มาเลเซียทบทวนกลับมานำเข้าเนื้อสุกรจากไทย

ดาโต๊ะ ซรี โมฮาหมัด ซาบู รมว.กระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร มาเลเซีย ยื่นเอกสารชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 7 ส.ค.68 ว่า กรมบริการสัตวแพทย์ของมาเลเซีย (Department of Veterinary Services-DVS) อยู่ระหว่างการทบทวนยกเลิกมาตรการห้ามนำเข้าเนื้อสุกรจากไทย เวียดนาม กัมพูชา จีน โปแลนด์ และเบลเยียม ที่บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2562 เพื่อแก้ไขปัญหาราคาเนื้อสุกรสูง ซึ่งเป็นผลงจากการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ในประเทศ โดยเนื้อสุกรนำเข้าจะต้องเป็นไปตามข้อกำหนดการนำเข้าเนื้อสัตว์ของมาเลเซียอย่างเข้มงวด

อินเดียย้ำจุดยืนกรณีที่อินเดียนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซีย

กต.อินเดีย เผยแพร่แถลงการณ์เมื่อ 6 ส.ค.68 ว่า อินเดียนำเข้าน้ำมันดิบตามปัจจัยตลาดเพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานภายในประเทศให้แก่พลเมืองอินเดีย การที่สหรัฐฯ เลือกปรับมาตรการภาษีเพิ่มเติมแก่อินเดียขณะที่ประเทศอื่น ๆ อีกหลายประเทศยังคงค้าขายกับรัสเซีย เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ ไม่ยุติธรรมและไม่สมเหตุสมผล อินเดียจะใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ แถลงการณ์ดังกล่าวมีขึ้นภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศจะขึ้นอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดียเป็นร้อยละ 50 เพื่อตอบโต้ที่อินเดียยังคงซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซีย

นานาชาติรำลึกครบรอบ 80 ปีเหตุการณ์ใช้อาวุธนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น

  สื่อต่างประเทศรายงานเมื่อ 6 สิงหาคม 2568 เนื่องในวันครบรอบ 80 ปีเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ ใช้เครื่องบินรุ่น B29 ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ Little Boy ที่เมืองฮิโรชิมา ญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ครั้งแรกเมื่อ 6 สิงหาคม 2488 และครั้งที่ 2 ที่เมืองนางาซากิ ใน 9 สิงหาคม 2488 เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 110,000 คน และจำนวนมากได้รับผลกระทบจากรังสีนิวเคลียร์ สำหรับประเด็นสำคัญที่สื่อและนานาชาติให้ความสนใจ คือ มุมมองของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญการเมืองระหว่างประเทศที่เชื่อว่าปัจจุบัน โลกเผชิญความเสี่ยงที่ประเทศมหาอำนาจจะใช้อาวุธนิวเคลียร์เพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งการใช้อาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธี และหัวรบนิวเคลียร์ในการข่มขู่คุกคามระหว่างกัน เช่น สมรภูมิรัสเซีย-ยูเครน และความขัดแย้งระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน นอกจากนี้ การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ในประเทศต่าง ๆ ยังเสี่ยงตกเป็นเป้าหมายการโจมตีและคุกคามจากต่างประเทศ เช่น กรณีสหรัฐฯ – อิหร่าน ตลอดจนมีรายงานจากสถาบัน Stockholm International Peace Research การสำรวจจำนวนหัวรบและอาวุธนิวเคลียร์ทั่วโลก พบว่าจำนวนอาวุธนิวเคลียร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว…

สหรัฐฯ จะกดดันอินเดียเพิ่มขึ้นด้วยมาตรการภาษี

สนข. CNN รายงานอ้างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อ 5 ส.ค.68 ว่า สหรัฐฯ จะเพิ่มมาตรการทางภาษีศุลกากรต่ออินเดีย เนื่องจากอินเดียยืนยันนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียเพื่อส่งออกไปยังตลาดอื่นต่อไป ซึ่งเป็นการสนับสนุนรัสเซียให้โจมตียูเครน ด้านรัฐบาลอินเดีย ตอบโต้ว่า การนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย เป็นการสร้างหลักประกันด้านพลังงานในประเทศและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคชาวอินเดีย

ไต้หวันได้รับความช่วยเหลือทางทหารจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น

รายงานของ US Congressional Research Service (CRS) ที่เผยแพร่เมื่อ 5 ก.ค.68 ในห้วข้อ Taiwan: Defense and Military Issues  สาระสำคัญระบุว่า ความร่วมมือทางทหารระหว่างสหรัฐฯ กับไต้หวันกำลังขยายตัว ครอบคลุมถึงการให้ความช่วยเหลือโดยตรงและการซื้ออาวุธ  การเข้าร่วมในโครงการศึกษาและฝึกอบรมทางทหารนานาชาติเพิ่มขึ้น  นอกจากนี้  ในห้วงปี 2562-2566 งบประมาณด้านการป้องกันประเทศของไต้หวันเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเกือบร้อยละ 5 ต่อปี แต่กองทัพไต้หวันยังคงเผชิญความท้าทาย อาทิ ความเห็นต่างในระดับผู้กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการป้องปรามภัยคุกคามจากจีน  รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ อาทิ พลังงาน น้ำ อาหาร และการสื่อสารมีความเสี่ยงต่อการถูกวินาศกรรม

Pacific Islands Forum อาจไม่เชิญสหรัฐฯ และจีนเข้าร่วมการประชุม

สนข.ABC News ของออสเตรเลีย รายงานเมื่อ 4 ส.ค.68 ว่า หมู่เกาะโซโลมอนในฐานะประธานองค์กรการประชุมหมู่เกาะแปซิฟิก (Pacific Islands Forum-PIF) ประจำปี 2568 อาจตัดสินใจจัดการประชุมผู้นำ PIF เฉพาะสมาชิกเท่านั้น  ใน ก.ย.68 ที่กรุงโฮนีอารา โดยไม่เชิญสหรัฐฯ และจีน รวมถึงประเทศคู่เจรจาอื่น ๆ เข้าร่วมการประชุม เนื่องจากเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากจีน ไม่ให้เชิญผู้แทนของไต้หวันเข้าร่วมการประชุม โดยที่ผ่านมา ไต้หวันเข้าร่วมการประชุม PIF ในฐานะหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา และใช้โอกาสนี้พบปะกับพันธมิตรในภูมิภาคแปซิฟิกใต้ที่ยังคงให้การยอมรับทางการทูตกับไต้หวัน (ปาเลา ตูวาลู และหมู่เกาะมาร์แชล) ทำให้จีนไม่พอใจ  สนข.ABC News ยังอ้างว่า หมู่เกาะโซโลมอนอาจเสนอให้เลื่อนการประชุมออกไป จนกกว่าจะเสร็จสิ้นการทบทวนสถาปัตยกรรมทางการทูตระดับภูมิภาค รวมถึงข้อเสนอในการจัดตั้งระบบ “แบ่งระดับ” (tier) ใหม่สำหรับคู่เจรจาของ PIF ซึ่งล่าช้ากว่ากำหนด อีกทั้งอาจใช้วิธีดังกล่าวเพื่อใช้เป็นแนวทางการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งโดยไม่เลือกฝ่าย

ต่างประเทศรายงานการประชุมระหว่างไทย-กัมพูชาที่มาเลเซีย

  สื่อมวลชนต่างประเทศเมื่อ 4 สิงหาคม 2568 ติดตามพัฒนาการสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา โดยอ้างถึงผลกระการประชุมประเด็นพื้นที่ชายแดนระหว่างผู้แทนไทย-กัมพูชาที่มาเลเซีย หรือคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (General Border Committee-GBC) ซึ่งเป็นการประชุมทวิภาคีของฝ่ายทหาร ที่เกิดขึ้นหลังจากทั้ง 2 ฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิง เป้าหมายสำคัญคือการรักษาสภาพแวดล้อมและบรรยากาศหยุดยิงในปัจจุบัน รวมทั้งป้องกันไม่ให้เกิดเหตุความขัดแย้งประเด็นชายแดนระหว่างกันอีกในอนาคต โดยผู้แทนของมาเลเซียระบุว่าจะใช้กลไกอาเซียนทำหน้าที่เป็นคณะติดตามความคืบหน้า (monitoring team) ด้วย ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวมีขึ้นก่อนที่จะมีการหารือครั้งสำคัญใน 7 สิงหาคม 2568 ที่คาดว่าจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้ง 2 ประเทศเข้าร่วม ตลอดจนมีผู้แทนจากต่างประเทศสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งมาเลเซีย จีน และสหรัฐฯ สื่อต่างประเทศมีมุมมองเชิงบวกต่อการประชุมดังกล่าว ขณะเดียวกันก็ยังคงรายงานถึงสาเหตุความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาครั้งล่าสุด ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ และการดำเนินการของไทยและกัมพูชาที่เชิญผู้แทนต่างประเทศลงพื้นที่เพื่อให้รับทราบข้อมูล นอกจากนี้ สื่อยังรายงานว่าข้อตกลงหยุดยิงที่เกิดขึ้นยังมีความเปราะบางและไม่แน่นอนสูง เนื่องจากยังมีบรรยากาศไม่ไว้วางใจกันระหว่างทหารและประชาชนทั้ง 2 ประเทศ ต่างฝ่ายต่างกล่าวโทษกับว่าละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมและโจมตีพลเรือน สำหรับความเคลื่อนไหวของฝ่ายทหาร สื่อมวลชนอ้างท่าทีของฝ่ายไทยที่ระบุว่าปัจจุบันทั้ง 2 ฝ่ายตรึงกำลังและไม่มีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยมีข้อมูลว่ากัมพูชาเคลื่อนย้ายกำลังพลเข้าสู่พื้นที่สำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ และระดมกำลังพลเพิ่มเติม นอกจากประเด็นสถานการณ์ในพื้นที่ สื่อต่างประเทศให้ความสนใจการรายงานข่าวสารและข่าวปลอม รวมทั้งข้อมูลบิดเบือนที่เกิดขึ้นจำนวนมากผ่านสื่อสังคมออนไลน์…

ผู้นำยูเครนเชื่อว่ามีทหารรับจ้างจากต่างประเทศช่วยกองทัพรัสเซีย

ยูเครนเชื่อว่ารัสเซียได้รับความช่วยเหลือจากทหารรับจ้างในหลายประเทศที่ไปร่วมปฏิบัติการทางทหารในสงคราม โดยประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี เมื่อ 4 สิงหาคม 2568 ประกาศว่า กองทัพยูเครนที่กำลังต่อสู้เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของยูเครน และต้องต่อสู้กับทหารรับจ้างจากหลากหลายประเทศที่เข้าไปร่วมปฏิบัติการทหารของรัสเซีย โดยระบุว่ามีทหารรับจ้างจากจีน เกาหลีเหนือ ทาจิกิสถาน อุซเบกิชสถาน ปากีสถาน และกลุ่มประเทศในภูมิภาคแอฟริกา ซึ่งทั้งหมดเป็นนักรบในแนวหน้าที่เผชิญหน้ากับทหารยูเครนโดยตรง และต่อสู้ในสมรภูมิที่เข้มข้นในหลายพื้นที่ ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากผู้นำยูเครนไปเยือนแนวหน้าการสู้รบ ที่สมรภูมิใกล้กับเมือง Vovchansk และได้พบหารือกับผู้บัญชาการทหารในพื้นที่ ก่อนหน้านี้ ยูเครนระบุว่ามีทหารเกาหลีเหนือเข้าไปปฏิบัติการสนับสนุนกองทัพรัสเซียอย่างชัดเจน เฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาค Kursk ทางตะวันตกของรัสเซียที่ยูเครนเคยเข้าไปยึดพื้นที่ได้ นอกจากนี้ ยูเครนเผยแพร่ข้อมูลเมื่อ เมษายน 2568 ว่า รัสเซียกำลังว่าจ้างนักบินเครื่องบินรบชาวจีนให้ร่วมปฏิบัติการในยูเครน รวมทั้งพยายามโน้มน้าวชาวจีนให้ไปร่วมรบในสงคราม ด้วยการทำสื่อโฆษณาเป็นภาษาจีนเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ Weibo พร้อมกับจูงใจด้วยค่าตอบแทน ทั้งนี้ ทางรัฐบาลจีนได้ปฏิเสธแล้ว พร้อมกับเตือนให้ยูเครนระมัดระวังการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง พร้อมทั้งย้ำท่าทีของจีนต่อสถานการณ์ดังกล่าวว่าจีนไม่สนับสนุนความขัดแย้งและต้องการให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ สถานการณ์การสู้รบในพื้นที่ระหว่างรัสเซีย-ยูเครนยังคงตึงเครียด มีรายงานว่าปฏิบัติการ Summer Offensive ของรัสเซียได้ผลและสามารถสร้างความเสียหายให้กองทัพยูเครนได้ในหลายพื้นที่ ขณะที่มีรายงานฝ่ายยูเครนประสบความสำเร็จในการใช้อากาศยานไร้คนขับ (drone) โจมตีรัสเซียในช่วงเวลากลางคืน เน้นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น โรงกลั่นน้ำมัน อย่างไรก็ดี ยูเครนประสบปัญหาขาดแคลนระบบป้องกันภัยทางอากาศและกังวลว่าฝ่ายรัสเซียจะได้เปรียบในการปฏิบัติการทางทหาร เพราะมีการใช้นักรบหรือทหารรับจ้างจากต่างประเทศ

สหรัฐฯ จะเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าจากอินเดีย ตอบโต้ที่ค้าขายพลังงานจากรัสเซีย

  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อ 4 สิงหาคม 2568 ว่า จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดีย เพื่อตอบโต้ที่ยังค้าขายพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน กับรัสเซีย ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ หลายฝ่ายมองว่าเป็นกิจกรรมการค้าที่ไม่สามารถยอมรับได้ เพราะเท่ากับว่าอินเดียและรัสเซียไม่สนใจว่าชาวยูเครนจะได้รับผลกระทบจากสงครามแค่ไหน ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังไม่ได้กำหนดว่าอัตราภาษีที่จะเก็บเพิ่ม โดยสัปดาห์ที่แล้ว สหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีตอบโต้อินเดียที่ร้อยละ 25 ที่ผ่านมา สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจากอินเดียประมาณ 87,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาตรการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอินเดีย ซึ่งอินเดียมีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ความมั่นคงและการค้าของสหรัฐฯ อย่างมาก โดยเฉพาะยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ก็มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดิ ของอินเดียมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ผู้นำสหรัฐฯ เคยประกาศเมื่อปลาย กรกฎาคม 2568 ว่า จะเพิ่มการกดดันรัสเซียให้ยอมเข้าร่วมการเจรจากับยูเครนเพื่อยุติสงคราม โดยจะใช้การกดดันทุกรูปแบบ รวมทั้งการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ยังมีความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจกับรัสเซียด้วย ดังนั้น อินเดียจึงกลายเป้นเป้าหมายของสหรัฐฯ มีรายงานว่าตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครนเริ่มต้นเมื่อ กุมภาพันธ์ 2565 อินเดียนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียเพิ่มขึ้นมากกว่า 6 เท่า หรือสูงสุดที่ประมาณ 2.15 ล้านบาร์เรลต่อวัน…