คค.มาเลเซียจะยื่นข้อเสนอขยายเส้นทาง ECRL เชื่อมไทยในปี 2569

นาย Anthony Loke Siew Fook รมว.กระทรวงคมนาคม (คค.) มาเลเซีย เปิดเผยเมื่อ 13 ก.ค.68 ว่า คค.มาเลเซียเตรียมผลักดันข้อเสนอขยายโครงการรถไฟสายตะวันออก (ECRL) เส้นทางโกตาบาห์รู-รันเตาปันยัง รัฐกลันตัน ระยะทาง 32 กม. เข้าสู่วาระการพิจารณาของ ครม.มาเลเซียในปี 2569 ประเมินค่าใช้จ่ายเบื้องต้น 2,000 ล้านริงกิต (ประมาณ 15,000 ล้านบาท) โดยคาดหวังว่า การขยายเส้นทางโครงการ ECRL จะช่วยเพิ่มความเป็นไปได้ในการเชื่อมต่อเข้ากับระบบรางของไทย ลาว จีน รวมถึงประเทศในภูมิภาคเอเชียและยุโรป ปัจจุบัน การก่อสร้างโครงการ ECRL เส้นทางเมืองโกตาบาห์รู-เมืองกอมบัก รัฐสลังงอร์ คืบหน้าร้อยละ 85 และขุดเจาะอุโมงค์รถไฟแล้วเสร็จทั้งหมด 41 จุด โดยแผนงานระยะต่อไปคือการวางระบบ อาทิ การวางรางรถไฟ การติดตั้งระบบไฟฟ้า อาณัติสัญญาณ การสื่อสาร และอุปกรณ์ภายในสถานีรถไฟ ทั้งนี้ โครงการ ECRL…

เกษตรกรรมรูปแบบใดจะยั่งยืนได้ในยุคโลกแปรปรวน?

ไม่ว่าโลกจะพัฒนาด้วยเทคโนโลยีและการสื่อสารไปไกลขนาดไหน แต่มนุษย์ยังคงต้องมี “อาหาร” เป็นปัจจัยสำคัญเพื่อความอิ่มท้องและสร้างพลังงาน  บทความนี้ขอนำเสนอความสำคัญของอาหารที่เป็นผลิตจากการทำเกษตรกรรมเป็นหลัก เพราะการบริโภคส่วนใหญ่ยังคงมาจากภาคเกษตรกรรม ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบ plant-based หรือ animal-based …มนุษย์เรียนรู้การทำเกษตรกรรมเพื่อสะสมอาหารและพัฒนาสู่การแลกเปลี่ยนอาหารระหว่างสังคม เกษตรกรรมจึงเป็นส่วนสำคัญของการผลิตเพื่อมนุษยชาติ และเป็นพื้นฐานของการขับเคลื่อนทุกอย่างบนโลก ปัจจุบัน เกษตรกรทั่วโลกเผชิญความท้าทายจากปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และทรัพยากรธรรมชาติเริ่มลดน้อยลง จึงต้องมองหาวิธีการเพาะปลูกที่ตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และความมั่นคงด้านอาหาร องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) คาดการณ์ว่าภายในปี 2593 โลกจะต้องผลิตอาหารเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 60 เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของประชากร ดังนั้น เกษตรกรรมจึงต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบและมองหาทางเลือกใหม่ให้เหมาะสมกับโลกอนาคต สำหรับรูปแบบเกษตรกรรมในปัจจุบัน สามารถแบ่งได้เบื้องต้นเป็น 3 รูปแบบ ซึ่งอาจนำไปต่อยอด ได้แก่ การเพาะปลูกกลางแจ้ง (Open field) การเพาะปลูกในโรงเรือน (Greenhouse) และการเพาะปลูกเพื่อสร้างโรงงานผลิตอาหาร (Plant factory) ไปลองศึกษาและทำความเข้าใจว่าเกษตรกรรมรูปแบบไหนจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการในอนาคตได้บ้าง และควรเริ่มต้นอย่างไร การเพาะปลูกกลางแจ้ง (Openfield) เป็นวิธีเก่าแก่ที่สุดของมนุษยชาติ ซึ่งมีหลักฐานว่ามนุษย์เริ่มทำการเกษตรในรูปแบบนี้มาตั้งแต่ยุคหินใหม่ (Neolithic Age) เมื่อประมาณ 10,000 ปีก่อน ซึ่งรูปแบบนี้ยังคงเป็นแกนหลักในการทำเกษตรกรรมในหลายประเทศ โดยเฉพาะในเขตร้อนและเขตอบอุ่น…

ญี่ปุ่นจะยังคงบทบาทเชิงรุกด้านความมั่นคงและความร่วมมือภายใต้กรอบ ARF

นายอิวายะ ทาเกชิ รมว.กต.ญี่ปุ่น ซึ่งเข้าร่วมการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ASEAN Regional Forum-ARF) ครั้งที่ 32 เมื่อ 11 ก.ค.68 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซียได้กล่าวถ้อยแถลงถึงสถานการณ์ด้านความมั่นคงในยุโรป ตะวันออกกลาง และอินโด-แปซิฟิก ที่มีความเชื่อมโยงกัน  และมีความไม่แน่นอนมากขึ้น ญี่ปุ่นจะยังคงบทบาทเชิงรุกในเวทีการเจรจาและความร่วมมือภายใต้ ARF อย่างต่อเนื่อง สำหรับประเด็นทะเลจีนตะวันออก ทะเลจีนใต้ และไต้หวัน ญี่ปุ่นกังวลอย่างยิ่งต่อการกระทำที่รุนแรงและการเพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาค พร้อมย้งย้ำการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ส่วนประเด็นเกาหลีเหนือ ญี่ปุ่นมีความกังวลต่อการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ รวมถึงการโจมตีทางไซเบอร์ และเน้นย้ำว่าการปลดอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ตามมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเป็นสิ่งจำเป็น ด้านประเด็นเมียนมา ญี่ปุ่นกังวลต่อสถานการณ์ที่เลวร้ายลง และเรียกร้องให้มีการหยุดยิง รวมถึงการเจรจาที่ครอบคลุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งญี่ปุ่นจะยังคงให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต่อประชาชนเมียนมา

UN ประณามการโจมตีเรือพาณิชย์ในทะเลแดงโดยกลุ่ม Houthi

ข่าวสารนิเทศองค์การสหประชาชาติ (United Nations – UN) รายงานอ้างการแถลงของนายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการ UN เมื่อ 11 ก.ค. 2568 ที่ประณามการโจมตีเรือพาณิชย์ในทะเลแดงโดยกลุ่ม Houthi อย่างรุนแรง โดยเฉพาะในห้วง 6–8 ก.ค.68 ซึ่งส่งผลให้เรือ Eternity C จม ลูกเรือเสียชีวิต 4 ราย สูญหาย 15 ราย และเรือ Magic Seas ได้รับความเสียหาย   เลขาธิการ UN ระบุว่า การกระทำดังกล่าวละเมิดเสรีภาพในการเดินเรือและเป็นภัยต่อความปลอดภัยของลูกเรือ รวมถึงก่อให้เกิดความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และมนุษยธรรม ทุกฝ่ายต้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 2768 เมื่อ 15 ม.ค.68 ซึ่งเรียกร้องให้ยุติการโจมตีเรือพาณิชย์ในทะเลแดง โดย UN ยืนยันจะผลักดันการลดความตึงเครียดในภูมิภาค และเจรจากับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งในเยเมน ระดับภูมิภาค และนานาชาติ เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนและสันติ

อาเซียนแสดงความกังวลต่อประเด็นความมั่นคงระหว่างประเทศ

นสพ.New Straits Times รายงานอ้างแถลงการณ์ของที่ประชุม รมว.กต.อาเซียน เมื่อ 11 ก.ค.68 ว่า อาเซียนกังวลต่อสถานการณ์ความมั่นคงระหว่างประเทศ ที่สำคัญได้แก่ 1) สถานการณ์ในฉนวนกาซา ประณามอย่างรุนแรงต่อการโจมตีพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน พร้อมกับเรียกร้องให้สมาชิกอาเซียนและมิตรประเทศอํานวยความสะดวกและส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซาต่อไป 2) สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ยินดีกับข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและอิหร่านเมื่อ 24 มิ.ย.68 พร้อมกับเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพข้อตกลงดังกล่าวและหลีกเลี่ยงการยกระดับความรุนแรง 3) สถานการณ์ในยูเครน ยืนยันถึงการเคารพต่ออธิปไตย ความเป็นอิสระทางการเมือง และบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน และ 4) คาบสมุทรเกาหลี เรียกร้องให้มีการเจรจาอย่างสันติระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ และการปลดอาวุธนิวเคลียร์ที่ยั่งยืน

ITU เรียกร้องภาคเอกชนเร่งพัฒนามาตรการจัดการเนื้อหา AI deepfake

สนข. Reuters รายงานอ้างการประเมินของ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union – ITU) เมื่อ 11 ก.ค. 2568 ว่า ข้อมูลและเนื้อหาปลอมที่สร้างหรือดัดแปลงโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI deepfake) ก่อให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการแทรกแซงการเลือกตั้งและการฉ้อโกงทางการเงิน โดยเรียกร้องให้บริษัทเอกชนและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียใช้เครื่องมือตรวจสอบความถูกต้องทางดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงพัฒนามาตรฐานการตรวจสอบข้อมูลต้นทางก่อนการเผยแพร่ในสื่อมัลติมีเดียเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของเนื้อหา   ITU เตือนว่าการขาดกลไกกำกับดูแลในระดับสากลและแนวทางการแก้ไขที่ยังไม่มีทิศทางชัดเจนจะทำให้ AI deepfake มีอิทธิพลมากขึ้น พร้อมกับเสนอให้ภาคเอกชนร่วมส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันสื่อแก่ประชาชนเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของเทคโนโลยีดังกล่าว

ผู้แอบอ้างใช้ AI ปลอมแปลงเสียงเป็น รมว.กต.สหรัฐฯ

สนข.วอชิงตัน โพสต์ รายงานอ้าง จนท.กต.สหรัฐฯ เมื่อ 8 ก.ค.68 ว่า มีผู้แอบอ้างใช้โปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) ปลอมแปลงเสียงเป็นนายมาร์โค รูบิโอ รมว.กต.สหรัฐฯ เพื่อติดต่อ รมว.กต.ประเทศอื่น 3 ราย และ จนท.รัฐ 2 ราย รวมทั้งสมาชิกผู้แทนราษฎร 1 รายผ่านข้อความเสียง และการส่งข้อความตัวอักษร ของแอปพลิเคชัน Signal เมื่อ มิ.ย.68 โดยมีเป้าหมายเพื่อหลอกลวงและเข้าถึงข้อมูลหรือบัญชีของเหยื่อ ซึ่งสหรัฐฯ กำลังสืบสวนกรณีดังกล่าวอยู่ กับทั้งแจ้งเตือน สอท.และสถานกงสุลสหรัฐฯ ทั่วโลก รวมทั้งประเทศพันธมิตรให้ระวังการแอบอ้างดังกล่าว

อัศจรรย์แมกนีเซียม ตัวช่วยสู่ Longevity

ปัจจุบันคนทุกเพศทุกช่วงวัยหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ไม่ว่าอาหารคลีนและอาหารสุขภาพ ฮอร์โมนเพื่อปรับสมดุล และการออกกำลังกาย เพื่อปรับวิถีชีวิตให้สมดุล  นอกจากวิธีการเหล่านั้นแล้ว หลายคนใช้วิธีเสริมสร้างภูมิคุ้มกันภายในร่างกายมากขึ้น เช่น การดริปวิตามิน (IV Drip) การแช่ร่างกายในน้ำเย็นจัด (ice bath) ดีทอกซ์ รวมถึงการรับประทานอาหารเสริม ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน วิตามินซี วิตามินบี เหล็ก ซิงค์ โอเมก้า-3 คอลลาเจน หรือสารต้านอนุมูลอิสระหลากหลายชนิด  จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารไปในชีวิตประจำวัน แต่มีอีกแร่ธาตุที่จำเป็นอีกชนิดหนึ่งที่เริ่มนิยมทานเสริมกัน…… นั่นคือ “แมกนีเซียม” ซึ่งถูกกล่าวถึงในเรื่องการช่วยเรื่องการนอน หรือคลายกล้ามเนื้อ ความอัศจรรย์ของ “แมกนีเซียม” (Magnesium)……ดูเหมือนว่าจะตอบโจทย์ความปรารถนาของมนุษย์ในยุคต่อไปที่ต้องการมีอายุที่ยืนยาว หรือ Longevity เนื่องจากแมกนีเซียมเป็นส่วนเสริมเรื่องการพักผ่อน เพราะเป็นตัวช่วยสำคัญต่อการเสริมความแข็งแรงของร่างกายได้ลึกในระดับของเซลล์และดีเอ็นเอที่จะเป็นกุญแจไขสู่ความแข็งแรงของร่างกาย แมกนีเซียมเป็นแร่ธาตุตามธรรมชาติที่พบได้ในเปลือกโลก น้ำทะเล และในสิ่งมีชีวิต เกิดได้จากกระบวนการธรณีวิทยา หรือสังเคราะห์ได้ในห้องทดลองผ่านกระบวรการอีเล็กโทรไลด์จากการสกัดน้ำทะเล ซึ่งจะได้แมกนีเซียมที่บริสุทธิ์ มาใช้ในอุตสาหกรรมยาและอาหารเสริม และเป็นแมกนิเซียมที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับเกลือ ซึ่งทำให้สามารถบริโภคง่าย เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ตามร่างกายของมนุษย์นั้นต้องการแมกนีเซียมในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้ระบบต่างๆ ทำงานได้อย่างราบรื่น เช่น การทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท การสร้างพลังงาน รักษาความเสถียรของพันธุกรรม เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด…

กัมพูชาผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สามารถเพิกถอนสัญชาติผู้สมรู้ร่วมคิดกับต่างชาติ

กัมพูชามีการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในทางการเมือง โดยที่ประชุมสภาแห่งชาติกัมพูชา เมื่อ 11 กรกฎาคม 2568 มีมติเห็นชอบผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เพื่ออนุญาตให้รัฐบาลสามารถออกกฎหมายเพิกถอนสัญชาติของบุคคลที่ถูกตัดสินว่าสบคบคิดกับชาวต่างชาติเพื่อบ่อนทำลายผลประโยชน์แห่งชาติ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกัมพูชายืนยันว่า กฎหมายใหม่นี้จะบังคับใช้เฉพาะกับบุคคลผู้กระทำการทรยศ บ่อนทำลายความมั่นคงของชาติเท่านั้น และผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิดต่อผลประโยชน์ของชาติก็ไม่จำเป็นต้องกังวล ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีเป้าหมายหลักในการเพิ่มอำนาจให้รัฐบาลสามารถจัดการกับบุคคลที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำที่บ่อนทำลายเสถียรภาพทางการเมือง หรือทำงานร่วมกับกองกำลังต่างชาติเพื่อวัตถุประสงค์ที่ไม่เป็นไปตามผลประโยชน์ของกัมพูชา โดยจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 33 จากเดิมที่ระบุว่า “พลเมืองเขมรจะไม่มีการถูกเพิกถอนสัญชาติ ถูกเนรเทศ หรือส่งตัวไปประเทศอื่น เว้นแต่จะมีข้อตกลงร่วมกัน” โดยแก้ไขเป็น “การได้รับสัญชาติ การสูญเสียสัญชาติ และการเพิกถอนสัญชาติเขมร จะถูกกำหนดโดยกฎหมาย” กล่าวคือ สามารถเพิกถอนสัญชาติสามารถสำหรับผู้ที่มีสัญชาติกัมพูชาโดยกำเนิด หรือผู้ที่ได้รับสัญชาติในภายหลัง หากพิสูจน์ได้ว่ามีพฤติกรรมดังกล่าว การผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนี้ได้ก่อให้เกิดความกังวลจากองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและหลายประเทศทั่วโลก โดยมีข้อโต้แย้งว่าการกระทำดังกล่าวอาจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และอาจนำไปสู่การไร้สัญชาติ (statelessness) ซึ่งขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนสากล รวมถึงละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าคำว่า “สมรู้ร่วมคิดกับต่างชาติ” นั้นมีความคลุมเครือและสามารถตีความได้อย่างกว้างขวาง ทำให้มีโอกาสสูงที่จะมีการนำกฎหมายไปใช้ในทางที่ผิดหรือใช้เพื่อกำจัดคู่แข่งทางการเมืองโดยไม่เป็นธรรม ก่อนหน้านี้ สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภา ยืนยันว่า กัมพูชามีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเพิกถอนสัญชาติมาแต่เดิมแล้ว และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หรือแตกต่างจากหลักปฏิบัติของประเทศอื่น ๆ ในโลก…

GDP เวียดนามเติบโตแข็งแกร่งที่สุดในรอบ 15 ปี

สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม (National Statistics Office of Vietnam-NSO) สังกัดกระทรวงการคลัง รายงานว่า เศรษฐกิจเวียดนามแข็งแกร่งที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ โดยอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ในห้วงมกราคม-มิถุนายน ปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ 7.52 สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2554 เป็นผลลัพธ์เชิงบวกที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่น ความพยายาม และการดำเนินการที่เด็ดขาดในการบริหารจัดการด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาล ท่ามกลางความท้าทายจากผลกระทบอัตราดอกเบี้ยสูง ความต้องการของผู้บริโภคที่ลดลงและภาวะชะงักงันทางการค้า เมื่อพิจารณาภาคส่วนสำคัญที่มีการเติบโตในเชิงบวก ได้แก่ 1) เกษตรกรรม ป่าไม้ และประมง ขยายตัวที่ ร้อยละ 3.84 โดยได้แรงหนุนจากความต้องการภายในประเทศ รวมถึงอุปสงค์การส่งออก 2) การผลิตภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง เติบโตรวมกันที่ร้อยละ 8.33 โดยอุตสาหกรรมแปรรูปและการผลิตถือเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจเวียดนาม และ 3) ภาคบริการ เติบโตถึงร้อยละ 8.14 ทั้งการค้าส่งและการค้าปลีก (เพิ่มร้อยละ 7.03 ) ภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ (เพิ่มร้อยละ 9.82 ) ภาคการเงิน การธนาคารและการประกันภัย…