ไทยเสี่ยงถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือจากสถานการณ์ในภูมิภาค ตอ.กลาง

The New York Times ของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความระบุว่า สถานการณ์ในภูมิภาค ตอ.กลาง เพิ่มความเสี่ยงต่อภาระทางการคลัง โดยเฉพาะประเทศในยุโรปและเอเชียที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซในระดับสูง ซึ่งมีปัญหาเศรษฐกิจและระดับหนี้สาธารณะสูงอยู่แล้ว โดยหลายประเทศใช้มาตรการอุดหนุนราคาพลังงาน เนื่องจากแรงกดดันทางการเมือง โดยเฉพาะในเอเชีย ตอ.ต. ที่รัฐบาลมักใช้เงินทุนของรัฐป้องกันความผันผวนของราคาพลังงาน ซึ่งเป็นแนวทางถูกใช้อย่างมากเมื่อปี 2565 พร้อมยกกรณีไทยที่นำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาอุดหนุน ทำให้รัฐบาลต้องออก พ.ร.ก.ค้ำประกันหนี้กองทุน ซึ่งปัจจุบันไทยกลับมาใช้กองทุนเพื่ออุดหนุนราคาน้ำมัน และสถานะของกองทุนกลับมาติดลบอีกครั้ง ส่งผลให้รัฐบาลต้องพิจารณาออก พ.ร.ก.กู้เงินครั้งใหม่ และทำให้ไทยเผชิญความเสี่ยงอย่างมากที่จะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ

พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ ผู้นำเมียนมา พบหารือกับ ผบ.ทสส.ไทย ห้วงเยือนกรุุงเนปยีดอ

พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ รักษาการประธานาธิบดี และ ผบ.ทสส.เมียนมา ให้การต้อนรับ พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผบ.ทสส.ไทย ที่นำคณะผู้แทนระดับสูงเยือนกรุุงเนปยีดอ เมื่อ 18 มี.ค.69 พร้อมหารือในประเด็นความร่วมมือระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น การรักษาเสถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาค ตลอดจนความมั่นคงและความสงบในพื้นที่ชายแดน การต่อต้านการค้าผิดกฎหมายผ่านพื้นที่ชายแดน แผนการจัดประชุมคณะกรรมการระดับสูงไทย–เมียนมา ความร่วมมือด้านการฝึกอบรมระหว่างกองทัพ การปราบปรามยาเสพติด การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การแก้ไขปัญหามลพิษและหมอกควันข้ามพรมแดน และความร่วมมือในการป้องกันการฉ้อโกงทางเทคโนโลยี

สหรัฐฯ ส่งนาวิกโยธินไปประจำการในพื้นที่ตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น

สนข.Newsmax รายงานเมื่อ 19 มี.ค.69 ว่า กลุ่มเรือลำเลียงพลและยกพลขึ้นบก บ็อกเซอร์ (Boxer Amphibious Ready Group) ของสหรัฐฯ ประกอบไปด้วย (1) USS Boxer (LHD-4) (2) USS Portland (LPD-27) และ (3) USS Comstock (LSD-45) พร้อมกับหน่วยกำลังรบผสมนอกประเทศของนาวิกโยธิน ที่ 11 (11st Marine Expeditionary Unit) จำนวนประมาณ 2,200 – 2,500 นาย กำลังเคลื่อนพลออกจากเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อไปประจำการในพื้นที่ตะวันออกกลาง

ภัยคุกคามในและนอกประเทศที่สหรัฐฯ จะเผชิญในปี 2569   

ประชาคมข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ เมื่อ 18 มีนาคม 2569 เผยแพร่รายงานประเมินภัยคุกคามประจำปี 2569 (2026 Annual Threat Assessment) เพื่อเสนอให้รัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ ผู้กำหนดนโยบายสหรัฐฯ รวมทั้งชาวอเมริกัน ตระหนักภัยคุกคามต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ทั้งในมาตุภูมิ และในต่างประเทศ  เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติเห็นว่าควรจัดสรรงบประมาณเพื่อให้หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ดำเนินการจัดการและควบคุมภัยคุกคามดังกล่าว รายงานดังกล่าวประชาคมข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ จัดทำและเผยแพร่รายงานเป็นประจำทุกปี ตามกฎหมายหรือรัฐบัญญัติ Intelligence Authorization Act โดยประชาคมข่าวกรองมีหน้าที่รวบรวมและประเมินภัยคุกคามให้ทันสมัย สอดคล้องกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อน ซึ่งในรายงานปี 2569 จะให้ความสำคัญกับความมั่นคงในมาตุภูมิสหรัฐฯ ก่อนเป็นอันดับแรก ตามนโยบาย American First ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สาระสำคัญของรายงานดังกล่าว มีอย่างน้อย 3 ประเด็น ….. ประเด็นแรก หน่วยข่าวกรองประเมินว่ามาตุภูมิสหรัฐฯ เผชิญภัยคุกคามหลากหลายรูปแบบในปัจจุบันและในอนาคต ที่สำคัญ คือ อาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบค้ายาเสพติด ผู้อพยพ การก่อการร้ายและอุดมการณ์อิสลามที่นิยมความรุนแรง ผลกระทบจากการแข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจ และการแพร่กระจายของอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (WMD) โดยประเทศที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ…

ญี่ปุ่น-สหรัฐฯ กระชับความร่วมมือส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

นางทาคาอิจิ ซานาเอะ นรม.ญี่ปุ่น พบหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อ 19 มี.ค.69  ที่วอชิงตัน ดี.ซี. นรม.ญี่ปุ่น แสดงความพร้อมในการสนับสนุนความพยายามของสหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของประชาคมโลก ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะประสานงานและสื่อสารอย่างใกล้ชิด เพื่อรับรองความปลอดภัยของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ภายหลังการหารือ ทั้งสองฝ่ายยังเปิดตัวโครงการลงทุนของญี่ปุ่นในสหรัฐฯ ชุดที่สอง จำนวน 3 โครงการ รวมมูลค่า 73,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท) โดยหนึ่งในโครงการสำคัญ คือ การก่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ในรัฐเทนเนสซี และแอละแบมา นอกจากนี้ ประกาศข้อตกลงเพิ่มเติมอีก 3 ฉบับ เกี่ยวกับแร่หายาก เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

การโจมตีคลังและโรงกลั่นน้ำมันในตะวันออกกลางลุกลามมากขึ้น  

ความรุนแรงของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ตอกย้ำวิกฤตความมั่นคงพลังงาน เนื่องจากเมื่อ 19-20 มีนาคม 2569 มีรายงานว่าคลังและโรงกลั่นน้ำมัน รวมทั้งท่าเรือขนส่งน้ำมันในภูมิภาคตะวันออกกลางตกเป็นเป้าหมายโจมตีทางการทหาร โดยเฉพาะในซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (UAE) กาตาร์ โอมาน และอิหร่าน ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ไปยังยุโรปและเอเชีย สำหรับเหตุการณ์ที่อาจทำให้สถานการณ์ยกระดับความรุนแรง คือ เมื่อ 18 มีนาคม 2569 อิสราเอลโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและผลิตก๊าซธรรมชาติและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้องของอิหร่าน หรือ South Pars ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ North Dome ของกาตาร์ ซึ่งทั้ง 2 แห่งเป็นแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติแหล่งใหญ่ที่สุดของโลก ทำให้อิหร่านไม่พอใจอย่างมาก เนื่องจาก South Pars  ซึ่งตั้งอยู่กลางทะเลในอ่าวเปอร์เซีย เป็นแหล่งผลิตก๊าซที่สำคัญของประเทศ จึงตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศอื่น ๆ ในอ่าวอาหรับ สร้างความเสียหายต่อโรงกลั่นน้ำมัน ท่าเรือขนส่งน้ำมัน และท่าขนส่งน้ำมันผ่านท่อใต้ทะเล อิหร่านยืนยันว่าการโจมตีกลับดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ และก่อนหน้านี้ อิหร่านได้ประกาศเตือนแล้วว่า หากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านถูกโจมตี อิหร่านก็มีสิทธิจะตอบโต้เพื่อปกป้องผลประโยชน์และความปลอดภัยของชาติเช่นกัน การตอบโต้ของอิหร่านทำให้สหรัฐฯ กดดันอิสราเอลไม่ให้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านเพิ่มเติม เพื่อควบคุมความเสียหายไม่ให้ลุกลามบานปลายไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค…

ญี่ปุ่น-สหรัฐฯ บรรลุแผนโครงการเสริมความมั่นคงพลังงาน

นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ซานาเอะ นำคณะเดินทางเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการเมื่อ 19 มีนาคม 2569 เพื่อพบหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และเจ้าหน้าที่ระดับสูง ผลการพบหารือที่ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ วอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่า ญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ บรรลุแผนการดำเนินโครงการลงทุนเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในสหรัฐฯ แลกเปลี่ยนกับให้ผู้นำสหรัฐฯ ปรับลดอัตราภาษีตอบโต้สินค้าจากญี่ปุ่น โดยญี่ปุ่นให้คำมั่นว่าจะลงทุนมากกว่า 550,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการผลิตพลังงาน รวมทั้งโรงกลั่นน้ำมัน ในสหรัฐฯ เช่น รัฐโอไฮโอ รัฐเพนซิลเวเนีย และรัฐเทกซัส และจะเพิ่มการลงทุนเพื่อสร้างโรงงานปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในรัฐแอละแบมา และรัฐเทนเนสซี ของสหรัฐฯ ด้วย เท่ากับว่าญี่ปุ่นจะลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานสหรัฐฯ อย่างน้อย 3 โครงการใหญ่ ๆ ที่จะเป็นผลดีต่อการจ้างงานและความมั่นคงพลังงานในสหรัฐฯ ระยะยาว นอกจากความร่วมมือด้านการผลิตพลังงานในสหรัฐฯ มีรายงานว่า ญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ จะเพิ่มความร่วมมือด้านการวิจัย พัฒนา และผลิตแร่หายากร่วมกัน รวมทั้งปฏิบัติการสำรวจแร่หายากในทะเลลึก ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานว่าญี่ปุ่นสำรวจพบแร่หายากที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง บริเวณเกาะ Minamitori ของญี่ปุ่น โดยมีรายชื่อบริษัทของทั้ง 2 ประเทศที่พร้อมดำเนินการทันที ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นผลดีต่อสหรัฐฯ ที่ต้องการลดการพึ่งพาการนำเข้าแร่หายากจากจีน ผู้นำญี่ปุ่นหารือกับผู้นำสหรัฐฯ…

มาเลเซียเฝ้าระวังผลกระทบจากความขัดแย้งใน ตอ.กลาง

นรม.อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย เปิดเผยเมื่อ 20 มี.ค.69 ว่า มาเลเซียเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังผลกระทบด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ หลังสถานการณ์สู้รบในภูมิภาค ตอ.กลางทวีความตึงเครียด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อมาเลเซียมากขึ้น จึงสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สตช. กองทัพ เตรียมความพร้อมรับมือระดับสูงสุด และจัดการประชุมระดับสูงบ่อยครั้งเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ที่ผ่านมา นรม.อันวาร์ ได้ติดต่อกับผู้นำหลายประเทศ เช่น อิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ ตุรกี และอินเดีย เพื่อหารือถึงพัฒนาการในภูมิภาค ตอ.กลาง ซึ่งผู้นำหลายประเทศ เช่น อินเดีย แสดงความประสงค์ให้มาเลเซียทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ย