รัสเซียเตรียมรับมือมาตรการคว่ำบาตรภาคพลังงานของชาติตะวันตก

สนข.TASS รายงานอ้างโฆษก กต.รัสเซีย เมื่อ 4 ก.พ.69 เกี่ยวกับแนวทางรับมือมาตรการคว่ำบาตรภาคพลังงานรัสเซียของชาติตะวันตกว่า รัสเซียเปลี่ยนเส้นทางขนส่งก๊าซธรรมชาติหลักของรัสเซียไปยังประเทศใหม่ทางตะวันออก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก หลังสหภาพยุโรปประกาศยุติการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียในปี 2570 นอกจากนี้ รัสเซียมุ่งหวังให้ตุรกีต่อต้านความพยายามแทรกแซงความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างรัสเซียกับตุรกีของชาติตะวันตกจากกรณีฝรั่งเศสขอให้ตุรกีลดการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียและต่อต้านการขนส่งน้ำมันที่ผิดกฎหมาย รวมถึงกรณีอินเดียที่จะยุติการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียหลังการหารือกับสหรัฐฯ ประเด็นการค้า โดยระบุว่า รัสเซียไม่ได้เป็นผู้จัดหาน้ำมันเพียงรายเดียวแก่อินเดีย ซึ่งเป็นสิทธิ์ของอินเดียที่จะซื้อน้ำมันจากแหล่งอื่นตามความต้องการของอินเดีย

ผู้นำสหรัฐฯ ริเริ่มโครงการ Project Vault สำรองแร่ธรรมชาติสำคัญ

  การสะสมทรัพยากรธรรมชาติ และความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของชาติ เป็นเป้าหมายสำคัญของประเทศมหาอำนาจทั่วโลก ทรัพยากรธรรมชาติถือว่าเป็นพลังอำนาจที่สำคัญของรัฐ ดังนั้น สหรัฐฯ จึงจะมีการสำรองแร่ธาตุสำคัญของประเทศหรือแร่ธาตุเชิงยุทธศาสตร์ (critical minerals) ซึ่งรวมทั้งแรร์เอิร์ธด้วย เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับห่วงโซ่แร่ธาตุสำคัญ และเพื่อไม่ต้องพึ่งพาประเทศอื่นมากเกินไป เฉพาะอย่างยิ่งจีน ทั้งนี้ คลังสำรองแร่ธาตุสำคัญทางยุทธศาสตร์จะทำให้สหรัฐฯ มีความมั่นคงทางแร่ธาตุสำคัญเช่นเดียวกับความมั่นคงทางพลังงานที่สหรัฐฯ มีคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (The Strategic Petroleum Reserve -SPR)  และเมื่อสิ้นปี 2568 สหรัฐฯ มีการสำรองน้ำมันไว้ใช้ในคลังได้ถึง 4 เดือน หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จึงสั่งการเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ให้เริ่มโครงการ Project Vaultเพื่อสร้างคลังแร่ธรรมชาติสำคัญสำรองไว้ในประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและประเทศ โดยแร่ธรรมชาติสำคัญที่สหรัฐฯ จะจัดทำบัญชีเพื่อสำรองไว้มีมากกว่า 50 ชนิด เช่น แรร์เอิร์ธ ลิเธียม ยูเรเนียม และทองแดง ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ จะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มั่นใจว่าสหรัฐฯ มีคลังแร่ธรรมชาติสำคัญสำรองไว้จำนวนเพียงพอต่อห่วงโซ่การผลิตอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในประเทศ…

UAE เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม World Governments Summit

สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ หรือ UAE เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดรัฐบาลโลก ประจำปี 2569 หรือ World Governments Summit (WGS) ที่เมืองดูไบ ระหว่าง 3-5 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งจะเป็นเวทีการประชุมระดับนานาชาติที่มีผู้แทนจากรัฐบาลประเทศทั่วโลก รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ ได้รับเชิญให้เข้าร่วมเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “Shaping Future Governments” เพื่อเตรียมรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาที่รวดเร็วในยุคปัจจุบัน การประชุมครั้งนี้มีวาระสำคัญ คือ การมองสู่อนาคต เพื่อค้นหาโอกาสและความท้ายที่จะเผชิญ และกำหนดแนวทางให้รัฐบาลสามารถพัฒนาประเทศต่าง ๆ ต่อไปได้ ประเด็นสำคัญในการประชุม WGS ปี 2569 ประกอบด้วย 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การสร้างธรรมาภิบาลระดับโลก (global governance) การส่งเสริมสังคมและความเป็นอยู่ที่ดี การเสริมสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ การรับมือกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป และการเตรียมพร้อมกับอนาคตที่ไม่แน่นอน นอกจากนี้ สื่อมวลชนคาดว่าที่ประชุมจะกล่าวถึงความร่วมมือด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ การเปลี่ยนผ่านไปยุคดิจิทัล และการเพิ่มขีดความสามารถของรัฐบาลต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่อนาคต UAE…

รัสเซียยกระดับการโจมตียูเครน ก่อนการเจรจา 3 ฝ่ายครั้งที่ 2

สงครามในยูเครนมีแนวโน้มตึงเครียดขึ้น หลังจากมีรายงานเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า รัสเซียยกระดับเพิ่มการโจมตียูเครนด้วยอากาศยานไร้คนขับ ทำให้อาคารบ้านเรือของประชาชน รวมทั้งแหล่งผลิตพลังงานในยูเครนเสียหายจำนวนมาก สำหรับพื้นที่เป้าหมายโจมตี ได้แก่ nipro, Kharkiv, Sumy, Zaporizhzhia และ Odesa ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเมืองสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในภาคตะวันออกของยูเครน มีรายงานว่ารัสเซียใช้โดรน 450 เครื่องและขีปนาวุธมากกว่า 70 ลูกในการโจมตีช่วงเวลากลางคืน ขณะที่ปัจจุบันสภาพอากาศในยูเครนอยู่ที่ประมาณ -20 องศาเซลเซียส การยกระดับการโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นทันทีที่ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวที่รัสเซียตกลงกับสหรัฐฯ หมดอายุเมื่อปลาย มกราคม 2569 ซึ่งก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ระบุว่ารัสเซียตกลงว่าจะไม่โจมตีแหล่งพลังงานของยูเครนในห้วงฤดูหนาว เนื่องจากการโจมตีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ต้องเผชิญสภาพอากาศหนาวจัด เป็นการใช้ความมั่นคงทางพลังงานเป็นอาวุธ อย่างไรก็ตาม ทางการรัสเซียเปิดเผยว่าข้อตกลงกับสหรัฐฯ หมดอายุไปเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2569 แต่ยูเครนเข้าใจว่าข้อตกลงจะมีผลบังคับใช้ไปถึง 6 กุมภาพันธ์ 2569 ทั้งนี้ ผู้นำยูเครนเรียกร้องให้สหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันรัสเซียในกรณีนี้ เพราะมีมุมมองว่ารัสเซียละเมิดข้อตกลงที่ทำไว้กับสหรัฐฯ รวมทั้งวิจารณ์รัสเซียว่าไม่มีเจตนาหรือความมุ่งมั่นที่จะยุติปฏิบัติการทางทหารในยูเครน หรือต้องการสันติภาพ เพียงแต่ทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ เพื่อลดแรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศเท่านั้น พร้อมทั้งกล่าวโทษรัสเซียว่า “ก่อการร้าย”…

มาเลเซียสกัดจับเรือบรรทุกน้ำมันผิดกฎหมาย

หน่วยยามชายฝั่งของมาเลเซียในรัฐปีนัง สกัดจับกุมเรือบรรทุกน้ำมันจำนวน 2 ลำ เมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เนื่องจากต้องสงสัยว่าลักลอบถ่ายโอนน้ำมันผิดกฎหมายในน่านน้ำของมาเลเซีย ตั้งแต่เมื่อ 29 มกราคม 2569 จากการสกัดจับกุมดังกล่าวสามารถยึดน้ำมันได้มูลค่ามากกว่า 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะควบคุมตัวลูกเรือสัญชาติจีน เมียนมา อิหร่าน ปากีสถาน และอินเดียได้จำนวนรวม 53 คน ส่วนเรือบรรทุกน้ำมันดังกล่าวมีมูลค่ารวมประมาณ 182 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาเลเซียจะสอบสวนลูกเรือและขยายผลต่อไป โดยเบื้องต้นดำเนินคดีภายใต้กฎหมายการเดินเรือพาณิชย์ เนื่องจากมีการขนถ่ายสินค้าระหว่างเรือสองลำกลางทะเลโดยไม่ได้รับอนุญาต หลบเลี่ยงการตรวจสอบ และผิดกฎหมาย ปฏิบัติการสกัดจับดังกล่าวสะท้อนว่าหน่วยยามชายฝั่งของมาเลเซียให้ความสำคัญกับการเข้มงวดตรวจสอบและลาดตระเวนในพื้นที่เพื่อเฝ้าระวังการกระทำที่ผิดกฎหมายในน่านน้ำมาเลเซีย ทั้งนี้ มาเลเซียให้ความสำคัญกับการปกป้องความมั่นคงทางทะเล ซึ่งครอบคลุมถึงการปฏิบัติการลาดตระเวนร่วมกับนานาชาติเพื่อให้มั่นใจว่ากลุ่มอาชญการรมข้ามชาติจะไม่ใช้น่านน้ำมาเลเซียในการก่อเหตุหรือใช้ประโยชน์ ทั้งขบวนการค้ามนุษย์และอาชญากรรมข้ามาติอื่น ๆ เฉพาะอย่างยิ่งน่านน้ำบริเวณรัฐปีนัง รัฐปีนังของมาเลเซียเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทะเลที่สำคัญของมาเลเซีย เนื่องจากมีที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ถือว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางทะเลทั้งในมิติเศรษฐกิจและความปลอดภัย เนื่องจากที่ผ่านมามีรายงานการลักลอบขนส่งน้ำมันดิบผ่านน่านน้ำดังกล่าว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของช่องแคบมะละกาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มาเลเซียมีความร่วมมือกับหลายประเทศ รวมทั้งไทย เพื่อป้องกันการก่ออาชญากรรมในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลมาเลเซียมีเป้าหมายพัฒนาให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษของประเทศด้วย

อิหร่าน-สหรัฐฯ จะเจรจาประเด็นความมั่นคงทางนิวเคลียร์

บรรยากาศความตึงเครียดระหว่างอิหร่าน-สหรัฐฯ ผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อทั้ง 2 ฝ่ายส่งสัญญาณว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเจรจากันเกี่ยวกับความมั่นคงทางนิวเคลียร์ ล่าสุด สื่อมวลชนต่างประเทศคาดว่าผู้แทนจากอิหร่านและสหรัฐฯ จะเดินทางไปพบปะหารือกันที่ตุรกี ใน 6 กุมภาพันธ์ 2569 ทั้งนี้ อิหร่านจะส่งนายอับบาส อะราคชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไปพบกับนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายจาเร็ด คุชเนอร์ ที่ปรึกษาและบุตรเขยของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยจะมีผู้แทนจากตุรกี กาตาร์ อียิปต์ และโอมาน สนับสนุนและประสานงานเพื่อให้ทั้ง 2 ฝ่ายเจรจาหาแนวทางลดระดับความตึงเครียดในภูมิภาค อย่างไรก็ดี มีรายงานเช่นกันว่าอาจมีการย้ายการประชุมจากตุรกีไปโอมาน ที่ผ่านมา ทั้ง 4 ประเทศพยายามแสดงบทบาทด้านการประสานงานและเป็นตัวกลางผลักดันให้เกิดการเจรจามาโดยตลอด เพราะไม่ต้องการให้ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ และอิหร่านส่งผลเสียต่อบรรยากาศด้านความมั่นคงปลอดภัยของภูมิภาคตะวันออกกลาง และนอกจากทั้ง 4 ประเทศข้างต้น มีรายงานว่าอิหร่านหารือกับซาอุดีอาระเบียในประเด็นการเจรจากับสหรัฐฯ ด้วย สะท้อนว่าประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางร่วมมือกันอยู่เบื้องหลังเพื่อรักษาสันติภาพในภูมิภาค ประเด็นสำคัญที่อิหร่านกับสหรัฐฯ จะเจรจากัน คือ โครงการพัฒนานิวเคลียร์ ซึ่งเป็นประเด็นเดียวที่อิหร่านจะยอมหารือกับสหรัฐฯ เพื่อตกลงเงื่อนไขต่าง ๆ ร่วมกัน แต่ยังคงยืนยันไม่เจราจาเรื่องการพัฒนาขีปนาวุธหรือประเด็นความมั่นคงอื่น ๆ ของอิหร่าน ที่ผ่านมา…

สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการค้ากับอินเดีย ลดอัตราภาษีตอบโต้เหลือร้อยละ 18

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เปิดเผยว่าบรรลุการเจรจาข้อตลงลงการค้ากับอินเดีย หลังจากสนทนาทางโทรศัพท์กับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดิของอินเดียแล้ว โดยสหรัฐฯ จะลดอัตราภาษีตอบโต้สินค้านำเข้าจากอินเดียที่อัตราร้อยละ 18 จากเดิมที่กำหนดไว้ร้อยละ 50 แลกเปลี่ยนกับการที่อินเดียจะต้องยกเลิกการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย รวมทั้งจะต้องสั่งซื้อน้ำมันจากสหรัฐฯ แทน พร้อมประกาศด้วยว่าข้อตกลงดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ทันที ทั้งนี้ มีรายงานด้วยว่าผู้นำสหรัฐฯ จะขายน้ำมันที่ได้จากการบริหารจัดการแหล่งน้ำมันในเวเนซุเอลาให้อินเดีย นอกจากนี้ อินเดียจะต้องซื้อผลผลิตด้านเกษตรกรรม และเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ มูลค่ารวมมากกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นายกรัฐมนตรีโมดิของอินเดียใช้สื่อสังคมออนไลน์ตอบรับข้อเสนอและประกาศเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าดังกล่าว โดยกล่าวขอบคุณผู้นำสหรัฐฯ ที่พิจารณาลดอัตราภาษีตอบโต้ให้ และมีมุมมองว่าการลดอัตราภาษีจะช่วยให้อินเดียกลับเข้าไปแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ได้อย่างดี เพราะเป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับที่สหรัฐฯ ใช้กับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ว่าผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำอินเดียมีท่าทีสอดคล้องกันเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าว แต่สื่อมวลชนมีมุมมองว่าข้อตกลงครั้งนี้ยังไม่ชัดเจน เพราะไม่มีการลงนามเป็นลายลักษณ์อักษร และผู้นำอินเดียยังไม่ให้ความเห็นเรื่องการซื้อน้ำมัน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ประเทศมหาอำนาจทั่วโลกจับตามอง เนื่องจากที่ผ่านมา อินเดียไม่สนใจมาตรการคว่ำบาตรของประเทศตะวันตกต่อรัสเซีย และเป็นผู้ซื้อน้ำมันจากรัสเซียรายใหญ่ พร้อมกันนี้ สื่อมวลชนจีนตั้งข้อสังเกตว่าประธานาธิบดีทรัมป์พยายามโน้มน้าวและกดดันอินเดียให้ยุติการซื้อน้ำมันจากรัสเซียมาโดยตลอด แต่ไม่สำเร็จ เพราะรัฐบาลอินเดียถือว่าการซื้อน้ำมันจากรัสเซียเป็นผลประโยชน์และความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ดังนั้น จึงต้องติดตามนโยบายของอินเดียอย่างใกล้ชิดต่อไปว่าจะบริหารการค้าพลังงานกับรัสเซียต่อไปอย่างไร เพื่อให้สมดุลกับการรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ คาดว่าอินเดียกับสหรัฐฯ จะเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าวมากขึ้น หลังจากนาย Subrahmanyam Jaishankar รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดียเยือนสหรัฐฯ…

ไทยมียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น แม้เผชิญมาตรการภาษี

Nikkei Asia รายงานกรณีมาเลเซีย ไทย และเวียดนาม ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกที่สำคัญของเอเชีย ตอ.ต. มียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ในปี 2568 เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นด้วย ไทยมียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 51,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 35,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี 2567 ซึ่งได้แรงหนุนจากการเติบโตของสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นร้อยละ 50 เป็น 67,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้านนักวิเคราะห์มองว่า การขาดดุลการค้าของประเทศต่าง ๆ ต่อจีนที่จะขยายตัวขึ้น  อาจทำให้จีนส่งสินค้าผ่านประเทศในเอเชีย ตอ.ต. ไปยังสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีที่สูงกว่า ขณะที่การส่งออกของประเทศในเอเชีย ตอ.ต. ในปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวเนื่องจากผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และเมื่อข้อตกลงการค้าของสหรัฐฯ กับหลายประเทศเริ่มมีผล จะทำให้มีการนำเข้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น และยอดเกินดุลการค้าจะลดลง ซึ่งจะเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจของภูมิภาคในปี 2569

รัสเซียแสดงจุดยืนไม่ยอมรับกรณีสหรัฐฯ กดดันและขัดขวางการนำเข้าพลังงานของคิวบา

นายเซียร์เกย์ ลาฟรอฟ รมว.กต.รัสเซีย หารือทางโทรศัพท์กับนายการ์โลส เฟร์นานเดซ เด กอสซิโอ  รมว.กต.คิวบา เมื่อ 2 ก.พ.69 ว่า รัสเซียย้ำจุดยืนไม่ยอมรับกรณีสหรัฐฯ กดดันทางด้านเศรษฐกิจและการทหารต่อคิวบา เฉพาะอย่างยิ่งการขัดขวางการนำเข้าพลังงานของคิวบา ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและมนุษยธรรมในคิวบาเลวร้ายลง พร้อมยืนยันจะคงการสนับสนุนทางการเมืองและการจัดหาสิ่งจำเป็นแก่คิวบา นอกจากนี้ รัสเซียยังห่วงกังวลสถานการณ์ที่ทวีความตึงเครียดและการใช้ถ้อยคำเชิงข่มขู่และคุกคามของของสหรัฐฯ ต่อคิวบา โดยรัสเซียจะติดตามสถานการณ์ในภูมิภาคละตินอเมริกาและแคริบเบียนอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อ 29 ม.ค.69 ประกาศมาตรการขึ้นภาษีศุลกากรต่อประเทศที่ 3 ที่ส่งออกน้ำมันให้คิวบา รวมถึงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินโดยอ้างว่าคิวบาเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ

สหรัฐฯ ริเริ่มโครงการสร้างคลังสำรองแร่ธาตุหายาก

สนข.The Guardian รายงานเมื่อ 3 ก.พ.69 ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศริเริ่มโครงการสร้างคลังสำรองแร่ธาตุสำคัญ หรือ “Project Vault” ซึ่งจะใช้งบประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบด้วยเงินกู้จากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของสหรัฐฯ ประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเงินทุนจากภาคเอกชนอีก 1,670 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ และปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าอื่นที่ใช้แร่ธาตุสำคัญเป็นส่วนประกอบ รวมทั้งตอบโต้การแทรกแซงราคาแร่ธาตุสำคัญจากจีน