านความมั่นคงและยุทธศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีอิสราเอลเยือนสหรัฐฯ เป็นครั้งที่ 5 ตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์รับตำแหน่งเมื่อ มกราคม 2568 และผู้นำสหรัฐฯ ดำเนินนโยบายที่เป็นประโยชน์กับอิสราเอลมาโดยตลอด แม้ว่าอิสราเอลจะเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติอย่างมากก็ตาม สาระสำคัญจากการหารือระหว่างผู้นำทั้ง 2 ประเทศ ครอบคลุมสถานการณ์ในฉนวนกาซาและภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่น่าสนใจ คือ ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการผลักดันแผนสันติภาพระยะที่ 2 ในฉนวนกาซา เพื่อทำให้พื้นที่ในฉนวนกาซามีความมั่นคงปลอดภัย สามารถตั้งระบอบการปกครองขึ้นใหม่ ส่งกองกำลังนานาชาติเข้าไปควบคุมความมั่นคงในพื้นที่ และทำให้ชาวปาเลสไตน์มีโอกาสเลือกถิ่นที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมมากกว่าพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮะมาสจำเป็นต้องปลดอาวุธทั้งหมดก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าชาวปาเลสไตน์จะปลอดภัยและสามารถจัดตั้งรัฐบาลปกครองฉนวนกาซาได้ ท่าทีของประธานาธิบดีสหรัฐฯ สะท้อนว่าปัจจุบันและอนาคต รัฐบาลสหรัฐฯ จะดำเนินนโยบายในลักษณะที่เป็นประโยชน์ต่ออิสราเอลมากขึ้น เพราะนอกจากจะสนับสนุนการปลดอาวุธกลุ่มฮะมาสในฉนวนกาซาแล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์ยังชื่นชมนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูว่าเป็น “วีรบุรุษ” ที่ปกป้องชาวอิสราเอล ประเทศชาติ และภูมิภาคตะวันออกกลางเอาไว้ รวมทั้งไม่คัดค้านอิสราเอลกรณีพยายามขยายอิทธิพลเหนือจุดยุทธศาสตร์สำคัญในฉนวนกาซา ทั้งที่นานาชาติวิตกกังวลว่าเป็นการละเมิดสิทธิชาวปาเลสไตน์ อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐฯ…

รัสเซียระบุว่ายูเครนส่งโดรนไปโจมตีทำเนียบผู้นำ กระทบบรรยากาศการเจรจา

นาย Sergei Lavrov รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเมื่อ 30 ธันวาคม 2568 ระบุว่ากองทัพยูเครนพยายามปฏิบัติการทางทหารที่เป็นอันตรายและไม่เป็นผลดีต่อการรักษาบรรยากาศการเจรจาสันติภาพระหว่างกัน โดยยูเครนส่งอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรนระยะไกล จำนวน 91 เครื่อง เข้าไปโจมตีบริเวณทำเนียบประธานาธิบดีวลาร์ดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ในทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของภูมิภาค Novgorod ช่วงเวลากลางคืน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้รัสเซียไม่ไว้วางใจท่าทีของยูเครน และประกาศว่าจะทบทวนการเจรจาและจุดยืนของรัสเซียต่อการพูดคุยกับยูเครน ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่าผู้นำรัสเซียอยู่ในทำเนียบหรือที่พักดังกล่าวหรือไม่ แต่ย้ำว่ากองทัพรัสเซียสามารถตรวจจับโดรนทั้งหมดและยิงทำลายไปแล้ว โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว รัสเซียใช้เหตุการณ์นี้โจมตียุทธวิธีของยูเครนว่าเป็นการก่อการร้าย และแม้ว่ารัสเซียจะยังส่งผู้แทนไปเจรจาสันติภาพกับยูเครนและสหรัฐฯ ต่อไป แต่ก็จะทบทวนเงื่อนไขและท่าทีบางประการ เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถปกป้องความมั่นคงปลอดภัยของรัสเซียได้ ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน ปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัสเซียดังกล่าว โดยยืนยันว่ารัสเซียเปิดเผยข้อมูลที่เป็นเท็จเพื่อล้มเลิกการเจรจาสันติภาพ และรัสเซียจะใช้ข้อมูลนี้เป็นข้ออ้างในการยกระดับการโจมตียูเครนต่อไป โดยเฉพาะอาคารสำคัญที่เป็นที่ทำการของหน่วยงานภาครัฐของยูเครนในกรุงเคียฟ ซึ่งก่อนหน้านี้ รัสเซียเคยพยายามโจมตีมาแล้วหลายครั้ง นอกจากนี้ ผู้นำยูเครนกระตุ้นให้นานาชาติเพิ่มการกดดันรัสเซียให้ยุติการเผยแพร่ข้อมูลโดยไม่มีหลักฐาน เพราะทำให้บรรยากาศการฟื้นฟูความสัมพันธ์หยุดชะงัก เหตุการณ์ครั้งนี้มีขึ้นหลังจากผู้นำยูเครนเดินทางไปรัฐฟลอริดา สหรัฐฯ เพื่อพบหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประเด็นความตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซีย-ยูเครน โดยเมื่อ 29 ธันวาคม 2568 ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดเผยว่าการพูดคุยมีความคืบหน้าและคาดว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครนอาจยุติได้ในปี 2569 ด้านผู้นำยูเครนยอมรับบทบาทของสหรัฐฯ ที่ประสานงานระหว่างทั้ง…

พรรค USDP ของเมียนมามั่นใจได้คะแนนนำในการเลือกตั้ง

สมาชิกพรรค Union Solidarity and Development Party หรือ USDP ที่เป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่และทรงอิทธิพลในเมียนมา รวมทั้งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างประเทศเมื่อ 29 ธันวาคม 2568 แสดงความมั่นใจว่าได้รับคะแนนนำในการเลือกตั้งรอบที่ 1 เมื่อ 28 ธันวาคม 2568 โดยเปิดเผยว่าได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรอย่างน้อย 82 ที่นั่ง จากทั้งหมด 102 ที่นั่ง จากผลการเลือกตั้งในเมืองสำคัญต่าง ๆ รวมทั้งกรุงเนปยีดอ เท่ากับมีแนวโน้มจะได้ครองเสียงข้างมากในสภา และจะได้เป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล ความเชื่อมั่นของพรรค USDP สอดคล้องกับการประเมินของนักวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ ที่คาดว่าพรรค USDP จะได้คะแนนจากการเลือกตั้งมากที่สุด เพราะได้เปรียบในการส่งผู้แทนลงสมัครจำนวนมาก และไม่มีคู่แข่งที่สำคัญจากพรรคฝ่ายค้านกว่า 40 พรรคการเมืองที่ถูกตัดสินยุบพรรคไปแล้ว รวมทั้งถูกห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม เมียนมาจะยังมีการเลือกตั้งรอบต่อไปในต้นปี 2569 จึงยังต้องติดตามผลลัพธ์และบรรยากาศอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่ยังคงมีการสู้รบและการปะทะระหว่างกองทัพกับกลุ่มต่อต้านรัฐบาล และชนกลุ่มน้อย เริ่มปรากฏกระแสการเรียกร้องให้อาเซียนคัดค้านผลการเลือกตั้งของเมียนมา เพราะเป็นการเลือกตั้งที่ “ไร้ทางเลือก” ประชาชนจำนวนมากไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แตกต่างจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2558 และปี…

การชุมนุมประท้วงในอิหร่าน ประชาชนไม่พอใจค่าเงินอ่อนรุนแรง

รัฐบาลอิหร่านเผชิญความท้าทายในการควบคุมความสงบเรียบร้อยในประเทศ โดยมีรายงานเมื่อ 30 ธันวาคม 2568 ว่า ชาวอิหร่านจำนวนมากรวมตัวกันชุมนุมที่กลางเมืองเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน และเมืองสำคัญอื่น ๆ ในประเทศ เพื่อประท้วงรัฐบาล เนื่องจากไม่พอใจที่ค่าเงินเรียลอิหร่าน อ่อนค่าลงอย่างมาก อยู่ที่ 1.38 ล้านเรียลอิหร่าน/ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และเจ้าของร้านค้าหลายแห่งประท้วงด้วยการปิดกิจการ เพื่อกดดันให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ค่าเงินตกต่ำ ราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้น และปัญหาเงินเฟ้อ รวมทั้งคัดค้านนโยบายขึ้นภาษีต่อประชาชนที่รัฐบาลอิหร่านวางแผนว่าจะเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในปี 2569 ขณะที่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลบางส่วนเข้าร่วมการชุมนุมดังกล่าวด้วย ปัญหาค่าเงินอ่อนค่าของอิหร่านเป็นผลจากการที่สหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่านเพราะมีโครงการพัฒนานิวเคลียร์ก่อนหน้านี้ ตลอดจนสหประชาชาติ (UN) เมื่อ กันยายน 2568 ก็เริ่มใช้มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านอีก เพื่อตอบโต้อิหร่านที่พัฒนาโครงการขีปนาวุธ ประกอบกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อิหร่านทำสงครามกับอิสราเอลเมื่อ มิถุนายน 2568 รวมทั้งความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดมากขึ้นกับสหรัฐฯ ทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่อย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน แม้ว่านาย Mohammad Reza Farzin ประธานธนาคารกลางอิหร่านลาออกจากตำแหน่งแล้ว แต่การชุมนุมประท้วงยังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ เริ่มมีการรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจปะทะกับผู้ชุมนุม รวมทั้งมีรายงานว่าเป็นการชุมนุมประท้วงที่รัฐบาลอิหร่านวิตกกังวล เพราะผู้ชุมนุมประท้วงเป็นกลุ่มที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจ อาจทำให้เกิดบรรยากาศที่นำไปสู่การปฏิวัติอิสลาม หรือ 1979 Islamic…

รมว.กต.จีนหารือกับ รมว.กต.ไทยเพื่อย้ำสันติภาพระหว่างไทย-กัมพูชา

นายหวัง อี้ รมว.กต.จีน พบหารือกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.กต.ไทย ซึ่งนำคณะเดินทางไปยังเมืองยวี่ซี มณฑลยูนนานเมื่อ 28 ธ.ค.68 ตามคำเชิญของฝ่ายจีน โดยย้ำว่า จีนจะพยายามฟื้นฟูสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชาต่อไป และยินดีมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ ซึ่งจีนในฐานะเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรของไทยและกัมพูชา ไม่ต้องการเห็นทั้งสองประเทศทำสงครามและคาดหวังที่จะเห็นทั้งสองประเทศฟื้นฟูสันติภาพ โดยจีนจะยังสนับสนุนบทบาทของอาเซียน และยินดีให้ความช่วยเหลือแก่คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เพื่อติดตามการหยุดยิง ขณะที่ฝ่ายไทยชื่นชมความพยายามแข็งขันของจีน และย้ำว่าการใช้กำลังไม่ใช่ทางเลือกของไทย  พร้อมแสดงความมุ่งมั่นที่จะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงที่ยั่งยืนและแสวงหาสันติภาพที่แท้จริง

ชาวเมียนมาใช้สิทธิการเลือกตั้งทั่วไปอยู่ในระดับต่ำ

การเลือกตั้งทั่วไประยะที่ 1 ของเมียนมา ซึ่งจัดขึ้นในเมื่อ 28 ธ.ค.68 ใน 102 เมืองทั่วประเทศ ดำเนินไปภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยเกิดเหตุความรุนแรงและความไม่สงบในหลายพื้นที่ก่อนการเลือกตั้ง อาทิ การโจมตีทางอากาศในเมืองขิ่นอู ภาคสะไกง์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต  ในเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง เกิดเหตุระเบิดหลายจุดใกล้ที่ทำการพรรคสหสามัคคีและการพัฒนาแห่งสหภาพ (Union Solidarity and Development Party-USDP) ซึ่งเป็นพรรคที่กองทัพเมียนมาให้การสนับสนุน นำไปสู่การตอบโต้ทางทหาร  ขณะที่ในเขตเมืองสำคัญ เช่น ย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และเนปียดอ มีการรักษาความปลอดภัยหนาแน่น แต่มีผู้มาใช้สิทธิจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งเมื่อปี 2563 โดยผู้มาใช้สิทธิส่วนใหญ่เป็นข้าราชการและทหาร อีกทั้งยังมีรายงานการกดดันประชาชนให้ไปลงคะแนน