สหรัฐฯ เตรียมใช้กองทัพควบคุมการชุมนุมคัดค้านนโยบายผู้อพยพในรัฐมินเนโซตา

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เมื่อ 19 มกราคม 2569 สั่งการให้ทหารอเมริกันจำนวน 1,500 คน เตรียมความพร้อมเพื่อปฏิบัติการควบคุมผู้ชุมนุมประท้วงในรัฐมินเนโซตา สหรัฐฯ หลังจากมีรายงานว่าการชุมนุมประท้วงขยายตัวเนื่องจากประชาชนจำนวนมากไม่พอใจนโยบายปราบปรามผู้อพยพในพื้นที่โดยใช้ความรุนแรงและการกระทำที่เกินกว่าเหตุ หลังจากเกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ยิงสังหารผู้ประท้วง แต่เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าผู้ประท้วงดังกล่าวขับรถพุ่งชนเข้าหน้าที่ การเตรียมกองกำลังทหารดังกล่าวเป็นไปตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งระบุว่าพร้อมจะใช้อำนาจตามรัฐบัญญัติ Insurrection Act เพื่อใช้กำลังจากกองทัพสหรัฐฯ ในการจัดการสถานการณ์ความมั่นคงในประเทศ หลังจากที่การชุมนุมประท้วงในรัฐมินเนโซตาเริ่มขยายตัว พร้อมทั้งมีรายงานว่านักการเมืองท้องถิ่นไม่เห็นด้วยกับมาตรการของรัฐบาล รวมทั้งมีการขัดขวางเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ หรือ ICE ระหว่างปฏิบัติการปราบปรามและจับกุมผู้อพยพผิดกฎหมาย ทำให้ผู้นำสหรัฐฯ จำเป็นต้องควบคุมสถานการณ์ ประธานาธิบดีทรัมป์เคยขู่จะใช้อำนาจตามรัฐบัญญัติ Insurrection Act เพื่อใช้กำลังจากกองทัพสหรัฐฯ ในการจัดการสถานการณ์ความมั่นคงในประเทศแล้วเมื่อปี 2563 เพื่อจัดการการชุมนุมประท้วงเหตุ George Floyd หรือการประท้วงเจ้าหน้าที่รัฐใช้กำลังเกินกว่าเหตุต่อพลเรือน ด้านกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ย้ำว่าหน่วยงานมีความจำเป็นต้องเตรียมพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด อย่างไรก็ตาม นาย Tim Walz ผู้ว่าการรัฐมินเนโซตา สังกัดพรรคเดโมแครต คัดค้านคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์และเรียกร้องให้ยกเลิกความพยายามจะส่งทหารไปควบคุมพลเรือน เพราะจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายและเสี่ยงเผชิญความรุนแรงมากขึ้น การควบคุมสถานการณ์การชุมนุมในรัฐมินนิโซตา อาจเป็นประเด็นสำคัญทางการเมืองของรัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ และเปรียบได้เป็น “tinderbox” หรือสถานการณ์ที่พร้อมจะปะทะเป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายของสหรัฐฯ…

ศรีลังกากำลังเป็นคู่แข่งของไทยและเวียดนามด้านตลาดนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย

Financial Express ของอินเดีย รายงานว่า ศรีลังกากำลังเป็นคู่แข่งของไทยและเวียดนาม ที่เป็นปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวอินเดีย โดยข้อมูลของหน่วยงานการท่องเที่ยวศรีลังกาเมื่อปี 2568 ศรีลังกามีนักท่องเที่ยวต่างชาติ กว่า 2.3 ล้านคน ซึ่งนักท่องเที่ยวอินเดียเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด มีจำนวนกว่า 531,000 คน โดยช่วง ธ.ค.68 มีชาวอินเดียเดินทางมามากที่สุดกว่า 56,000 คน และแม้แต่ในช่วง ก.พ.68 ที่เป็นช่วงโลว์ซีซันของตลาดอินเดีย ก็ยังมีนักท่องเที่ยวจากอินเดียกว่า 35,000 คน  สำหรับชาวอินเดีย ศรีลังกามีความสะดวกในการเดินทาง และวัฒนธรรมก็คุ้นเคยเมื่อเทียบกับไทยหรือเวียดนาม ประกอบกับจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น และขั้นตอนการขอวีซ่าที่ง่ายขึ้น ทำให้ศรีลังกากลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับการพักผ่อนระยะสั้น

ฟิลิปปินส์ค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ครั้งแรกในรอบทศวรรษ

ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์ เปิดเผยเมื่อ 19 มิ.ย.69 ว่า ค้นพบแหล่งก๊าซและก๊าซธรรมชาติเหลวขนาดใหญ่ครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ  อยู่ห่างจากแหล่งก๊าซ Malampaya ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 5 กม.  แหล่งก๊าซดังกล่าวมีชื่อว่า Malampaya East One หรือ MAE-1 คาดว่าจะมีปริมาณก๊าซสำรองประมาณ 98,000 ล้าน ลบ.ฟ เทียบเท่ากระแสไฟฟ้า 14,000 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี ซึ่งสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับครัวเรือนได้มากกว่า 5.7 ล้านครัวเรือนต่อปี  MAE-1 มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์เทียบเท่าแหล่งก๊าซ Malampaya ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ยังกล่าวว่า MAE-1 เป็นความสำเร็จที่สำคัญในการสำรวจแหล่งก๊าซใหม่ สำหรับแผนการสำรวจขั้นต่อไปคือการขุดเจาะและทดสอบ Camago-3 ให้แล้วเสร็จ  

สหรัฐฯ ประกาศโครงสร้าง Board of Peace และเชิญตัวแทนต่างประเทศเข้าร่วมกลไกฟื้นฟูกาซา

สนข.AP รายงานเมื่อ 19 ม.ค.69 ว่า สหรัฐฯ ชี้แจงโครงสร้างและรายชื่อสมาชิกคณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace)  ในแผนฟื้นฟูสันติภาพฉนวนกาซาตามข้อเสนอ 20 ประการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีโครงสร้างการบริหาร 4 ระดับ คือ 1) คณะกรรมการบริหารผู้ก่อตั้ง (Founding Executive Board) ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธาน และสมาชิก 7 ราย   2) คณะกรรมการบริหารกาซา (Gaza Executive Board)  11 ราย 3) ผู้แทนระดับสูงเพื่อการประสานงานในกาซา (High Representative for Gaza)  และ 4) กรรมาธิการแห่งชาติเพื่อการบริหารฉนวนกาซา (National Committee for the Administration of Gaza – NCAG) ทั้งนี้…

WEF เริ่มการประชุมประจำปี 2569

ผู้นำประเทศและผู้แทนระดับสูงจากองค์กรต่าง ๆ เดินทางไปที่เมืองดาวอส สวิตเซเอร์แลนด์ เพื่อร่วมการประชุมเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum (WEF) ประจำปี 2569 ระหว่าง 19-23 มกราคม 2569 โดยมีหัวข้อการประชุมหลัก คือ “A Spirit of Dialogue” มีผู้แทนจากรัฐบาล องค์กรระหว่างประเทศ บริษัทภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม รวมทั้งผู้แทนจากสถาบันวิชาการไปเข้าร่วมจำนวนมาก เพื่อแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นสำคัญของโลก และร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์เกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างประเทศที่สำคัญต่อไป ทั้งนี้ WEF จัดการประชุมเป็นประจำทุกปี ซึ่งปี 2568 กำหนด 5 ประเด็นหลักที่เป็นความท้าทายสำคัญของโลก (key global challenges) ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อบริหารจัดการกับความท้าทายที่จะมีความซับซ้อนมากขึ้น สำหรับ 5 ประเด็นหลักที่เป็นความท้าทายของโลก ได้แก่ 1) แนวทางเพิ่มความร่วมมือในโลกที่แข่งขันกันมากขึ้น 2) วิธีการปลดล็อกปัจจัยใหม่ ๆ ที่จะขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก 3) แนวทางการลงทุนเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 4) แนวทางการส่งเสริมนวัตกรรมไปพร้อม ๆ…

ประเทศยุโรปคัดค้าน และพร้อมขึ้นมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ

ทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคยุโรปกับสหรัฐฯ มีแนวโน้มห่างเหินและขัดแย้งกันจากกรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันเป้าหมายต้องการให้สหรัฐฯ เข้าไปครอบครองเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งปัจจุบันมีสถานะเป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก ท่าทีดังกล่าวทำให้ทั้งเดนมาร์ก กรีนแลนด์ และประเทศยุโรปไม่เห็นด้วย เพราะเท่ากับละเมิดอธิปไตยและสิทธิของประเทศยุโรป ทำให้หลายประเทศตัดสินใจจะส่งกำลังทหารไปกรีนแลนด์เพื่อปกป้องความมั่นคงของภูมิภาค ประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันอีกครั้งเมื่อ 18 มกราคม 2569 ว่า ต้องการครอบครองเกาะกรีนแลนด์เพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ รวมทั้งเพื่อไม่ให้จีนและรัสเซียครอบครอง  สหรัฐฯ  พร้อมจะลงโทษประเทศในยุโรปจำนวน 8 ประเทศที่ไม่เห็นด้วย หรือพยายามขัดขวางความต้องการดังกล่าวด้วยมาตรการภาษีตอบโต้ ในอัตราร้อยละ 10 เริ่มตั้งแต่ กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป ประเทศที่อยู่ในบัญชีจะเผชิญมาตรการภาษีเพิ่ม ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน และฟินแลนด์ รวมทั้งเดนมาร์ก และจะเพิ่มระยะต่อไป ที่ร้อยละ 25 อย่างไรก็ดี ยุโรปประกาศจะเก็บภาษีตอบโต้สหรัฐฯ เช่นกัน ประเทศยุโรปที่อยู่ในบัญชีดังกล่าว คือกลุ่มประเทศที่ประกาศว่าจะส่งทหารไปประจำการและสนับสนุนความมั่นคงที่เกาะกรีนแลนด์ ภายใต้ชื่อปฏิบัติการ “Arctic Endurance” โดยทั้ง 8 ประเทศยืนยันว่าไม่มีเป้าหมายเพื่อข่มขู่ประเทศใด พร้อมกันนี้ ปรากฏกระแสชาวกรีนแลนด์จำนวนมากรวมตัวกันชุมนุมคัดค้านนโยบายของผู้นำสหรัฐฯ…

พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเริ่มการประชุมคัดเลือกผู้นำสูงสุด

สื่อต่างประเทศติดตามการประชุมใหญ่ครั้งที่ 14 ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ระหว่าง 19-25 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นการประชุมสำคัญที่จัดขึ้นทุก ๆ 5 ปีเพื่อคัดเลือกผู้นำสูงสุดของพรรคและกำหนดเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่อไป โดยมีรายงานว่า พล.ต.อ.โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ /ผู้นำสูงสุดเวียดนาม และนายฝั่ม มิญ จิ๊ญ นายกรัฐมนตรีเวียดนาม เดินทางไปเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวพร้อมสมาชิกพรรคและคณะผู้แทนระดับสูง ที่บริเวณ Pham Hung Street ในกรุงฮานอย เมืองหลวงของเวียดนาม มีผู้แทนสมาชิกพรรคจำนวน 1,586 คน เข้าร่วมการประชุมเพื่อสะท้อนมุมมองของสมาชิกพรรคจำนวนมากกว่า 5.6 ล้านคนทั่วประเทศ ซึ่งจะหารือกันภายใต้หลักการความสามัคคี ประชาธิปไตย มีวินัย ก้าวหน้าและพัฒนา (Solidarity, Democracy, Discipline, Breakthrough and Development) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาประเทศ การประชุมนี้ มีเอกสารรายงาน 4 ฉบับที่พรรคคอมมิวนิสต์จะต้องพิจารณาระหว่างการประชุม ได้แก่ รายงานการเมือง รายงานการทบทวนนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ รายงานการทบทวนระเบียบของพรรค และรายงานรับรองผลงานของรัฐบาลและคณะกรรมาการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ชุดที่ 13 ที่ผ่านมา ซึ่งในการประชมุครั้งนี้…

เศรษฐกิจจีนเติบโตได้ตามเป้าหมาย แม้เผชิญมาตรการภาษีสหรัฐฯ

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (National Bureau of Statistics – NBS) เมื่อ 19 มกราคม 2569 เผยแพร่รายงานเศรษฐกิจจีน (GDP) เมื่อปี 2568 เติบโตร้อยละ 5 หรือ 19.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามเป้าหมายที่รัฐบาลจีนกำหนดไว้ แม้ว่าจะเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ สำหรับปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ ภาคบริการและการผลิต ขณะที่ดัชนีด้านการลงทุนและการบริโภคในประเทศยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ นอกจากนี้ เศรษฐกิจจีนยังได้รับผลกระทบจากบรรยากาศเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน เพราะสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายพื้นที่ และสงครามการค้าของสหรัฐฯ การเผยแพร่รายงานเศรษฐกิจดังกล่าวจะมีความสำคัญต่อทิศทางการกำหนดนโยบายของรัฐบาลจีน ในการประชุมสำคัญที่จะมีขึ้นในปี 2569 เพื่อกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติปี 2569-2573 โดยดัชนีการเติบโตทางเศรษฐกิจเมื่อปี 2568 สะท้อนว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจจีนยังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยภาคอุตสาหกรรม การบริการ และการส่งออกไปยังต่างประเทศ นอกจากนี้ การพัฒนาภาคอุตสาหกรรมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีคุณภาพ จะยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนความมั่นคงทางเศรษฐกิจของจีนต่อไปในระยะยาว สื่อต่างประเทศสนใจรายงานตัวเลขเศรษฐกิจของจีน ไม่ใช่เพราะเป็นประเทศมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลกเท่านั้น แต่เพราะเศรษฐกิจจีนเติบโตได้ตามเป้าหมาย แม้ว่าจะเผชิญมาตรการภาษีจากผู้นำสหรัฐฯ  สะท้อนว่าจีนยังคงส่งออกไปต่างประเทศได้มากพอที่จะทำให้ได้เปรียบดุลการค้าเมื่อปี 2568 อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจีนประเมินว่าจีนอาจได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ชัดเจนมากขึ้นในปี 2569 นอกจากนี้…

“ทิศทางเศรษฐกิจเวียดนามปี 2569 : โอกาส ความเสี่ยง และผลสะเทือนต่ออาเซียน”

เวียดนามเพื่อนบ้านในอาเซียนกำลังเป็น “ดาวรุ่ง” ที่พุ่งแรงที่สุดในภูมิภาค และเติบโตในฐานะกำลังสำคัญทางเศรษฐกิจของอาเซียน ทิศทางเศรษฐกิจของเวียดนามในปี 2569 อยู่ในระดับที่เรียกว่า “High Growth” คือขยายตัวสูงกว่าทั้งค่าเฉลี่ยของอาเซียนและค่าเฉลี่ยของเศรษฐกิจโลกอย่างเห็นได้ชัด…… ขอย้อนไปเมื่อปี 2568 การเติบโตทางเศรษฐกิจของ GDPของเวียดนาม สถาบันการเงินระหว่างประเทศที่สำคัญ เช่นกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่าจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 6.5 ขณะที่ธนาคารโลกระบุอยู่ที่ประมาณร้อยละ 6.6-6.8 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สวยงามมากเลย…. และในปี 2569 รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าหมายการเติบโตไว้ ถึงร้อยละ 10 ขณะที่สถาบันการเงินอื่น ๆ ประเมินไว้ที่ประมาณร้อยละ 7.2-7.5 แต่ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ อย่างไทย หรือสิงคโปร์ที่อัตราการเติบโตจะอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 2-3 เท่านั้น โครงสร้าง GDP ของเวียดนามก็ยังมีสัดส่วนหลักจากภาคอุตสาหกรรมและการผลิต ภาคการส่งออกและภาคบริการที่เริ่มขยายตัวมากขึ้น แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อเศรษฐกิจเวียดนามมาก ๆ คือ เวียดนามไม่ได้เป็นแค่ประเทศรับจ้างผลิตราคาถูกเหมือนเมื่อก่อน แต่เขาเริ่มขยับไปสู่การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรม Semiconductor และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ที่ย้ายฐานมาจากจีนและไต้หวัน ทำให้เวียดนามกลายเป็น “ฐานผลิตโลก” ประกอบกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ภาครัฐฯ…

หัวหน้ากลุ่ม Black Basta ถูกเพิ่มรายชื่อในบัญชีบุคคลที่ต้องการตัวมากที่สุดของสหภาพยุโรปและอินเตอร์โพล

เว็บไซต์ The Hacker News รายงานเมื่อ 17 ม.ค.69 ว่า หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของยูเครนและเยอรมนี ได้ระบุตัวตนสมาชิกกลุ่มอาชญากรรมทางไซเบอร์ Black Basta ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ให้บริการมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (RaaS) ที่มีความเชื่อมโยงกับรัสเซีย โดยมีการออกหมายประกาศตำรวจสากลสีแดง (Interpol Red Notice) และเพิ่มชื่อ นาย Oleg Yevgeniyevich Nefedov สัญชาติรัสเซีย หัวหน้ากลุ่มฯ ลงในบัญชีบุคคลที่ต้องการตัวมากที่สุดของสหภาพยุโรป ผลการสืบสวนพบว่ากลุ่มดังกล่าวมีความเชี่ยวชาญระดับสูงในการเจาะระบบรักษาความปลอดภัยทางเทคนิค โดยเฉพาะการใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะทางเพื่อโจรกรรมข้อมูลรหัสผ่านและเข้ารหัสระบบสารสนเทศเพื่อกรรโชกทรัพย์ ซึ่งจากการตรวจค้นบ้านพักผู้ต้องหาในยูเครน เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลและสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้มาจากการกระทำความผิดเป็นจำนวนมาก กลุ่ม Black Basta เริ่มปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปี 2565 ก่อเหตุโจมตีองค์กรกว่า 500 แห่งทั่วโลก คิดเป็นมูลค่าความเสียหายหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่รั่วไหลเผยให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างหัวหน้ากลุ่มกับหน่วยข่าวกรองและนักการเมืองระดับสูงของรัสเซีย รวมถึงความสัมพันธ์กับกลุ่มอาชญากรทางไซเบอร์รายใหญ่ในอดีต อาทิ กลุ่ม Conti และ Ryuk ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันกลุ่ม Black Basta จะยุติบทบาทลงภายหลังการถูกเปิดโปงข้อมูลภายในเมื่อช่วงต้นปี 2568 แต่จากรายงานด้านความมั่นคงพบว่า สมาชิกกลุ่มได้มีการปรับตัวและโยกย้ายไปร่วมงานกับกลุ่มแฮ็กเกอร์รายใหม่อย่างกลุ่ม…