โครงการ Gold Card ของสหรัฐฯ ให้เศรษฐีต่างชาติมีสิทธิพำนักถาวรในสหรัฐฯ

เว็บไซต์ Forbes รายงานเมื่อ 21 ก.ย.68 ว่า สหรัฐฯ ประกาศดึงดูดเศรษฐีต่างชาติให้ย้ายถิ่นพำนักมาสหรัฐฯ มากขึ้น ภายใต้คำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในโครงการ “Gold Card”  แบ่งเป็น 1) จ่ายเงิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แลกกับสิทธิพำนักถาวรในสหรัฐฯ  หรือ “Trump Gold Card”  และ 2) ภาคธุรกิจที่จ่าย 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อพนักงานหนึ่งคน จะได้สิทธิพำนักถาวรในสหรัฐให้กับพนักงาน (ไม่ระบุจำนวนพนักงาน) หรือ “Trump Corporate Gold Card”  โดยจะเปิดโอกาสให้โอนสิทธิพำนักจากพนักงานคนหนึ่งไปให้อีกคนหนึ่งได้ โดยมีค่าธรรมเนียมการโอนและต้องผ่านการตรวจสอบของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ กับทั้งต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปีประมาณ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ  โครงการดังกล่าว จะนำมาใช้แทนการตรวจลงตราประเภท EB-1 หรือ EB-2 ซึ่งสงวนไว้สำหรับบุคคลที่มีความสามารถพิเศษหรือมีวุฒิวิชาชีพขั้นสูง  นอกจากนี้ สหรัฐฯ มีแผนจะออกบัตร“Trump Platinum Card” มูลค่า 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ซึ่งผู้ถือบัตรดังกล่าว สามารถพำนักในสหรัฐฯ…

การประท้วงในฟิลิปปินส์ เกิดการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ชุมนุม

  มีรายงานเมื่อ 21 กันยายน 2568 ว่า ชาวฟิลิปปินส์รวมตัวกันประท้วงเพื่อต่อต้านการคอร์รัปชันและเรียกร้องประชาธิปไตย ที่กรุงมะนิลา เมืองหลวงของฟิลิปปินส์ โดยผู้ประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในประเทศ ดำเนินคดีต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตอย่างจริงจัง รวมทั้งวิจารณ์โครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยซ้ำซากที่คาดว่าเป็นโครงการที่ทำให้เกิดการทุจริต เนื่องจากโครงการมากกว่า 9,000 โครงการไม่ประสบความสำเร็จและใช้งบประมาณจำนวนมากกว่า 9,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งตั้งคำถามเกี่ยวกับผู้ชนะการประมูลโครงการ ขณะที่ชาวฟิลิปปินส์ในหลายพื้นที่ยังคงต้องประสบภัยน้ำท่วมอย่างรุนแรง การชุมนุมครั้งนี้มีการปลุกกระแสผ่านสื่อสังคมออนไลน์มาก่อนหน้านี้ ประกอบกับมีองค์กรคริสต์ศาสนา องค์กรสนับสนุนแนวคิดเสรียนิยม และกลุ่มนักศึกษาสนับสนุนการชุมนุม ทำให้มีผู้ประท้วงรวมตัวกันมากกว่า 50,000 คน เจ้าหน้าที่และหน่วยความมั่นคงจึงเตรียมความพร้อมรับมือกับผู้ประท้วง เพราะวิตกว่าจะเกิดเหตุรุนแรงเหมือนการประท้วงในประเทศอื่น ๆ เช่น เนปาล รวมทั้งเฝ้าระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์ผู้ก่อการร้ายแสวงประโยชน์จากการชุมนุมครั้งนี้ด้วย สาเหตุที่ทำให้เกิดการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าการปะทะเกิดขึ้นหลังจากผู้ชุมนุมบางส่วนไม่พอใจ เริ่มเผายางรถยนต์ ก่อเหตุทำลายทรัพย์สินสาธารณะ และขว้างหินใส่เจ้าหน้าที่ ทำให้เริ่มมีการปะทะและควบคุมตัวผู้ชุมนุมประท้วง ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ปืนแรงดันน้ำกดดันผู้ชุมนุม เพื่อควบคุมพื้นที่ ทำให้เกิดการปะทะระหว่างกัน ปัจจุบันผู้ชุมนุมบางส่วนถูกควบคุมตัว 72 คน เป็นเยาวชน 20 คน และมีรายงานเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 39 คน ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์…

ลาวมุ่งพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานลมตอบสนองนโยบายผู้ส่งออกไฟฟ้าของภูมิภาค

รัฐบาลลาวมุ่งพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานลมเพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์การเป็นประเทศผู้ส่งออกไฟฟ้าของภูมิภาค (Battery of Asia) ล่าสุดประกาศว่าการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม “Savan 1” ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองพินและเมืองหนอง แขวงสะหวันนะเขต (ตรงข้ามจังหวัดมุกดาหาร) คืบหน้าไปมาก โดยมีเป้าหมายส่งออกไฟฟ้าไปยังเวียดนาม ทั้งนี้ โครงการโรงไฟฟ้า Savan 1 ดำเนินการโดยบริษัท Savan 1 Wind Power Sole จำกัดซึ่งเป็นบริษัทในเครือ T&T Group ของเวียดนาม เงินลงทุน 768 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งรัฐบาลลาวอนุมัติการก่อสร้างเมื่อ กันยายน 2567 โรงไฟฟ้าพลังงานลม Savan 1 มีกำลังผลิตติดตั้งรวมทั้งสิ้น 495 เมกกะวัตต์ แบ่งการก่อสร้างและดำเนินการเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1  กำลังผลิตติดตั้ง 300 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย กังหันลม 48 ต้น แต่ละต้นสูง 130 เมตร และใบพัดยาว 83…

เงินบาทแข็งค่ากระทบด้านการท่องเที่ยวและส่งออกของไทย

สนข.Reuters ของสหราชอาณาจักร ระบุว่า สกุลเงินบาทที่แข็งค่าที่สุดในรอบ 4 ปี เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของรัฐบาลใหม่ของไทย เนื่องจากเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาวะชะลอตัว ท่ามกลางความเสี่ยงอื่น ๆ เช่น มาตรการภาษีของสหรัฐฯ กำลังซื้อที่อยู่ในระดับต่ำ และปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง  นักเศรษฐศาสตร์และภาคเอกชนประเมินว่า เงินบาทที่แข็งค่าทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก และเกิดขึ้นในห้วงที่นักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ระหว่างตัดสินใจเลือกสถานที่ท่องเที่ยวในฤดูไฮซีซัน ซึ่งอาจทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจเลือกเดินทางไปเยือนประเทศอื่น อย่างไรก็ดี ภาคเอกชนไม่ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงการทำงานของ ธปท. และต้องการให้ทำงานเพื่อทางออกที่ดีร่วมกัน

ไทยถูกเวียดนามแซงขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจีน

ข้อมูลจากองค์กรวิจัยในจีน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจในไทย รวมถึงแพลตฟอร์มบริการการท่องเที่ยว แสดงให้เห็นว่าเวียดนามได้ก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางหลักในการท่องเที่ยวของชาวจีนแทนที่ไทย โดยห้วงเดือน ม.ค. – ส.ค. 68 ชาวจีนเดินทางไปเที่ยวเวียดนามมากถึง 3.5 ล้านคน เมื่อเทียบกับไทยในห้วงเวลาเดียวกันอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านคน ทำให้จีนกลายเป็นอันดับ 2 ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนไทย รองจากมาเลเซีย นอกจากนี้ แม้จะใกล้เข้าช่วงวันหยุดยาว (Golden Week) ในวันชาติจีน (ช่วงต้น ต.ค.68) แต่บรรยากาศของนักท่องเที่ยวจีน ไม่คึกคักเท่าที่ควร และจำนวนเที่ยวบินแบบเช่าเหมาลำลดลง ยิ่งไปกว่านั้นกลุ่มนักท่องเที่ยวจากชาติเอเชียตะวันออกที่เป็นตลาดหลักของไทย เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น ยังหันไปท่องเที่ยวเวียดนามมากขึ้น โดยนอกจากปัญหาความไม่เชื่อมั่นความปลอดภัยในไทยแล้ว ยังเป็นเพราะค่าเงินบาทไทยแข็งค่ามากขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหยวนของจีนและดองของเวียดนาม รวมถึงชาวจีนที่เดินทางด้วยตนเองชื่นชอบความสดใหม่ของสถานที่และแสวงหาประสบการณ์ใหม่ในการเดินทาง ซึ่งเวียดนามมีทั้งแหล่งท่องเที่ยวดั้งเดิมกับแหล่งท่องเที่ยวพัฒนาใหม่ มีย่านชอปปิ้งหรูหรา และร้านอาหารข้างทางคล้ายไทย แต่ราคาถูกกว่า จึงตอบโจทย์นักท่องเที่ยวจีน

กลุ่มเปราะบางกลายเป็นเป้าหมายในการว่าจ้าง/หลอกลวงให้เปิดบัญชีม้า

พบปัญหาหลอกเปิดบัญชีม้าของกลุ่มหลอกลวงออนไลน์เข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย รวมถึงกรุงเทพฯ พื้นที่อาศัยของคนไร้บ้าน เช่น สนามหลวง ย่านพระนคร โดยมีเป้าหมายเป็นกลุ่มคนไร้บ้าน รูปแบบการเข้ามาหลอกลวงมีทั้งเข้ามาสอบถามแบบเปิดเผย และเข้ามาหลอกสอบถามข้อมูลส่วนตัวและขอบัตรประชาชน โดยอ้างเพื่อจะนำของมาแจก หรือช่วยทำเรื่องขึ้นทะเบียนบัตรผู้สูงอายุและสิทธิสวัสดิการต่าง ๆ นอกจากนี้ พบกลุ่มเยาวชนที่ไม่ยอมกลับบ้านในพื้นที่ดังกล่าวเป็นเป้าหมายด้วย แต่การถูกหลอกจะชักชวนให้เปิดบัญชีม้าที่อ้างเพื่อนำไปทำบัญชีค้าขายออนไลน์หรือทำงานพิเศษ และบางรายถูกเพื่อน (ที่ถูกหลอกจากกลุ่มหลอกลวงออนไลน์อีกทอดหนึ่ง) ยืมบัญชีโดยอ้างเพื่อให้พ่อแม่โอนเงินเข้าบัญชีมาคืนเงินที่ยืม ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญ ได้แก่ กลุ่มผู้ที่ตกเป็นเหยื่อต่างหลงเชื่อหรือเต็มใจเปิดบัญชีม้าให้ เพราะได้ค่าตอบแทนเป็นเงินเพียงบัญชีละ ๑,๐๐๐ บาท และกลุ่มหลอกลวงออนไลน์ที่เข้ามาหลอกเปิดบัญชีม้ามากันเป็นกลุ่ม หรือทำเป็นขบวนการ และพบมี จนท.รัฐ และ จนท.ธนาคารในพื้นที่ เกี่ยวข้องหรือปล่อยให้กลุ่มหลอกลวงออนไลน์เข้ามาเคลื่อนไหวได้อย่างเปิดเผย

ประธานสภาแห่งชาติกัมพูชาพบหารือกับประธานสภาผู้แทนราษฎรมาเลเซียนอกรอบการประชุม AIPA

สมเด็จฯ ควน สุดารี ประธานสภาแห่งชาติกัมพูชาพบหารือทวิภาคีกับ ตัน ศรี โจฮารี อับดุล ประธานสภาผู้แทนราษฎรมาเลเซียและประธานสมัชชารัฐสภาอาเซียน (AIPA) นอกรอบการประชุมใหญ่ AIPA ครั้งที่ 46 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เมื่อ 20 ก.ย.68  สมเด็จฯ ควน สุดารี ขอบคุณมาเลเซียสำหรับการต้อนรับ และชื่นชมบทบาทประธาน AIPA ที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต. และความพยายามในการสร้างความปรองดองและฟื้นฟูสถานการณ์ระหว่างกัมพูชากับไทยให้กลับสู่ภาวะปกติ รวมถึงการสนับสนุนกฎบัตรสันติภาพสากล  ซึ่งเป็นความสำเร็จของอาเซียนและมนุษยชาติในการฟื้นฟูและขับเคลื่อนสันติภาพในภูมิภาคอย่างเข้มแข็ง ด้าน ตัน ศรี โจฮารี อับดุล ขอบคุณกัมพูชาสำหรับการมีส่วนร่วม และให้คำมั่นถึงบทบาทมาเลเซียในการรักษาสันติภาพทั้งในกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่ง กัมพูชากับไทย ด้วยจิตวิญญาณและเป็นหนึ่งเดียวกับครอบครัวอาเซียน โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายชื่นชมความสัมพันธ์ทวิภาคีกัมพูชา-มาเลเซีย ที่พัฒนาอย่างรวดเร็วตลอด 60 ปีที่ผ่านมา ครอบคลุมการลงทุน เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว เฉพาะอย่างยิ่ง ชาวกัมพูชาเดินทางไปมาเลเซียมากขึ้น เพื่อท่องเที่ยวและบริการทางการแพทย์ สะท้อนถึงการเชื่อมต่อระหว่างประชาชนทั้งสองฝ่ายอย่างลึกซึ้ง

ญี่ปุ่นตรวจพบเรือ ทร.รัสเซียเดินเรือผ่านช่องแคบของประเทศ

ส่วนเสนาธิการร่วมของญี่ปุ่น ออกแถลงการณ์เมื่อ 19 ก.ย.68 ว่า กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น ตรวจพบเรือของ ทร.รัสเซีย จำนวน 4 ลำ ประกอบด้วยเรือพิฆาต 1 ลำ (หมายเลขเรือ 548) เรือฟริเกต 1 ลำ (หมายเลขเรือ 333) เรือยกพลขนาดใหญ่ 1 ลำ (หมายเลขเรือ 066) และเรือกวาดทุ่นระเบิดใกล้ฝั่ง 1 ลำ (หมายเลขเรือ 757) เมื่อ 161100 ก.ย.68 ที่บริเวณห่างจากแหลมโซยะไปทางเหนือเป็นระยะทางประมาณ 30 กม.   รวมทั้งแล่นผ่านช่องแคบโซยะ มุ่งหน้าทิศ ตต. ทั้งนี้ ช่องแคบโซยะเป็นช่องแคบที่คั่นกลางระหว่างเกาะฮอกไกโด จ.ฮอกไกโด ทางเหนือของญี่ปุ่น กับเกาะซาคาลิน แคว้นซาคาลิน ของรัสเซีย

รัสเซียปฏิเสธว่าไม่ได้ส่งเครื่องบินรุกล้ำน่านฟ้าเอสโตเนีย

รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมรัสเซียเมื่อ 20 กันยายน 2568 ปฏิเสธกรณีเอสโตเนียรายงานว่าพบเครื่องบินรบรุ่น MIG-31 ของรัสเซียจำนวน 3 เครื่อง ปฏิบัติการรุกล้ำน่านฟ้าของเอสโตเนีย บริเวณหมู่เกาะ Vaindloo ในอ่าวฟินแลนด์ เมื่อ 19 กันยายน 2568 เป็นเวลา 12 นาที พร้อมวิจารณ์รัสเซียว่าปฏิบัติการดังกล่าวไม่รับอนุญาตและเสี่ยงอันตรายอย่างมาก แต่รัสเซียยืนยันว่าไม่มีการส่งเครื่องบินรบไปปฏิบัติการรุกล้ำน่านฟ้าเอสโตเนีย อย่างไรก็ดี เอสโตเนียยืนยันว่ามีหลักฐาน พร้อมให้ความเห็นว่ารัสเซียเริ่มปฏิบัติการรุกล้ำน่านฟ้าประเทศอื่น ๆ ในยุโรปอย่างต่อเนื่อง เป็นเทคนิคเพื่อทำให้ประเทศตะวันตกเปลี่ยนความสนใจจากสถานการณ์ในยูเครน ที่รัสเซียเริ่มยกระดับการโจมตีด้วยขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับ ท่าทีของรัสเซียต่อเอสโตเนีย มีขึ้นหลังจากเอสโตเนียเตรียมใช้กลไกเนโตตอบโต้ โดยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเอสโตเนียระบุเมื่อ 20 กันยายน 2568 ว่าในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา รัสเซียรุกล้ำน่านฟ้าเอสโตเนียแล้วอย่างน้อย 4 ครั้ง แต่ครั้งล่าสุดที่เข้ามาทางตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งติดกับรัสเซีย สร้างความวิตกกังวลอย่างมากเพราะส่งเครื่องบินเข้าไปปฏิบัติการถึง 3 เครื่อง และเป็นเหตุผลให้เอสโตเนียต้องจัดการประชุมหารือประเด็นนี้กับสมาชิกเนโต ตามมาตรา 4 หรือกรณีที่ประเทศสมาชิกรู้สึกว่ากำลังถูกคุกคามจากประเทศอื่น จึงขอให้รัฐบาลประเทศสมาชิกอื่น ๆ ร่วมกันพิจารณาภัยคุกคามนั้นว่ามีจริงหรือไม่ และร่วมกันกำหนดมาตรการตอบโต้ คาดว่าสมาชิกเนโตทั้ง 32…

เหตุโจมตีทางไซเบอร์บริษัท Collins Aerospace กระทบระบบเช็คอินในยุโรป

เมื่อ 20 กันยายน 2568 หลายประเทศในยุโรปได้รับผลกระทบจากการที่ MUSE software  ของบริษัท Collins Aerospace ผู้ให้บริการระบบท่าอากาศยานถูกโจมตีทางไซเบอร์  ทำให้ท่าอากาศยานไม่สามารถบริหารจัดการระบบเช็คอินของผู้โดยสารได้ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่ท่าอากาศยานในกรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม กรุงเบอร์ลิน เยอรมนี และกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่าการโจมตีทางไซเบอร์ต่อบริษัท Collins Aerospace ผู้ให้บริการระบบเช็คอิน เกิดขึ้นตั้งแต่ห้วงกลางคืนของ 19 กันยายน 2568  ทำให้ระบบเช็คอินหยุดชะงัก ส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ เที่ยวบินส่วนใหญ่ต้องเลื่อนเวลาเดินทาง มีเพียงส่วนน้อยที่ประกาศยกเลิก บริษัท Collins Aerospace ผู้ให้บริการระบบการบินและการป้องกันประเทศของสหรัฐฯ ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐฯ เพื่อสืบสวนการโจมตีทางไซเบอร์ ควบคุมความเสียหาย และเร่งฟื้นฟูระบบ มีการประเมินว่า แม้ว่ามูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจะไม่สูงมาก เนื่องจากท่าอากาศยานที่ถูกโจมตีพยายามควบคุมสถานการณ์และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้โดยสารไม่พอใจ เนื่องจากไม่ได้รับบริการจากเจ้าหน้าที่สนามบิน ซึ่งมีจำนวนน้อย ไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือผู้โดยสาร ผู้บริหารท่าอากาศยานต่าง ๆ ยืนยันว่าระบบของท่าอากาศยานและสายการบินยังปลอดภัย ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ระบุว่าการโจมตีครั้งนี้อาจเป็นผลงานของกลุ่มแฮ็กเกอร์ กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ หรือรัฐบาลของประเทศใดประเทศหนึ่ง เนื่องจากผู้โจมตีมีศักยภาพสูง สามารถโจมตีระบบที่เกี่ยวข้องกับท่าอากาศยานได้พร้อมกันหลายแห่งในยุโรป ทั้งที่ท่าอากาศยานจะมีระบบป้องกันค่อนข้างรัดกุม เพราะการคมนาคมเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างมาก…