ไทยเตรียมจ้างแรงงานศรีลังกา 10,000 คน

The Sunday Island ของศรีลังกา รายงานกรณีศรีลังกาและไทยเสร็จสิ้นการเจรจาเกี่ยวกับกรอบความร่วมมือด้านแรงงานครั้งสำคัญ ซึ่งจะเปิดทางให้มีการรับแรงงานชาวศรีลังกาจำนวน 10,000 คน ภายใต้โครงการนำร่อง เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานในหลายภาคส่วนของไทย และสร้างโอกาสการจ้างงานให้แก่ชาวศรีลังกาในสาขาต่าง ๆ เช่น การก่อสร้าง เกษตรและปศุสัตว์ อาหารและเครื่องดื่ม อุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา การแปรรูปสัตว์น้ำ เหมืองแร่ โดยทั้งสองฝ่ายได้สรุปร่างข้อตกลงแล้ว และเตรียมส่งให้รัฐบาลอนุมัติอย่างเป็นทางการ โดยพิธีลงนามคาดว่าจะจัดขึ้นภายในไตรมาสแรกของปี 2569

รมว.กต.อิหร่านพบหารือกับ ผอ. IAEA ที่เจนีวา

นายอับบาส อะราคชี รมว.กต.อิหร่าน พบหารือกับนาย Rafael Grossi ผอ.ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อ 16 ก.พ.69 เกี่ยวกับการรื้อฟื้นความร่วมมือทางเทคนิคระหว่างอิหร่านกับ IAEA รวมทั้งแจ้งให้ทราบถึงทัศนะของอิหร่านต่อการเจรจาโดยอ้อมกับผู้แทนสหรัฐฯ เพื่อหาข้อยุติสำหรับปัญหาเกี่ยวกับโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน ผ่านโอมานซึ่งเป็นคนกลาง ที่กำลังจะมีขึ้นใน 17 ก.พ.69 นอกจากนี้ รมว.กต.อิหร่านยังโพสต์ข้อความบนบัญชี X ว่า เป้าหมายของการเจรจากับสหรัฐฯ รอบนี้ คือ การบรรลุข้อตกลงที่เป็นธรรมและเท่าเทียมกับสหรัฐฯ แต่ขณะเดียวกันก็จะไม่ยอมจำนนต่อการข่มขู่คุกคามใด ๆ จากสหรัฐฯ

คิวบาประสบปัญหาขยะล้นเมือง

สนข. Reuters รายงานเมื่อ 17 ก.พ.69 ว่า วิกฤตขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงในคิวบาส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บขยะในพื้นที่กรุงฮาวานา (เมืองหลวง) และชุมชนหลายพื้นที่ หลังรถเก็บขยะไม่สามารถออกให้บริการได้ตามปกติ เนื่องจากขาดน้ำมันเชื้อเพลิง ก่อนหน้านี้ คิวบายืนกรานต่อต้านมาตรการกดดันของสหรัฐฯ ที่พยายามตัดแหล่งน้ำมันของประเทศ และขู่ขึ้นภาษีสินค้าของประเทศใดก็ตามที่ส่งออกเชื้อเพลิงให้คิวบา ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์ขาดแคลนอาหาร ยา และพลังงานในคิวบารุนแรงยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลคิวบาประกาศแผนปันส่วนน้ำมันและคุ้มครองบริการจำเป็น โดยจัดสรรควบคุมการใช้น้ำมันทั่วประเทศ โดยจะกันเชื้อเพลิงไว้สำหรับบริการพื้นฐานของประชาชนก่อน เช่น โรงพยาบาล และระบบสาธารณสุข ระบบการผลิตไฟฟ้า ระบบขนส่งสาธารณะ ระบบการผลิตและกระจายอาหาร การลดการใช้น้ำมันในภาคส่วนที่ไม่เร่งด่วน

รัฐบาลเมียนมาสั่งขับไล่อุปทูตติมอร์-เลสเต ออกนอกประเทศ

รัฐบาลเมียนมามีคำสั่งขับไล่นายเอลิซิโอ โด โรซาริโอ เดอ ซูซา อุปทูตรักษาการสถานเอกอัครราชทูตติมอร์-เลสเต ประจำเมียนมา โดยให้เดินทางออกจากเมียนมาภายใน 20 ก.พ.69 โดยมีสาเหตุจากความไม่พอใจอย่างมากต่อกรณีที่ ติมอร์-เลสเต แทรกแซงกิจการภายในเมียนมาอย่างโจ่งแจ้ง โดยเฉพาะการสนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเมียนมา นอกจากนี้ ยังมีสำนักงานอัยการสูงสุดติมอร์-เลสเต ยอมรับการพิจารณาทางกฎหมาย พร้อมแต่งตั้งอัยการอาวุโสให้ตรวจสอบเอกสารหลักฐาน ตามคำร้องขององค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งชนชาติชิน (Chin Human Rights Organization – CHRO) เมื่อ 12 ม.ค.69 เพื่อให้ดำเนินคดีต่อเมียนมาในข้อหาก่ออาชญากรรมสงครามและละเมิดสิทธิมนุษยชนในรัฐชินอย่างรุนแรง พร้อมให้สอบสวนภายใต้หลักการเขตอำนาจศาลสากลและนำตัวผู้กระทำผิดมารับผิดชอบ โดยเฉพาะ พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์

จีนใช้มาตรการวีซ่าฟรีแก่ผู้ที่มีสัญชาติอังกฤษและแคนาดา

จีนขยายความสัมพันธ์อันดีกับประเทศในโลกตะวันตก ด้วยมาตรการผ่อนปรนการเดินทางเข้าประเทศ ล่าสุดเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2569 สื่อมวลชนจีนและสื่อต่างประเทศรายงานยืนยันว่า จีนจะใช้มาตรการวีซ่าฟรีแก่ผู้ที่มีสัญชาติอังกฤษและแคนาดา เริ่มตั้งแต่ 17 กุมภาพันธ์ – 31 ธันวาคม 2569  เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว นักธุรกิจ และผู้ที่ต้องการเดินทางไปเยี่ยมครอบครัวจากทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งจะสามารถพำนักอยู่ในจีนได้นาน 30 วัน โดยไม่ต้องขอวีซ่า มาตรการดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ว่าจีนกับสหราชอาณาจักร และแคนาดา มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างกันมากขึ้น และจะเป็นผลดีต่อการส่งเสริมความไว้วางใจระหว่างประชาชน มาตรการวีซ่าฟรีเป็นเครื่องมือที่จีนใช้ในการเพิ่มพูนความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ที่ผ่านมา จีนใช้มาตรการวีซ่าฟรีแก่ประเทศต่าง ๆ แล้วอย่างน้อย 50 ประเทศ รวมทั้งฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนี และออสเตรเลีย โดยครั้งนี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายหลังจากผู้นำสหราชอาณาจักรเยือนจีนเมื่อ มกราคม 2569 และได้พบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน แม้ว่านานาชาติ รวมทั้งนักการเมืองในสหราชอาณาจักรจะเดือนว่าการดำเนินนโยบายต่างประเทศใกล้ชิดกับจีนอาจเป็นผลเสียต่อความมั่นคงของสหราชอาณาจักร เฉพาะอย่างยิ่งกรณีจีนจะขอสร้าง สอท.จีน/กรุงลอนดอน แห่งใหม่ แต่นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ของสหราชอาณาจักร ก็ยังยืนยันว่าการปรับปรุงความสัมพันธ์กับจีนให้เป็นปกติ จะเป็นประโยชน์กับความมั่นคงและความมั่งคั่งของสหราชอาณาจักรมากกว่า…

การประท้วงรัฐบาลอิหร่านทั่วโลก

สถานการณ์ความมั่นคงในอิหร่านยังคงตึงเครียด และเกิดการประท้วงในเมืองสำคัญของอิหร่านที่ชาวอิหร่านคัดค้านนโยบายของรัฐบาลซึ่งล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง  กระแสการประท้วงดังกล่าวยังขยายตัวไปในต่างประเทศ โดยมีรายงานเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า มีประชาชนในต่างประเทศรวมตัวกันจำนวนมากสูงสุดถึง 350,000 คน เพื่อแสดงออกถึงการประท้วงเรียกร้องให้เกิดการปฏิวัติในอิหร่าน  พื้นที่ที่ปรากฏการชุมนุมขนาดใหญ่ ได้แก่ เมืองลอสแองเจลลิส สหรัฐฯ  เมืองโตรอนโต แคนาดา เมืองมิวนิก เยอรมนี  กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร และเมืองซิดนีย์ ออสเตรเลีย ผู้ประท้วงส่วนใหญ่รวมตัวกันในที่สาธารณะ โบกธงชาติอิหร่านและชูป้ายประท้วง การประท้วงอิหร่านในต่างประเทศที่น่าสนใจ คือ กรณีที่เมืองมิวนิก เยอรมนี เมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เนื่องจากมีนายเรซา ปาห์ลาวี ผู้ลี้ภัยเชื้อสายราชวงศ์ปาห์ลาวี ที่ลี้ภัยในต่างประเทศ เป็นแกนนำการประท้วงในนาม “global day of action” กระตุ้นให้ประชาชนและผู้สนับสนุนร่วมกันแสดงออกทางการเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงอิหร่าน ทำให้มีผู้ชุมนุมออกไปร่วมแสดงพลังมากกว่า 250,000 คน ผู้ประท้วงได้โบกธงอิหร่านที่มีสัญลักษณ์สิงโตและพระอาทิตย์ ซึ่งเป็นธงชาติอิหร่านที่ใช้ในช่วงก่อนการปฏิบัติอิสลามเมื่อปี 2522 และตะโกนสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอิหร่าน รวมทั้งกล่าวสนับสนุนบทบาทของพระเจ้าชาห์แห่งอิหร่าน และระบอบการปกครองโดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย ท่าทีที่น่าจับตามองของนายเรซา…

ชาวปาเลสไตน์กังวลกรณีอิสราเอลมีแผนผนวกดินแดนในเขตเวสต์แบงก์

กรณีอิสราเอลผ่านกฎหมายที่เอื้อให้รัฐบาลอิสราเอลลงทะเบียนพื้นที่ในเขตเวสต์แบงก์ให้เป็นทรัพย์สินของรัฐได้ ทำให้ชาวปาเลสไตน์กังวลว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะทำให้อิสราเอลเริ่มแผนการผนวกดินแดนของชาวปาเลสไตน์ หรือการรุกรายโดยพฤตินัย (de-facto annexation) จึงเรียกร้องให้นานาชาติ เฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ และสหประชาชาติ (UN) ระงับยับยั้งการออกกฎหมายดังกล่าวของอิสราเอลโดยด่วน ทั้งนี้ กลุ่ม Peace Now ซึ่งเป็นองค์กรต่อต้านการผนวกดินแดนของอิสราเอล ให้ความเห็นว่ากฎหมายของอิสราเอลอาจบังคับใช้ได้ภายในปี 2569 และจะเป็นอันตรายต่อชาวปาเลสไตน์ ที่ผ่านมา อิสราเอลใช้เครื่องมือทางการทหารและกฎหมายเพื่อผนวกดินแดนในเขตเวสต์แบงก์อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่ออ้างความชอบธรรม แต่ชาวปาเลสไตน์คัดค้านโดยมีมุมมองว่าความเคลื่อนไหวของอิสราเอลนั้นละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ สำหรับพื้นที่เฝ้าระวังที่อาจตกเป็นเป้าหมายของอิสราเอล คือ Area C ซึ่งอยู่ในเขตเวสต์แบงก์ มีชาวปาเลสไตน์อาศัยอยู่ประมาณ 300,000 คน ปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ชาวปาเลสไตน์ในพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นเจ้าของดินแดน เนื่องจากมีกระบวนการทางกฎหมายที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน นอกจากนี้ เอกสารตามกฎหมายบางส่วนสูญหายระหว่างสงครามระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์หลายครั้ง ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง คัดค้านมาตรการผนวกดินแดนของอิสราเอลเช่นกัน เช่น จอร์แดน กาตาร์ อียิปต์ และตุรกี ซึ่งมีถ้อยแถลงประณามอิสราเอลและไม่เห็นด้วยกับการผนวกดินแดน เพราะขัดแย้งกับกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อตกลงออสโล (Oslo Accords) รวมทั้งเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง ปัจจุบัน นานาชาติติดตามท่าทีของสหรัฐฯ เพราะเป็นมหาอำนาจที่มีอิทธิพลต่อความเคลื่อนไหวของอิสราเอล ก่อนหน้านี้ในสมัยอดีตประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน…